เพราะไม่รู้จักกายจึงไม่สามารถละกาม.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพราะไม่รู้จักกายจึงไม่สามารถละกาม พ่อครูว่า… คำว่า “กาม” จะพูดซ้ำพูดซากอย่างไรก็ต้องฟัง เพราะว่า “กาม” นั้นเป็นเบื้องต้นของกิเลสเลย ที่จะไปละเลยไม่ได้ ต้องรู้ก่อน เพราะฉะนั้นผู้ใดไม่สามารถละกามไปได้แล้ว แต่ไปนั่งหลับตาเป็น รูปราคะ อรูปราคะเลย มันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับทุเรียน คุณไม่ได้ปอกเปลือกออก จะไปกินเนื้อในของมันได้อย่างไร กามต้องเอาทิ้งไปก่อน แล้วค่อยถึงภายใน อาตมาต้องซ้ำซาก ใครจะเบื่อก็เป็นคนที่ไม่เข้าใจธรรมะ เบื่อ แต่คุณเองจะหมดง่ายๆหรือกาม มันไม่ได้หมดง่ายๆนะกาม แม้ว่าเหลือภายในเป็นรูปราคะอรูปราคะมันก็เป็นเชื้อของกามทั้งนั้น แหละ เป็นความใคร่ความติดความอยากทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องรู้ว่าคำว่า “กาม” คือ สิ่งที่ติดยึดสิ่งที่ไปสร้างรส รสกิเลส รสตัณหา รสสุข รสอร่อย นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ ถ้ำคือ คูหายัง ความเป็นสัตว์ เช่นสัตตาวาส 9 เป็นต้น หากคุณไม่รู้จักสัตตาวาส 9 ก็ยังเป็นสัตว์โอปปาติกะตลอดไม่ได้เป็นมนุสโส แต่ไปหลงว่าเป็นเทวดาด้วย มนุสโสกับเทวดาต่างกัน เขาก็บอกว่าเทวดาเป็นผู้มีจิตสูง ที่จริงไม่ใช่ ถ้าไม่เข้าใจถึงสภาวะธรรม เทวดาคือผู้ที่ไปหลงสภาพ 2 เทวะ แล้วไม่รู้จักสภาพ 2 ก็คือความสุขกับความทุกข์นั่นแหละ เพราะฉะนั้นการไปหลงความเป็นเทวดาก็คือไปหลงความเป็นสุข เทวนิยมแยกสุขแยกทุกข์ไม่ออก ก็ไม่เข้าใจด้วยว่า สุขคือสิ่งต้องละ ต้องล้าง ต้องดับ ก็เลยกลายเป็นศาสนาสุขนิยมไม่เข้าใจเรื่องทุกข์เรื่องสุข พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องทุกข์เรื่องสุขเป็นโลกุตระ และดับทุกข์ดับทุกข์เลย เขาไม่รู้ว่าสุขก็คือทุกข์ ต้องหมดสุขหมดทุกข์ถึงจะเป็นฐานนิพพานโดยเอาคําว่าไม่สุขไม่ทุกข์มาเป็นไวพจน์ จริงๆแล้วก็เป็นอุเบกขา อุเบกขาคือไม่มีกิเลส สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสคืออุเบกขา จะเรียกว่าจิตมันไม
อ่านต่อ
่สุขไม่ทุกข์แล้วมันเป็นอุเบกขาก็ได้ เป็นภาษาแทนกัน แต่ที่จริงเป็น 0 จากสุขทุกข์ 0 จากสภาพสอง เทวนิยมไม่เรียนรู้สุขทุกข์ เขาเรียนรู้แค่ดีชั่ว ความดีความชั่วเป็นแค่โลกีย์ แต่ความสุขความทุกข์เป็นโลกุตระ อาตมาพูดซ้ำซาก 2 อย่างมันต่างกัน ศาสนาที่เรียนรู้แต่ดีกับชั่วเป็นศาสนาเทวนิยม ศาสนาที่เรียนรู้ความสุขความทุกข์คือศาสนาโลกุตระ เพราะฉะนั้นจึงยากมากที่คนจะเข้าใจว่า สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลาโสภาสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง เป็นโอวาทปาฏิโมกข์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระอรหันต์ เป็นหลักประกันของพระอรหันต์ 3 อย่างนี้ คือท่านจะเป็นผู้ที่ไม่ทำบาปทั้งปวงและไม่ทำบุญด้วย ไม่ทำบุญด้วยคือละไว้ในฐานที่เข้าใจ เพราะบุญกับบาปเป็นคู่หูกัน หมดบาปก็หมดบุญ จึงมีพยัญชนะบาลีว่า ปุญญปาปปริกขีโณ แปลว่าสิ้นบุญสิ้นบาป ผู้ที่สามารถทำอภิสังขาร แปลว่า ปรุงแต่งใจอย่างยิ่ง จัดการจิตใจอย่างยิ่งอย่างมีภูมิปัญญา รู้จักทำบุญแล้วให้บุญทำงาน บุญมีหน้าที่ฆ่ากิเลส กำจัดกิเลส พอฆ่ากิเลสหมดก็เป็น อปุญญาภิสังขาร ไม่มีบุญอีก แต่ผู้ที่เข้าใจบุญอย่างสัมมาทิฏฐิไม่ได้ก็ไปติดยึดอยู่แค่พยัญชนะ ว่าบุญคู่กับบาป เมื่อไม่มีบุญก็ต้องเป็นบาป เป็นกรรมที่เป็นบาป แต่ว่าก็ท่านไม่ทำบาปแล้ว สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง เห็นไหมว่าความไม่เข้าใจเรื่องบุญก็เลยแปลผิดไป ถ้าบุญนี้ไม่จบในตัวเอง บุญมีเส้นตรงเส้นเดียว มีแต่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว บุญเป็นพลังงานตัวปลายของฌาน ฌานคือพลังงานไฟ พลังงานที่มีฤทธิ์ มีอำนาจ มีคุณสมบัติเป็นไฟ เหนือกว่าไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ เพราะฉะนั้นผู้ที่สัมมาทิฏฐิทำฌานเป็น มีฌานวิสัยที่เป็น อจินไตย คาดคิดเดาไม่ได้ ปุถุชนไม่รู้ฌานวิสัยที่เป็นอจินไตยของพระพุทธเจ้าได้ง่าย เข้าใจแต่ฌานโลกีย์ แต่ฌานโลกุตระเข้าใจไม่ได้ คำว่าฌาน เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ ฌาน คือปัญญา ปัญญาคือฌาน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ไม่มีปัญญาก็ไม่มีฌาน ไม่มีฌานก็ไม่มีปัญญา ฌานกับปัญญาหรือบุญก็ต้องเป็นตัวปัญญาแท้ ปัญญาสุดท้าย ตัวที่ตีหัวเข้าบ้านเป็นตัวจบ เป็นพลังงานฌานอันสรุปผล อันนี้เดาไม่ได้นะ หากไม่มีสภาวะธรรมแท้ก็จะไม่เข้าใจ คำว่าบุญคำเดียวจึงยากมาก บุญเป็นภาษาของศาสนาพุทธเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ผิดเพี้ยนไปเอาไปใช้เละเทะเลย เหมือนกับคำว่าฉลาด ฉลาดที่เป็นปัญญานี่แหละ เอาไปใช้เป็นเฉโกเละเทะ ธรรมะพระพุทธเจ้าจึงเละเทะไปหมดเลยทุกวันนี้ แล้วผู้ไม่รู้อธิบายกันเละเทะ ปนเปกันไป เพราะเขาไม่มีสภาวะจริง ไม่มีภูมิธรรมที่จะรู้ความจริง อาตมาทุกวันนี้บรรยายธรรมะ บังอาจมากเลย กวาดทิ้งผู้รู้อื่นไป ก็จำเป็น อาตมาก็แก่วัดแล้ว บวชมาตั้ง 50 ปี ถือว่าเป็นผู้รัตตัญญูแล้ว บวชมานาน ทำงานด้านนี้มานาน การที่ข้องอยู่ในถ้ำ ตัวแรกก็คือกาม โดยเฉพาะกามที่หยาบ เรียกว่า อบาย อบายก็คือกามนั่นแหละ หัวหน้านรกคืออบายมุข คือสิ่งที่ติดที่ต่ำที่ตื้น ใครๆก็รู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด แต่ผู้ปฏิบัติธรรมแล้วไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเสพติด ทั้งๆที่มันต่ำๆตื้นๆ สิ่งเสพติดที่หยาบ อาตมาก็ยืนหยัดยืนยันตัวอย่างที่พระป่า สายพระป่าไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะครูบาอาจารย์พาให้เลอะเลือน ติดหมากพลูบุหรี่ คนชาวบ้านชาวเมืองเด็กๆก็รู้ว่าเป็นสิ่งเสพติด บุหรี่ก็รู้สิ่งเสพติด แค่นี้ก็ละเลิกไม่ได้ แล้วก็ไปหหลงกันว่าเป็นอรหันต์ ทั้งที่ติดกามขั้นหยาบเบื้องต้นอยู่ เพราะฉะนั้นสัจจะความจริงพวกนี้อย่างนี้ มันเป็นตัวยืนยัน เป็นตัวชี้บ่งให้รู้ว่า คนที่ละหน่ายคลาย ซึ่งเป็นตัวกิเลสแท้ๆ เป็นตัวกลาง เป็นตัวติดยึด เป็นตัวหลง โมหะเป็นตัวโง่ อวิชชา ไม่รู้ เมื่อไม่รู้แม้แต่แค่สิ่งเสพติดที่เป็น กามเบื้องต้น แล้วจะไปลึก จะกินในทุเรียน เมล็ดทุเรียนเนื้อทุเรียน แต่ไม่ปอกทุเรียนเข้าไป คุณจะหายตัวผ่านเปลือกเข้าไปกินเนื้อได้อย่างไร ปากคุณหายตัวเข้าไปกินเนื้อได้หรือ ก็ต้องเอามีดพร้ามาเฉาะ หรือจะใช้ปากกินตั้งแต่นอกเลย ไม่ได้ มันต้องปอกเปลือกก่อน ผ่านเป็นชั้นๆไป นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง((ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมํ ปคาโฬฺห) นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก(ทูเรวิเวกา) ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย. พ่อครูว่า…คุณยังไม่ได้ละกามเลย ติดข้องอยู่ในถ้ำ หยั่งลงสู่ความหลง ปิดประตูบรรลุเลย กายวิเวกเขาก็เอาร่างกายนี้เข้าป่าเขาถ้ำ วิเวก จริงๆเป็นไวพจน์ของคำว่า สงบ แต่เขาแปลว่า สงัดยังไม่ถึงสงบ วิเวกมี 5 คือ 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก มันซ้อน มิจฉาทิฏฐิ เอากายหลีกเร้น แล้วออกไปอยู่ป่าไปอยู่เขาอยู่ถ้ำ มันเป็นความหลง ที่จริงแล้วศาสนาพุทธไม่ต้องออกป่าเขาถ้ำ แต่ต้องเรียนรู้ลดกิเลสตั้งแต่การสัมผัสต้องสัมผัสจึงจะเห็นกิเลสจริง เพราะว่าถ้าคุณไม่สัมผัสกิเลสไม่จริง กิเลสมันไม่จริง จิตวิญญาณในขณะที่ไม่มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ทางกามคุณ 5 จิตวิญญาณจะไม่มีวิญญาณฐิติ ไม่มีความจริง ไม่มีวิญญาณตั้งอยู่ทางตา ตั้งอยู่ทางจมูก ทางลิ้นหู สัมผัส มันไม่มีการกระทบสัมผัส วิญญาณไม่เป็นวิญญาณฐิติ ถือว่าเป็นวิญญาณอยู่ในภพ ท่านเรียกว่าสัมภเวสี เป็นวิญญาณที่ยังไม่จริง ยังไม่มีที่ตั้งจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ปฏิบัติต้องมีปัจจุบันชาติ ทิฏฐธรรม เป็นปัจจุบันชาติ หมายความว่า ในขณะนี้ มีแสงสว่าง มีตากระทบรูป มีหูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น กายสัมผัสหลัดๆตอนนี้ จึงจะเป็นวิญญาณที่จริง เป็นความจริงของจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัย คุณก็ทำกับวิญญาณหลอกๆ มันไม่เป็นวิญญาณจริง นัยยะแค่นี้ก็เข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ ถ้าเข้าใจง่ายมันก็บรรลุเป็นพระอรหันต์กันได้ง่าย แต่นี่มันไม่ง่ายจริงๆมันยาก ประเด็นแค่ว่าต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย แค่นี้ก็ยังเข้าใจไม่ได้ ทีนี้ เมื่อไม่มีวิญญาณฐีติ ไม่ใช่วิญญาณตั้งอยู่ในบัดนั้น คุณหลับตาก็ไปสร้างวิญญาณของใครของมัน ต่างคนต่างหลับตา แต่ถ้าเป็นวิญญาณขณะเกิดลืมตาด้วยกันก็ยืนยันด้วยกันได้ เช่น มะม่วงลูกนี้ น่ากินเลย คนนั้นคนนี้สัมผัสด้วยตาอันเดียวกันนี้ก็น่ากิน วิญญาณพูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าต่างคนต่างหลับตาและบอกว่ามะม่วงลูกนี้น่ากินแล้วต่างคนต่างหลับตา เช่น คนตาบอดแต่กำเนิด แล้วต่างคนต่างเห็นท้องฟ้า บอกว่าเมฆสวยเหลือเกิน คนตาบอดอีกคนก็บอกว่าท้องฟ้าสวยจริงๆหนอ พูดกันเป็นตุเป็นตะ เห็นไหมว่าคนไม่จริงแบบนี้ หลับตาปฏิบัติเหมือนกับคนตาบอดแต่กำเนิดและดัดจริตรู้เห็นท้องฟ้า นี่คนหลับตาปฏิบัติเป็นเช่นนี้ แล้วตาบอดแต่ละคนที่เห็นท้องฟ้ามันเป็นอันเดียวกันไหม มันก็ไม่ใช่ ต่างคนต่างเป็น เห็นไหมว่ามันไม่เป็นความจริงได้เลย แล้วไปงมงายอยู่กับสิ่งที่ไม่จริง แล้วคุณจะไปล้างกิเลสจากวิญญาณที่ไม่จริงไม่จริง ไม่จริงเพราะว่ากิเลสมันจะเกิดอยู่หลัดๆในปัจจุบันนี้ ถ้าไปนึกเอาก็เป็นกิเลสในความจำ ในสัญญา เช่น กิเลสตัวนี้เรายังมีอยู่นะเราจำได้มันก็มีอยู่แต่ในสัญญา จำได้ กิเลสจริงๆมันเกิดเดือนนี้สัมผัสทางกายเรียกว่ากาม แต่มันไม่มีจริงๆก็รู้ ถ้าล้างกิเลสส่วนนอกได้หมดเหลือภายในเหลื่อมกันอยู่ คุณก็ไปล้างกิเลสภายในไม่ได้ ถ้าหากคุณเอากิเลสกามภายนอกออกไม่ได้ คุณจะไปเอากิเลสขั้นที่ 2 ที่ 3 ออกได้อย่างไรมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นอันแรกที่สุดเลย คุณจะต้องรู้เรื่องกาม แล้วรู้เรื่องกาย กายมีภายนอกกับภายใน กายนะมีภายนอกกับภายในเพราะกายต้องมี 3 กายนี้คือจิตคือมโน คือวิญญาณ เพราะฉะนั้นเมื่อไปเข้าใจกายผิด กามคุณก็ไม่เอา คุณเข้าใจกามผิด คุณก็เลยเข้าใจ กายผิด มันซ้อนกัน ศาสนาพุทธทุกวันนี้เข้าใจกายผิด ก็เลยเข้าใจกามผิด ไม่เอาเรื่องกาม ตัดกิเลสลัดเข้าไปเอาในจิตเลย ไม่มีขั้นตอนหรอกในจิต กามคือกิเลสเบื้องต้นเป็นกามภพ ส่วนรูปภพ รูปราคะเป็นกิเลสเบื้องกลาง อรูปภพกิเลสเบื้องปลาย แต่เบื้องต้นคุณก็ยังไม่เอากิเลสออกไปยังไม่ได้ลอกออกเลย จะไปทำกิเลสภายในได้อย่างไร ไปนั่งหลับตาเข้าก็เอาแต่ความจำมา เหมือนไปขยำขี้ ขี้มันคือของที่ไม่มีแล้ว ไม่ใช่ของเราแล้ว ศาสนาเดียรถีย์ที่หลับตามันก็เลอะเทอะ แต่ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ก็ไปนั่งหลับตาหลงไปเหมือนเดิม ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายที่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ มันถึงเลอะเทอะไปหมดเลย คุณนั่งหลับตาไม่มี กาม ไม่มี กาย แต่คุณสร้างใหม่ทั้งนั้น สร้างความคิด สร้างการกำหนดรู้สัญญา สร้างภพชาติของคุณขึ้นมา คุณจะระลึกว่าเรายังมีกาม จำได้ นั่งหลับตาก็ยังคิดอาการของกาม อาการกามก็ยังติดอยู่ มันเป็นเรื่องของความจำทั้งนั้น มันไม่ใช่ความจริง ที่กามมันเกิดอยู่ภายนอก ทางกาย จากทวารทั้ง 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นที่ตั้ง คุณไม่มีตั้งแต่ต้นเลย ความเข้าใจของกามคุณก็ไม่มี คุณจะปฏิบัติวิญญาณฐีติก็ไม่ได้ แม้คุณจะดัดจริตไปปฏิบัติกายเป็นวิญญาณฐีติ กายของคุณก็ไม่มีกาม เพราะว่าคุณหลับตาไม่มีวิญญาณฐีติ วิญญาณฐีติต้องมีการลืมตากระทบรูปตั้งอยู่ แต่มันไม่มีวิญญาณฐีติ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมหลับตามีแต่สัตตาวาส มีกายไม่จริงเพราะกายไม่ได้ลืมตา กายตั้งแต่สัตว์ตัวที่ 1 กายก็ไม่มี สัตว์ตัวที่ 2 กายก็ไม่มี มีแต่กายมิจฉาทิฏฐิ กายต่างกันสัญญาต่างกัน พอมาอันที่ 2 กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน ก็ผิดอีก อันที่ 3 กายอย่างเดียวกันก็เป็นกายหลับตา เพราะปฏิบัติไม่มีวิญญาณฐีติ แต่ไปหลับตาก็เลยไม่มีกามไม่มีกาย ก็ไม่ได้ล้างกามออกก่อน คุณก็ไม่ได้เอาอะไรออกเลย แต่คุณไปสร้างจิตใหม่ กามก็เป็นกามแห่งความจำ ไม่ใช่เป็นปัจจุบันชาติ ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 สูตรที่ 1 การปฏิบัติของเดียรถีย์ ไปทำเจโตสมาธิหลับตา จึงได้แต่อดีต 18 ได้อนาคตฟุ้งซ่าน 44 ไม่มีปัจจุบันชาติจริงเลย แม้จะไปนั่งหลับตาอยู่ในปัจจุบันนั้น แต่คุณมีแต่อดีตกับอนาคตที่อยู่ในภพในความจำ มันมีความกำหนดรู้ของสัญญาเท่านั้นไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีในหลับตา ปัญญาต้องลืมตา แต่คุณมีปัญญาแล้วคุณเอาไปคิดในสัญญาได้ แต่คุณจะมีปัญญาคุณต้องลืมตา คุณต้องมีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ ต้องมีสัมมาทิฏฐิ มีมรรคคังคะ องค์ 6 ของปัญญา ในมหาจัตตารีสกสูตร จะมีปัญญาต้องมี ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ ต้องเข้าใจมรรคองค์ 8 ต้องมีสัมมาทิฏฐิ 10 ถ้าไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิเรื่อง กาย ไม่มีการวิจัยวิจารณ์ 2 ไม่มีกาม คุณโมฆะแล้ว แม้แต่ สัตตาวาสข้อที่ 1 กายของคุณก็โมฆะ สัญญาคุณก็วิปลาส อาตมาอธิบายนี้เข้าใจไม่ง่ายนะ พวกคุณมีบารมีเก่าและพอฟังได้ง่ายกว่า หรือแม้แต่คนมีบารมีเก่าแต่เกิดอคติขึ้นมาไม่ยอมรับอาตมา เขาปิดประตู คนที่มีบารมีเก่ามากก็ดี แต่ปิดประตูอาตมาเพราะไปเชื่อฟังคนสมัยนี้ เป็นครูบาอาจารย์เป็นคณะใหญ่ บอกเลยโพธิรักษ์มันไม่ใช่ มันจะมาทำลายศาสนาพุทธ ก็หลงเชื่อตามเขา ให้เขาจูงจมูก สักวันหนึ่งก็จะฟื้นขึ้นมารู้ว่าอาตมาไม่ใช่คนอย่างที่เขาพูดกัน แต่อาตมาคือผู้รู้จริง พูดซื่อๆ แต่คนอาจหาว่าอวดตัวอวดตนหลงตัวตน แต่อาตมาไม่ได้หลง พูดอย่างมีสติ รู้ตัวเองว่าไม่มีกิเลสในจิตใจแล้ว 640528_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 4