แยกวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข27 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

แยกวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 เรียนรู้เจตสิก รูป นิพพาน แยกรูปแยกนามได้ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เรียกว่าอภิธรรม 4 รวมไว้หมดแล้ว แยกรูป กับ เจตสิก แยกจากรูปจากนาม ทำจิตเจตสิกต่างๆ ก็สรุปที่เวทนา 108 เวทนา 3 มี ความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นสามเส้าเวทนา ปุถุชนเทวนิยมก็วนเวียนอยู่ตรงนี้ วนเวียนอยู่กับสามเส้าคือไม่สุขไม่ทุกข์ กับ สุขกับทุกข์ เพราะไม่รู้ทางออกไปหลงความสุข เพราะไม่รู้ว่าสุขทุกข์มันอันเดียวกัน มันเป็นมายาใหญ่ มารใหญ่ แยกไม่ออก เมื่อแยกไม่ออก พระพุทธเจ้าฆ่าทั้งความสุขความทุกข์ตายเกลี้ยงก็เหลือไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นพยัญชนะ เรียกอาการไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้นเพราะอะไร ก็เพราะกิเลสมันหมดลง กิเลสมันไม่มีในจิตเจตสิกของเรา จิตก็เป็นจิตที่สะอาดจิตบริสุทธิ์ บริสุทธิ์จากกิเลส อุเบกขาตัวแรกเรียกว่า “ปริสุทธา” สะอาดบริสุทธิ์ว่างจากกิเลส โดยพยัญชนะว่าว่างแล้วว่างจากอะไร ว่างจากสิ่งหยาบตั้งแต่โลกของอบายมุข หมดแล้วไม่เกิดอีกแล้วอบายมุขรู้ความเป็นอบาย อบายคือต่ำที่สุดในโลกกาม หมดแล้ว เหลือกาม กามหยาบ กลาง ละเอียดก็เรียนรู้มัน จนหมดกามหยาบหมด เป็นสกิทาคามี หมดกามทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็เป็นอนาคามี จะสัมผัสสัมพันธ์ปรุงแต่งอย่างไรก็ไม่เกิดอาการสุขทุกข์ของจิตแล้ว แต่เหลือ ตุ้งติ้งๆ เป็นรูป หรือเป็นภวภพหรือภวตัณหา ก็แยกภพวตัณหา หยาบกลางละเอียด รูป อรูป กับ 0 ก็เรียนรู้รูปเสียก่อนมันเบื้องต้นหยาบ อาการของรูป สังขารในมโนหรือในจิต ก็เรียนเจตสิก ก็จะมีเวทนาอีก 5 ก็คือ ลำดับน้ำหนักของมัน องศาของมัน คุณภาพของมัน มันนอกมันในมันใหญ่มันเล็กมันเบามันแรงอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นความทุกข์ใช้พยัญชนะเรียกว่าทุกข์เวทนาคู่กับสุขเวทนา มันคือหยาบ มีภายนอก

อ่านต่อ

ก็มาเรียนรู้ หยาบ ภายนอกมันเป็นสุขมันเป็นทุกข์หมดไปได้แล้ว ก็เหลือโสมนัสโทมนัส อุเบกขาจากทุกข์สุข ก็เป็นอนาคามี ทำโสมนัสโทมนัสหมดอีก ก็อุเบกขา จิตของคุณจะเป็นจริงเลย กระทบสัมผัสอย่างไรข้างนอกก็ไม่มี ข้างในเป็นรูป หยาบเป็นรูปก็ลดรูปอีก เหลืออรูป ก็ลดอีก นิดนึงกับไม่มีนี้แยกยาก ขนาดนิดหนึ่งคุณก็ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ มันเหลือน้อยเท่าไหร่ก็เอาให้ไม่มี ไม่มีคุณก็จะค่อยๆ มีญาณแหลมคมลึกเข้าไป เรียนรู้ความมีและไม่มี มีที่หยาบอีก เหลือไม่มีละเอียดลงไปก็ลดลงไปอีก จนกระทั่งท่านใช้คำว่า อากาสา วิญญานัญจา อากิญจัญยา อากาสา วิญญานัญจา อากิญจัญญาก็เป็นสามเส้า แต่หากอวิชชาทำไปก็งง อยู่ในเนวสัญญา เนวคือครึ่งๆกลางๆ ไม่บริบูรณ์ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่ มันกำหนดรู้ไม่ได้ มันยังมีอยู่นิดหนึ่งหรือมันหมดไป เพราะเราไม่ได้ศึกษาธรรมะมาตามลำดับ เราจะสับสนวนไปวนมา แต่ถ้าศึกษามาเป็นลำดับจริงๆเลย คุณจะไม่สับสน ไม่ขลุกขลัก ไม่วนไปวนมา จะเป็นลำดับ เรียบเรียงไปอย่างน่าอัศจรรย์ ใครทำตามอย่างอาตมาพูดได้ นี่ก็มี ใครทำตาม สะสมบ้างก็จะมี ใครไม่ทำตามก็จะสับสนมากเนวสัญญานาสัญญายตนะ คุณต้องทบทวนแล้วทบทวนอีกก็ตามฐานะของแต่ละบุคคล เนวสัญญานาสัญญายตนะก็จะน้อยลง ถ้าทำตามลำดับเรียบเรียงไปเลย คุณก็จะไม่มีเนวสัญญานาสัญญายะตะนะ ให้ปฏิบัติ ผู้ใดปฏิบัติโดยมีวิญญาณฐิติ ก็ปฏิบัติแค่วิญญาณฐิติ 7 จบอากิญจัญญายตนะ ก็จบหมดเลยไม่ต้องไปทบทวนให้เสียเวลาในเนวสัญญานาสัญญายตนะเลย เพราะฉะนั้นคนก็งงว่าทำไมวิญญาณฐิติ 7 แล้วไปไหน แม้แต่สัญญาเวทยิตนิโรธก็ไม่มี ก็เพราะว่า สัญญาเวทยิตนิโรธแปลว่าสัญญาทำการเคล้าเคลียอารมณ์เวทนา หรือตรวจสอบนอกใน ให้ละเอียดนะว่ามันนิโรธแน่หรือยัง สัญญาเวทยิตนิโรธ มันดับสนิทเท่านั้น คุณจะต้องทำสัญญาเวทยิตนิโรธเพราะคุณมีเนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่ถ้าทำตามลำ ดับก็จบนิพพานได้ที่อากิญจัญญายตนะได้เลย วิญญาณฐีติ มี 7 สัตตาวาส มี 9 วิญญาณฐีติ เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิในการปฏิบัติธรรม รู้จักวิญญาณกำหนดรู้วิญญาณได้แยกมาเป็นจิตเจตสิกต่างๆถูกต้อง แต่คุณทำไม่ถูกต้องก็เป็นสัตตาวาส 9 แม้ไม่ถูกต้องก็เป็นรูปฌานใน 4 อันข้างต้น เป็นสัตว์ 4 ระดับ คุณก็ทำเป็นโลกียะไม่ถูกต้อง ดีไม่ดีหลงผิดไปเป็นอสัญญีสัตว์ ดับสัญญา เช่นไปนั่งหลับตา คุณก็ทำฌานแบบหลับตา เป็นรูปฌานโลกีย์ดับสัญญาแบบโง่ๆ สะกดจิตดับๆๆ เช่นอย่างที่อธิบาย ฌานที่ 1 มีวิตกวิจาร ปีติ สุข คุณจะรู้ต่อเมื่อเริ่มฌาน 3 จะรู้จักสุข ในหลับตานะ ยังหยาบอยู่ ที่วิตกวิจาร มีปีติ จนปีติเบาบางอ่อน หรือไม่มีก็จะรู้สุข มันยึดดียึดว่างเป็นตัวตน ก็เรียนรู้อันนี้ ยังยึดสุขอยู่ยึดทุกข์อยู่ ว่างนี่แหละดี สุขก็อย่าไปหลงสุข วางปล่อยสุข เมื่อสุขไม่มีก็เป็นอุเบกขา อาศัยบ้างไม่ติดยึด แล้วคุณจะมีธาตุรู้ปัญญาที่รู้ยิ่ง โลกุตระว่างอย่างนี้ แต่คุณจะอ่านอาการของจิต ที่ไม่มี อัสสาทะ ไม่มีรสของโลกีย์เลย คุณจะรู้ได้ด้วยตนเอง อาตมาอธิบายไปใช้แต่ภาษาสื่อสารไปคุณต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ว่า อาการว่างดี ที่เรานึกว่าสุขยังยึดว่าว่า แต่มันไม่ว่างหรอก เพราะมันยังมีเนื้อของมันอยู่ที่คุณยังยินดีกับสิ่งเหล่านี้ จนกว่าคุณจะหมดยินดี หมดดูด ดูดนิดนึงก็ไม่มี แล้วก็อยู่กับสัมผัสมีสัมผัสเป็นปัจจัยแล้วก็มีความเป็นกลางอุเบกขา อุเบกขาตัวที่ 4 เจตสิกของฌานที่ 4 แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด คุณก็อยู่เหนือสุขแล้วจะเรียกว่าสุขมันก็อาศัยจิตว่างพยัญชนะเรียกว่าสุข คุณก็ไม่ประหลาด มันจะอาศัยสุข ซึ่งมันละเอียดแล้วไม่มีมากมาย มันมีนิดนึงมันว่าง มันไม่ใช่หยาบ มันไม่ใช่เนื้อหาของโลกียรสเลย มัน 0 หรือมันว่างแต่คุณยังยึดถือเป็นตัวเป็นตนเป็นอัตตา อัตตาตัวน้อยที่สุดแล้ว ธาตุรู้มันจึงเป็นตัวที่ปล่อยทุกอย่างปัญญาอันยิ่ง มีพยัญชนะเรียกอย่างไร สภาวะแต่ละคน ไม่รู้ของตนเองของใครของมัน อุเบกขาทำให้กิเลสหมดไปจากจิตสะอาด เรียกว่าปริสุทธา ทำได้แล้วก็เข้าใจอาการปริสุทธาเป็นอย่างนี้ คุณก็ทำอย่างอื่นคุณไปติดยึดอะไรอย่างอื่นอีกก็ทำไปต่างๆนานา ที่ยังติดสภาพ ของหยาบขนาดไหนก็แล้วแต่เกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืช ของคือวัตถุต่างๆเพชรนิลจินดา ธนบัตร วัตถุปรุงแต่งอะไรต่างๆนานา เสื้อผ้าหน้าแพรเครื่องตกแต่งอะไรก็แล้วแต่ หลายอย่างคุณอาศัยก็ไม่ได้ดูดไม่ได้ผลักอะไร ยกตัวอย่างเสื้อผ้า คุณอาศัยเสื้อผ้า คนที่ยังติดยึดอย่างนั้นอย่างนี้ติดรูปทรงสีสัน เขาก็ว่ากันไป แต่คุณไม่ติดในเสื้อผ้า คุณก็สักแต่ว่าใส่กันร้อนกันหนาว ถ้าในวาระที่ไม่ต้องใส่ก็ไม่ต้องใส่ วาระที่ควรใส่คุณก็รู้ความควรของมนุษยชาติคุณก็ใส่ ใส่เท่านี้มันทนหนาวไม่ได้ก็ใส่ให้มันหนาหน่อยให้มันกันหนาว ถ้ามันร้อนก็เอาออก ดีไม่ดีก็ถอดหมดเลย หาความเย็น ถอดแล้วยังร้อนอยู่เลยก็ต้องหาอะไรมาเป่า เอาน้ำเย็นมารด มันก็ธรรมดาธรรมชาติ สรุปแล้วเครื่องนุ่งห่มก็เอาไว้ใช้ ที่อยู่อาศัย คนที่มีอารยธรรมแล้ว มีวัฒนธรรมก็มีที่อยู่อาศัยที่พัก ไม่ได้โง่จนกระทั่งแดดเราก็ทนแดด ฝนตกก็อาบน้ำฝน อะไรพัดไปพัดมาทับถมเสร็จตัวเองก็ยอมรับมันแล้วไปล้างเอา จะบ้าเหรอ มีที่พักที่อาศัยพอสมควร เสื้อผ้าหน้าแพรที่อยู่อาศัย ปัจจัยสำคัญมีเท่านี้แหละมนุษย์ นอกนั้นก็อาหารกับยา อาหารก็คือสิ่งที่กินเข้าไป สังเคราะห์สังขารปรุงแต่งให้ชีวิตนี้ยังอยู่ อาหารกับยาถ้าอย่างนี้กินแล้วมันบำรุงร่างกายให้เจริญก็เรียกว่าอาหาร ถ้ามันไม่สมดุลก็ใช้อาหารนี่แหละเป็นยา มันก็คือธาตุต่างๆที่เขาเรียกป็นธาตุต่างๆก็เอาธาตุนั่นแหละมาแก้กัน เป็นยา ทำให้ธาตุที่เป็นอาหาร ที่มันเป็นพิษหรือมันไม่ถูกปรับมัน คนจะเข้าใจธาตุต่างๆทางวิทยาศาสตร์โภชนาการเขาก็จะรู้ธาตุวิทยาศาสตร์ เพราะเขาจะรู้เขาก็จะมาแก้ ก็เกิดเป็นธาตุที่อาศัยไม่เป็นธาตุที่ทำลาย ยาก็เข้าไปแก้หรือสิ่งที่ขาดก็เอาไปใส่ สิ่งที่จัดการให้ออกเอาสิ่งอื่นมาทดแทนก็ได้ก็เรียกว่า ยา จะไปเรียกด้วยภาษาว่าโอสถอะไรก็แล้วแต่ มีภาษาอะไรอีกสารพัด ชาติไหนๆก็มีของเขาเอง จะเรียกยา เรียกเภสัช ไม่ใช่ยาดูดนะ ยาดูดนั่นก็อีกอย่าง ยาเสพติดก็อีกอย่าง สรุปแล้วปัจจัย 4 เสื้อผ้าหน้าแพร อาหาร กับยา ยานั้นไม่มีเรื่องก็ไม่ต้องไปใช้มัน แต่มันก็เป็นของสำคัญในชีวิต อาศัยก็อาหารเป็นหลักเป็นเครื่องอาศัยอาหาร กินที่เข้าไปเลี้ยงขันธ์ด้วยธาตุต่างๆ นอกนั้นก็แยกเป็นอุปโภคกับบริโภค อุปโภคคือเครื่องอาศัยที่อยู่กับเสื้อผ้า บริโภคก็คืออาหารกับยาที่กินเข้าไปภายในร่างกาย อุปโภคอยู่ข้างนอก บริโภคก็เอาเข้าข้างใน สำคัญที่สุดก็คืออาหารที่กินเข้าไปข้างในนี่แหละ มันจะติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรต่างๆ อันนี้แหละ ตัวอาหารจึงเรียกว่าเป็นหนึ่งในโลก แล้วท่านก็แยกมาเป็นอาหาร ให้เรียนรู้มันโดยเป็นอาหาร 4 เรียนรู้ตั้งแต่อาหาร แล้วก็คือคู่มันคือวิญญาณหรือนามรูป ต้องมาเรียนรู้นามรูป 2 อย่างนี้ แล้วก็จะรู้จักวิญญาณที่มันโง่ มันไปติดในอาหาร เป็นวิญญาณอวิชชา วิญญาณโง่ เมื่อผัสสะแล้วก็มีเวทนาเจตสิก ก็มีความสุขความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อมีความสุขความทุกข์ ก็จะมีเจตนามีความมุ่งหมายต้องการตั้งแต่ หยาบๆภายนอกเป็นภพชาติ ภพชาติตั้งแต่หยาบภายนอกก็คือกามภพ ก็เรียนรู้กามภพ ฆ่ากิเลสตัวหยาบที่เป็นกามภพให้หมด จนกระทั่งหมดข้างนอกเหลือข้างในเข้ามาเป็นภวภพ รูปภพ อรูปภพ ก็ฆ่ารูปภพแล้วเหลืออรูปภพ หมดเกลี้ยงไม่เหลือภพ หมดภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ หมดเกลี้ยง หมดภพแล้ว ภาษาก็ขึ้นมาเรียกว่า วิภวภพ คือไม่มีภพ ผู้นั้นก็อยู่กับโลก อยู่กับสังขารทั้งหลาย อยู่กับมนุษยชาติ เราไม่มีแล้วก็ไปช่วยคนอื่น ในขณะที่เราไม่มีแล้ว เราก็มีความประสงค์ มีความต้องการ มีความฉันทะ มีตัณหา มีกังขาวจร มีตัณหาเลยอยากช่วยคนอื่นมีปรารถนาช่วยคนอื่น ประสงค์จะช่วยคนอื่น พระพุทธเจ้าก็อยู่ด้วยวิภวตัณหา พระโพธิสัตว์ก็อยู่กับวิภวตัณหา พระอรหันต์ก็อยู่กับวิภวตัณหา ถ้าพระอรหันต์นั้นไม่ประสงค์จะต่อภพไปอีกแล้ว แยกธาตุให้เป็นอุตุไปได้แล้ว ตายลงก็ตายด้วยนิพพาน 3

วิโมกข์ 3 , นิพพาน 3 1. สุญญตวิโมกข์, สุญญตสมาธิ (นิพพานโดยการเห็นความว่างของตัวกิเลส หมดความยึดมั่นจากอำนาจกิเลส) 2. อนิมิตตวิโมกข์, อนิมิตตสมาธิ (นิพพานโดยไม่ต้องถือนิมิต) 3. อัปปณิหิตวิโมกข์ (นิพพานโดยไม่ทำความปรารถนา) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 469)

1. สุญญตนพพาน ตายอย่าง 0 ไม่มีอะไรอย่างอื่นแล้ว 2. ตรวจดูว่ายังมีนิมิตอะไรที่ยังยึดถืออยู่หรือเปล่า ถ้ายังมีนิมิตก็ได้ อนิมิตนิพพาน ก็ตายด้วยอนิมิต นิมิตนี้หยาบกว่าตั้งลงหยั่งลง 3. อปณิหิตะ ก็อย่าให้อาการของคนจะนิพพาน อาการละเอียดมาก อย่าให้มี ไม่มีจิตที่จะตั้งลง ไม่มีนิมิตก็ตายด้วยสุญญตนิพพาน ครบสามคนนี้ก็สูญเลย ไม่มีมาจับตัวกันอีก ไม่มีมารวมกันอีก เพราะคุณเป็นผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ก็ทำให้จิตมันสลายแยกไปได้ คุณได้แต่พยัญชนะก็เอาไปพูด ดีไม่ดีเอาไปหลอกเขา แต่ถ้าไม่หลอกก็พูดความจริงสื่อให้คนอื่นฟัง อย่างอาตมานี้ทำได้จริงๆก็พูดให้ฟัง ทำได้เองเป็นปัจจัตตัง จะรู้เองไม่ต้องมาเชื่ออาตมา ทำอย่างไรจะรู้ ตั้งแต่โลกอบายมุข โลกหยาบ คนทุกคนมีโลกหยาบของตัวเองทุกคน คนที่มีบารมีก็ไม่มีโลกหยาบเหมือนคนอื่น คนที่ไม่มีบารมีก็ไปติดมันอย่างโลกเขา ก็ทำออกเป็นเนกขัมมะของคุณเอง มันมีอยู่ในโลกมันมีอยู่ในโลกอย่างทักษิณ ก็ใช้อำนาจเงิน อำนาจแห่งอำนาจจัดการเขา ยิ่งคุณไม่ใช่แค่ทักษิณ เป็นโดนัล ทรัมป์ อาตมายังไม่รู้เลยว่า คิมจองอึนกับโดนัลด์ทรัมป์ ใครใหญ่กว่ากัน คิมจองอึนเขาใหญ่ในที่เล็ก แต่โดนัลทรัมป์ใหญ่ในที่กว้าง ไปสร้างเขี้ยวเล็บคืออาวุธ เอาให้เก่ง เขาทำเท่านี้มีเท่านี้รวมกันเท่านี้ ทำอันนี้แหละไม่ต้องเอาไปเปลืองอย่างอื่น เพราะฉะนั้นของเขาคิมจองอึนไม่ค่อยมีอะไรมาก เครื่องแต่งตัวเขาก็ไม่หวือหวา เพชรนิลจินดาก็ไม่หวือหวา เขาเอาเงินมารวมกันสร้างอาวุธนี้เป็นหลัก ข่มมนุษยชาติให้มนุษยชาติกลัว นี่เป็นแนวคิดของเขา ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะเอาหมดเลยทั้งอาวุธ ทั้งทรัพย์สิน ทั้งพิมพ์ดอลลาร์ออกมา

640127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชาติ 5 แยกวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน