ความหมายวิชชา 8 แต่ละข้อ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความหมายวิชชา 8 แต่ละข้อ ย้ำอีก ต้องรู้จักคำว่ากายเป็นเบื้องต้นอย่างสัมมาทิฏฐิให้ได้ก่อนอย่างอื่น การสอนสังโยชน์ข้อต้นจึงให้เรียนรู้ กาย หรือ เริ่มมาบวชต้องเรียนรู้การแยกกายแยกจิตให้ได้ก่อน กายนั้นต้องมีจิต แต่ถ้าจิตไม่มีกายนั่นแหละเป็นจิตสำคัญ ตั้งแต่เป็นพีชะลงมา ไปหาอุตุ เป็นจิตนิยามเสียแล้ว ต้องมาเรียนรู้จิตอย่างพีชะ เป็นอย่างไร จิตอย่างอุตุเป็นอย่างไรแล้วทำใจในใจมนสิการของเราให้จิตมันเป็น อุตุ แต่ธาตุแท้ของเราเป็นจิต เป็นจิตนิยาม เป็นสัตว์ แต่ทำใจในใจของตนไม่ให้ปรุงแต่งเป็น 2 เป็น 3 แต่ให้เป็น 1 ให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง รู้ ตากระทบรูปก็มีแต่รูป หูกระทบเสียงก็มีแต่เสียงอย่างนี้ มันจะมีเสียง 2 ในวิชชา 8 ข้อที่ 4 เรียกว่ามีโสตทิพย์ โสตทิพย์คือผู้ที่สามารถรู้ รูป 2 รู้เสียง 2 รู้กลิ่น 2 รส 2 โผฏฐัพพะ 2 แล้วไม่ได้หลงไปกับสิ่ง 2 นั้น เพราะเป็นผู้สูงแล้ว มีวิชชาข้อที่ 4 ในวิชชา 8 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) ดู พตปฎ. 9/133 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) & 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) 8. อาสวักข
อ่านต่อ
ยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138)
วิปัสสนาคือ มีการเห็น ปัสสะแปลว่า เห็นด้วยตา เป็นการรู้ชนิดที่มีตาเห็นๆ แปลเป็นไทยอย่างนั้น เป็นการรู้ยิ่งด้วยการมีตาสัมผัสอยู่เห็นๆ เพราะไปหลับตาไม่มีวิปัสสนา ไม่มีปัสสะ ปัสสี ไม่มีการเห็น เมื่อเห็นแล้ว จึงมาปฏิบัติเรียนรู้การทำให้สำเร็จด้วยฤทธิ์ เรียกว่ามโนมยิทธิ สำเร็จด้วยจิต คือทำใจในใจของตนเองให้สำเร็จ ให้รู้จักกิเลส แล้วฆ่ากิเลสตายได้ ทำให้กิเลสที่มีอยู่ให้หายไปก็ได้ จะระลึกมีขึ้นมาก็ได้ ว่าคุณสามารถเลือกมาได้เฉยๆมีแต่สัญญา คุณก็ไม่ได้บ้าไปกับสัญญา ได้แต่คุณไม่ได้ปรุงแต่งไปกับสัญญา มโนมยิทธิ ซึ่งเป็นความสามารถทางจิต เป็นฤทธิ์ทางจิต ซึ่งไม่ใช่ฤทธิ์แบบที่เขาเข้าใจผิดๆกันเป็นพาซื่อที่บอกว่า เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ขยายไว้ใน อิทธิวิธญาณ(อันเป็นไปในฝ่ายปัญญาวิมุติ) ทำจิตให้สำเร็จ มีฤทธิ์ 1. หนึ่งเดียวเป็นหลากหลายก็ได้ หลากหลายเป็นหนึ่งเดียวก็ได้ (เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ) เป็นฤทธิ์อย่างยิ่ง ง่ายๆก็คือจิตเป็นหนึ่งเดียวได้คือคุณเก่งแล้ว คุณมีเอกัคคตาแล้ว ทำจิตให้เป็นหนึ่งยิ่งใหญ่ได้ มีอะไรเยอะแยะ สัมผัสโลกทั้งโลก สารพัดที่จะสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มีทั้งลาภวัตถุ ยศ อำนาจ สรรเสริญ สุขที่หลอกเต็มไปหมด จิตเราก็เป็นเอโก อยู่กับความหลากหลาย แต่จิตใจเราเป็นหนึ่ง เป็นเอกัคคตา จิตเอกัคคตา ไม่ได้ทำง่ายๆอย่างที่เขาว่ากันหรอก หลากหลายเป็นหนึ่งเดียวก็ได้ พหุทาปิเอโกโหติ คือ กิเลสตั้งมากมายแต่ทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียวถาวรเที่ยงแท้ เอกัคคตา ไม่มีกิเลสอะไรเข้าแทรกได้เลย กิเลสใดๆก็ทำอะไรไม่ได้ นี่คือความหมายคำแปลของ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ 2. ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ซึ่งพูดตามพยัญชนะภาษาเหมือนนักเล่นกล หายไปแล้ว วับออกมาได้ เหมือนไสยบาบา มีสร้อยทองคำออกมาเลย เขาก็เก่งจริงๆนะ ไสยบาบาเก่งจริงๆ อาตมาก็จับผิดที่ว่า แกบอกว่ามีนาฬิกา Rolex ก็เลยบอกว่า คนเป็นนักธรรมะชั้นสูงเอานาฬิกา Rolex เข้ามาได้อย่างไร คุณก็ไปควักของเขามาหรือไม่คุณก็ปลอมนาฬิกา Rolex ออกมา ไปปลอมมามันก็ผิดไปขโมยของเขามันก็ผิด อาตมาจับผิดไสบาบา ตรงนี้ ก็ช่างทำ เก่ง พวกนี้เก่งจริงๆ ส่แดนธรรม...คำว่า ทำให้หายก็ได้ทำให้ปรากฏก็ได้ ถ้าคนไม่เข้าใจจะหาว่าเราปลิ้นปล้อน พ่อครูว่า…เหมือนการอนุโลม อย่างอาตมาไม่มีกิเลสแต่ทำเหมือนมีกิเลส ทุกวันนี้พยายามจะฟื้นขึ้นมา กินอาหารให้มันอร่อย พยายาม เลยบอกว่าปรุงมาเลยทำอร่อยมา ทุกวันนี้อาตมาเมื่อยจริงๆ กินอาหารเหมือนเข้าสนามรบ จริงๆแล้วมันมีเหตุปัจจัยเยอะ จริงๆร่างกายอาตมามันไม่ต้องการอาหารแล้ว มันต้องการตายแล้ว แต่อาตมาเข็นมัน แม้แต่อยู่ทุกวันนี้ฝืนกินให้สังขารขันธ์ปรุงแต่งอาหาร กวฬิงการาหารไว้ หากเอาผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร อาตมาเบื่อจนไม่รู้จะเบื่ออย่างไรแล้ว เพราะฉะนั้นก็ประคองเอาไว้เท่านั้นเอง มีขันธ์ 5 มีผัสสะ ก็มีมโนสัญเจตนา ก็มีวิญญาณอยู่ด้วยนั่นแหละ ก็ต้องกินอาหารไว้ประคองขันธ์ไว้ สู่แดนธรรม...ต้องเป็นบุคคลที่ทำได้จริงไม่หลอกลวงชาวบ้าน หากพวกเราไปอ้างอย่างพ่อท่าน พ่อครูว่า…อรหันต์ใหม่ๆยังพูดอย่างอาตมาไม่ได้ ไม่กล้าพูดหรอก ต้องเป็นโพธิสัตว์แข็งแรงพอสมควรจึงจะพูดอย่างอาตมาได้ สมณะเดินดิน...หากว่าฉันอร่อยคงไม่ฉัน 3 ชั่วโมง พ่อครูว่า…คนเขาว่ากินอะไรตั้ง 3 ชั่วโมง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรมันเมื่อย เคี้ยวไป ก็ค่อยๆเคี้ยวๆๆ ถ้าเผลอว่าอาตมาไม่พยายามเคี้ยวให้ละเอียด แก่ขนาดนี้แล้ว อาหารก็ไม่เคี้ยว กลืนๆเหมือนเด็กๆไม่ได้หรอกไม่ช่วยขันธ์มันก็ตาย มันจะซ้อน อายุจะสั้นลงไปอีก ก็เลยประคองไป เหมือนกับเลี้ยงมนุษย์พืชไว้ มนุษย์พืชที่ควบคุมพืชได้แล้ว จิตวิญญาณ สามารถควบคุมความเป็นพืชได้ อยู่เหนือ มี วสวัตตี ใช้ความเป็นพืชในประเด็นที่ไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ เป็นคนที่ไม่มีกาย ไม่มีบาปไม่มีบุญแล้ว พืชพันธุ์ธัญญาหารมันไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีจองเวรจองกรรม ไม่มีอัตตา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเข้าใจพวกนี้ไม่ได้ คุณก็ทำจิตของคุณให้เป็นพีชะไม่ได้ แล้วคุณสมบัติของ พีชะ เป็นอย่างไร คุณก็แยกไม่ออก ไม่ชัดเจน แล้วจะทำใจในใจให้เป็น พีชะ คุณจะทำอย่างไรในเมื่อคุณเข้าใจไม่ได้ เพราะงั้นการเข้ามาบวชไปนิพพานต้องมารู้การแยกกายแยกจิตให้ได้ ต้องทำจิตให้เป็น พีชะ ให้เป็นอุตุ แล้วไปนิพพาน ถ้าคุณเข้าใจพีชะ อุตุ ทำจิตไม่ได้ ก็เป็นพระอรหันต์ไปนิพพานไม่ได้หรอก อรหันต์เก๊ ทุกวันนี้ ปัดโธ่เอ๋ย ไม่ต้องอ้าปากหรอก อาตมามองข้างนอกก็เห็นลิ้นไก่แล้ว ขออภัยคุยตัวเกิน ไม่อ้าปากมองทะลุเข้าไปได้อย่างไร ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ก็คือทำกิเลสนี่แหละ 3. ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ก็หมายความว่า กองกิเลสใหญ่เหมือนภูเขา ก็เดินผ่านไปได้เหมือนในที่ว่างได้ ไม่ขัดไม่ติด เหมือนทะลุภูเขา ทะลุกำแพง ทะลุกองกิเลส ทะลุกองโลกียะทางโลกเขา ผ่านเหมือนเดินไปในที่ว่าง 4. ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้แม่น้ำ หมายความว่า จะผุดขึ้นมาจากแผ่นดิน ก็เหมือนโผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำ เดินอยู่บนแม่น้ำก็เหมือนดำดินอยู่บนดิน ก็หมายความว่าทำได้กลับกันกับคนทั้งโลกเขาทำได้ คนมันเดินบนน้ำไม่ได้หรอก คนมันดำลงไปในดินไม่ได้หรอก ตอนนี้ทำได้กลับกันกับคนทั้งโลกเขาทำ มันเป็นอภินิหารอย่างนั้น ถ้าไปเข้าใจโดยไม่เข้าใจภาษาธรรม ภาษาคน ก็แปลไปอย่างซื่อๆว่า มีอิทธิฤทธิ์เดช ดำลงไปในดินได้ เหมือนขอมดำดิน สู่แดนธรรม...อันนี้เป็นภาษาของญาณหรืออธิปัญญาสิกขา พ่อครูว่า…ใช่ เป็นภาษาของภูมิปัญญา ไม่ใช่ภาษาของคนสามัญ 5. เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ 6. เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ สบายเบา เหมือนมีปีกสองปีกบินไปไหนได้ เบาสบายไม่หนักไม่มีอะไรเป็นภาระ ก็เหมือนคนเหาะได้ ไม่มีอะไรติดขัด ไม่มีอะไรถ่วง นี่คือความหมายของธรรมะ 7. ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ หมายความว่าโลกียะจะแรงจะร้อนขนาดไหนเหมือนพระอาทิตย์พระจันทร์ ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เล่นได้สบาย ไม่มีฤทธิ์อะไรกับเราเลย 8. ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ อำนาจทางกายเอาไปหมด ทั้งรูปทั้งนาม เป็นรูปนามที่สะอาดบริสุทธิ์ทั้งหมด มีฤทธิ์มีอำนาจสะอาดทั้งหมด เป็นฤทธิ์อำนาจทางโลกุตรธรรมไปตลอดพรหมโลก พรหมโลกคือแดนสะอาดบริสุทธิ์ รูปก็สะอาดนามก็สะอาด เป็นอำนาจทางจิต ทำให้สะอาดถาวรด้วย เรียกว่าพรหมโลก หรือพรหมกาย ใช้เต็มๆคำว่า อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกคือพรหมกาย พระพุทธเจ้าบอกว่า พรหมกายคือชื่อของเราตถาคต เป็นชื่อของรูปนามที่สะอาดบริสุทธิ์ อาตมาไม่อ่านคำของพระเถระ อาตมาจะอ่านเฉพาะของพระพุทธเจ้า 640528_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 4