ชาติ 5 แบบมหาปเทส.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข27 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ชาติ 5 แบบมหาปเทส 10 ชาติ 1.ชาติที่มีร่างกาย 2.ชาติที่มีใจ 3.การเกิดแบบลิงลมข้าวพอง 4.การเกิดเป็นประเทศชาติหรือชาติรัฐ 5.การเกิดแบบ ตรรกะ ยึดทิฏฐิ ยึดอัตตา อาตมาไม่ได้บัญญัติสิ่งไหนที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ แต่อาตมาคลี่ขยายความละเอียดละออสิ่งเหล่านี้เพิ่มเติมขึ้นมา ไม่ได้ไปล้มล้างและไม่ได้ทำใหม่ คำกล่าวของพระพุทธเจ้าแต่ขยายออกไป พระพุทธเจ้าสมณโคดมสอนใบไม้กำมือเดียวไม่ได้สอนทั้งป่าพระโพธิสัตว์จะรู้ใบไม้ทั้งป่า อาตมายังรู้ไม่หมดหรอก ไม่ได้รู้ทั้งหมดป่าแต่รู้เพิ่มเรื่อยๆ ในระดับ 7 ก็รู้ได้มากพอสมควร แต่พระพุทธเจ้าสมณโคดมท่านวางมือไปแล้ว เพราะท่านทำไว้มาก ไม่ใช่ว่าท่านต่ำกว่าพระพุทธเจ้าองค์ก่อน แต่ท่านทำมามากกว่าองค์ก่อนๆ จะทำร่วมกับพระพุทธเจ้าหรือเป็นโพธิสัตว์ทำเองจนเป็นพระพุทธเจ้าทำเองได้ใหญ่ได้มากได้กว้างได้เยอะ จนกระทั่งสังคมเสริมไป โลกเสื่อมไปก็ได้น้อยลงจนมาถึงน้อยขนาดนี้ จนกระทั่งอุบัติขึ้นมาสุดท้ายตรวจพลโลกดูแล้วว่าเท่านี้มันไม่คุ้มหรอก เสียของหมดเลย จะไม่ประกาศตัวไม่เปิดเผยไม่แสดงธรรมดีกว่า ท่านมีความปริวิตกอันนี้ แต่สหัมบดีพรหม 4 ทิศ รวมมาอาราธนา ก็ตรวจอีก ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อยเหลืออยู่ ท่านก็ประกาศศาสนาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง

เมื่อพระพุทธเจ้าสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พ้นโพธิสัตว์ระดับ 8 ขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าครบสัมมาสัมโพธิญาณ มีคุณวิเศษ คุณธรรมอันวิเศษ ขนาดระดับสัมมาสัมโพธิญาณ คือ ความตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง เป็นเจ้าของธรรมะเอง สูงสุดยอดไม่มีใครมีเท่า พอได้แล้วก็จะออกมาเปิดเผย สอนรุ่นแรกๆก็ได้ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไป แล้วก็สอนต่อไปในยุคต่อไปอีก ก็จะค่อยๆมีคนสั่งสมบารมีขึ้นมาเรื่อยๆ ติดตามกันมาเรื่อยๆ ก็เป็นหมู่มวลที่มากขึ้นเรื่อย

อ่านต่อ

ๆ จนมากจนเมื่อย จนยุคสมัยจะกลียุคแล้ว เพราะฉะนั้นไม่เหมาะสมที่พระพุทธเจ้าจะมาทำงานในกลียุคนี้เพราะจะเสียสภาพคุณธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่สมฐานะท่านก็ขอปรินิพพานไป ก็เหลือแต่พระโพธิสัตว์ที่เหลือจะนำอันนี้สืบต่อไปให้หมดในพุทธกัป ของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้เหลือ 5,000 ปี ถึงวาระที่ท่านจะปรินิพพานไปเมื่อ 2,500 กว่าปีท่านก็ไปแล้ว จากนั้นก็มีแต่พระโพธิสัตว์สืบทอดมา พยายามสืบทอดตามที่พระพุทธเจ้ามอบหมาย อาตมาก็บอกพูดไปแล้วว่าอาตมารับมอบหมายจากปากพระพุทธเจ้าจริงๆ ด้วยสยังอภิญญา มีผู้มอบสืบทอดไว้แล้วก็ดำเนินมาอีกหลายชาติ ในศาสนาพระสมณโคดมอาตมาเกิดมาหลายชาติแล้ว พยายามทำงานมาเรื่อยๆสืบทอดมาเรื่อยๆ พูดไปแล้วก็ไม่มีหลักฐานอะไรจะยืนยันและหลักฐานแค่นี้ก็เอามายืนยันเท่านี้ นอกนั้นก็ยืนยันเป็นตัวบุคคลบ้าง ยืนยันไปแล้วผู้ที่เชื่อก็เชื่อ ผู้ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ แล้วจะไม่เชื่อหนักอาตมาก็ไม่ต้องพูด ผู้ที่เชื่อยืนยันไปแล้วก็แล้วไป คุณพิสูจน์ตามไปอีก อาตมาไม่จำเป็นต้องไปคุยว่าเป็นผู้นั้นผู้นี้อีก คุณก็พิสูจน์เนื้อหาสาระไปก็แล้วกัน ต้องเห็นใจผู้ที่เขาไม่เชื่อ ผู้ที่เขาจะอาเจียนเป็นโลหิตร้อนพุ่งออกจากปาก มันก็ไม่ดี ก็ไม่ต้องพูดอีก อธิบายแต่เนื้อหาธรรมะสาระ อธิบายเนื้อหาสาระธรรมะมาเรื่อยๆก็ยังเข้าใจกันไม่ได้ง่าย ก็เหนื่อย แต่ก็ต้องทน เขาก็ถามอยู่เรื่อยๆไปเดินมาวันนี้เมื่อยไหม อาตมาก็ปรับเอาก็เรียนรู้ความเมื่อยและไม่เมื่อย กำลังทำงานขนาดนี้ แม้แต่กินอาหารก็เมื่อยทุกวันนี้กว่าจะจบ ถ้าคุณเข้าใจคำว่าเมื่อยคืออะไรมันฝืนอยู่ก็คือเมื่อย สิ่งที่ไม่ฝืนมันไม่เมื่อยหรอก ส่วนถ้ามันร่าเริงในธรรม มันมีรสชาติมีธรรมรส โลกียะรสเขายังเพลิดเพลินเลย แต่นี่เป็นธรรมรสก็เป็นธรรมชาติธรรมดาจะไม่เมื่อย แล้วไม่เสียหายหรอกถ้ายังไม่ Over ไม่เกินขีด ต้องรู้จักพักรู้จักเพียร ให้มันสมดุลหากเกินไปมันจะไม่ดี ที่อาตมาทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ คำ “ชาติ” ตัวเดียวในปฏิจจสมุปบาท จากตัวชาต แม้จะมีสมมุติสัจจะก็ยังมีชรามรณะ มรณะเป็นสงครามจิตวิญญาณจบไปในชาติหนึ่งชาติหนึ่ง มันจะต้องเป็น “อรณะ” คำว่า “รณะ” คือสงคาม “อรณะ” ก็คือหมดสงคราม แต่ถ้า “มรณะ” คือสงครามของจิตก็ยังต้องเกิดมาอีก ยิ่งอวิชชาเกิดมาก็ยิ่งสร้างภพชาติ จากชรามรณะ ก็เกิดภพชาติ แม้ว่ามันจะชรามรณะ คุณก็มามีชรา มรณะใหม่ มีโศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส มาเรียนรู้ชาติ คำว่า “ชา” แปลว่าความรู้ กับ “ติ” คือ 3 คือความรู้สามเส้า ชานโต ปัสโต วิหรติ คำว่า “ติ” คือ 3 วงวน cyclic order วงแรก เมื่อเรารู้อะไรต่างๆที่อาตมาแยกแยะอย่างละเอียดให้ฟัง เราก็สามารถที่จะนำสภาวะธรรมต่างๆออกมาใช้กับสิ่งที่มันจะเข้า หรือจะขัดจะทำลายกัน ก็เอามาใช้เอามาปรุงแต่ง ผู้ที่รู้ชาติก็จะเริ่มรู้สังขาร เริ่มปฏิจจสมุปบาทแล้วนะ แต่ก่อนนี้อวิชชา สังขารก็ไม่รู้ ชาติก็ไม่รู้ ยาวมาตั้งแต่วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ เมื่อไม่รู้ตั้งแต่สังขารคุณก็ไม่มีสิทธิ์จะรู้ชาติ ชาติ ตัวนี้จึงเริ่มไปเรียนที่สังขาร มันปรุงแต่งกันอยู่จึงเป็นชาติ แล้วชาติอันแรกคือวิญญาณ จากสังขารปรุงแต่งเสร็จก็เป็นวิญญาณ เมื่อเกิดวิญญาณแล้วถ้าคุณไม่สามารถเรียนรู้วิญญาณ โดยแยกวิญญาณคือ เทวะ เทวะคือวิญญาณ เป็นธรรมะ 2 ได้แก่รูปนาม พระพุทธเจ้าจึงจบในอาหาร 4 ตัวที่ 4 ว่าวิญญาณคือรูปนาม รู้เท่านี้ คุณจบ คุณรู้ชัดจริงเลยทั้งรูปนามและวิญญาณก็จบ แล้วคุณก็มาเรียนจบจาก กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร มีเจตนาก็เกิดกาม ภว กับ วิภวะ อยู่ในอาหาร 4 ก็จบในตัวเหมือนกันถ้ารู้ อาหาร 4. . (เครื่องยังสัตว์ให้อยู่ได้) . 1. กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) . . 2. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) . 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) . . 4. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป . อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) . (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244)

กรรมกิริยาที่เป็นการกระทำ ปรุงแต่งกันขึ้นด้วยอวิชชา คุณก็ปรุงแต่งด้วยโลกียะ คุณก็ไปไม่จบ แต่พอรู้ความจริงว่ามีสังขาร คุณก็มาแยกสังขารว่านี้คือกายสังขาร วจีสังขารหรือจิตสังขาร แต่ กาย เขาแยกไม่ออก กายเป็น วจี มโน แยกออก 3 อย่างนี้ต่างกันแน่ แต่จะไม่ทิ้งกันเลยจะอยู่ร่วมกันต้องใช้ร่วมกัน นอกจากคุณเป็นใบ้ก็จะใช้วจีไม่ได้ แต่ไม่เป็นใบ้ จะมาใช้ภาษาใบ้สื่อสารกันทำไม ซึ่งมันก็ยากไม่ละเอียดพออย่างไรอย่างไรก็ไม่ละเอียดจึงต้องพิการอย่างใบ้นี้ยาก พิการตา พิการเสียง พิการจมูกอะไรต่างๆ มันไม่ครบองค์ทั้งนั้น มันต้องครบองค์ถึงจะบริบูรณ์ ถ้าไม่ครบองค์จะไปบริบูรณ์ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผู้ที่เอาแต่จิตนั่งหลับตา ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย อาตมาถึงบอกแล้วพูดแล้วก็วน น่าสงสารเขา คุณปิดตาหลับตาปฏิบัตินั้นเป็นโมฆะจากการบรรลุธรรมอรหันต์

640127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาติ 5 แยกวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน