พระบ้านนี้ติดยึดหนักกว่าพระป่า จึงได้แต่ตำหนิพระป่าก่อนพระบ้าน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.28 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

พระบ้านนี้ติดยึดหนักกว่าพระป่า จึงได้แต่ตำหนิพระป่าก่อนพระบ้าน เพราะฉะนั้นความรู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นอัตภาพจิตนิยามแล้ว ถ้าไม่ได้ความรู้โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า มันก็พ้นไม่ได้ อาตมาก็เกิดมาชาตินี้เห็นศาสนาพุทธที่เขาเสื่อมกันไปหมดแล้ว เถรสมาคมหรือภาคที่เป็นส่วนใหญ่ คณะใหญ่ของศาสนาพุทธเมืองไทย เสื่อมไปจากโลกุตรธรรม ไม่ว่าจะเป็นสายพระบ้านหรือพระป่า เสื่อมกันไปหมด ไม่มีเหลือโลกุตรธรรมเลย แค่คำว่ากาย ก็ไม่สัมมาทิฏฐิแล้วตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 มันน่าสังเวชใจมากแล้วก็ยังไปงมงายอยู่กับมิจฉาทิฏฐิ ทางปฏิบัติที่เป็นมิจฉา วิธีปฏิบัติอันเป็นมิจฉา ก็มีอยู่ 2 พวกใหญ่คือพวกพระบ้านกับพวกพระป่า พระป่ายังดีว่า ไม่หลงลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข พระบ้านนี้หนักหลงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอย่างหนัก แล้วยึดหัวหาดอวิชชามิจฉาทิฏฐิได้ ครอบครองบริหาร พวกพระป่าก็บอกว่าบริหารก็บริหารไป เขาก็ปฏิบัติเป็นเดียรถีย์อยู่ในป่า อย่างน้อยเขาก็ไม่แย่งตำแหน่งยศศักดิ์อะไร ลาภยศไม่หนักหนาเท่าสายพระบ้าน ทั้งลาภยศสรรเสริญ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนับถือพระป่าก็ยังดี ส่วนพระบ้านนี้แย่ อาตมาไม่ไปแตะ หากไปแตะเขาเอาตายเลย อาตมาก็เลยแตะแต่พระป่า พระบ้านไม่ได้หรอก พวกนี้ถือง้าว เขี้ยวงอก เห็นไหม หน้าตาโปน พวกยักษ์พวกมาร แตะไม่ได้ แตะเดี๋ยวตาหลุดมาใส่ เขี้ยวหลุดออกมาใส่ ไม่ได้ เรารู้ว่าแตะะไม่ได้ก็ต้องปล่อยไปไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาก็เรียนปริยัติ เรียนความรู้ทางบัญญัติ พระป่าเขาก็ยังไม่ค่อยเรียนเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ได้หลงบัญญัติ ติดยึดในพยัญชนะมากมาย แต่มันผิดทางเท่านั้น อาตมาละเหนื่อยเกิดมาในยุคนี้ ไม่รู้จักแงะอย่างไรพวกพระป่า พระบ้าน แต่ก็ยังไม่โดดเดี่ยว มีพวกคุณมาเป็นมวลให้อาตมาได้ช่วยเอาธรรมะพระพุทธเจ้าสถาปนา

อ่านต่อ

เข้าไปในจิตวิญญาณได้ จนทุกวันนี้พวกเราก็ยอมรับว่า เนื้อหาของโลกุตรธรรมมีจริง อารยธรรมมีจริง ยอมรับว่าตัวเองเป็นอาริยะ ทางโน้นเขาไม่กล้ายอมรับเพราะว่าเขาไม่รู้ ยิ่งพระบ้านเขายิ่งไม่กล้าใหญ่เพราะเขาไม่รู้ ส่วนพระป่านั้นมืด บอกว่าข้าเป็นพระอริยะ เป็นพระอรหันต์ แต่ก็ไล่ลำดับไม่ได้ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เป็นอย่างไรเขาก็ไล่เรียงไม่ถูก ไม่มีรายละเอียด มีคำสอนมีแต่เขาไม่รู้สภาวะเลย นั่งหลับตาไปแล้วก็บรรลุอรหันต์ปึ๊งเลย เหมือนลูกกระสุนถูกยิงออกจากปากกระบอกปืน ปึ๊ง! เป็นอรหันต์แล้ว เหมือนลูกปืนพุ่งออกจากกระบอกปืน น่าสงสารจังทุกวันนี้ เขาเข้าใจผิดว่าเป็นพระอรหันต์แล้วจะพูดบอกใครไม่ได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) น่าสงสารที่ทุกวันนี้ถ้าใครเป็นพระอาริยะ เป็นพระอรหันต์ แล้วบอกใครไม่ได้ เขาไม่รู้รายละเอียด เลยบอกว่าใครบอกว่าตนเองเป็นอาริยะตัดสินไปเลยว่าคนนั้นไม่ใช่อาริยะ ว่าอย่างนั้นเลยผู้รู้ทางด้านศาสนาที่เป็นใหญ่เลยนะ เข้าใจศาสนาอย่างนี้ ผู้บอกว่าตนเองเป็นอาริยะผู้นั้นไม่ใช่อาริยะ ไม่รู้เรียนมาอย่างละเอียดลออเป็นปราชญ์ทางศาสนาได้อย่างไร ทั้งๆที่มีขั้นตอนเยอะแยะ ในโลหิจจสูตร เล่ม 9 ก็บอกไว้ว่า ถ้าใครไปบอกว่าเป็นพระอาริยะบรรลุธรรมแล้วบอกใครไม่ได้ ใครมีทิฏฐิอย่างนี้ คติที่ไปเป็นมิจฉาทิฏฐิคือ ไม่เป็นสัตว์นรกก็เป็นเดรัจฉาน น่ากลัวนะ ไม่รู้จะสะดุ้งสะเทือนหรือเปล่า เพราะความไม่เข้าใจก็น่าเห็นใจเหมือนกัน เขาก็ไม่อยากทำ แต่เขาไม่รู้ ขนาดนี้ยังพอกระเตื้องรู้ขึ้นมาบ้างหรือยังก็ไม่รู้นะ อาตมาก็พูดไปพาดพิงถึงใครบ้างก็ขออภัย เพราะว่ามันก็ต้องพาดพิงในสิ่งที่จริง พูดลอยลมไม่มีใครเขาเป็นเลย มันก็ไม่รู้จะไปพูดถึงอะไรได้ คนก็บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของคนสิอย่างนั้นแล้วจะไปพูดทำไมแต่นี่เป็นเรื่องของคนที่เป็นจริงในยุคนี้ สมัยนี้ เขาก็เป็นอย่างนี้อยู่ มันก็ต้องพูดต้องอ้างอิงบ้างก็ต้องขออภัย ที่พูดพาดพิงถึงกระทบ ถ้าบอกว่าอย่าไปพูดกระทบตนกระทบท่าน ก็ไม่ขอขยายความ พูดอย่างไรมันก็ต้องกระทบพูดดีมันก็กระทบ พูดผิดมันก็ต้องกระทบ พูดโลกุตระก็กระทบชาวอโศกอีก พูดโลกียะก็กระทบเขา หนักเข้าโลกียะชั้นต่ำก็กระทบอีก จะพูดไม่ให้กระทบใครแล้วไปพูดทำไม เราก็พูดว่าคนเป็นอย่างนี้ ถ้าหากพูดสิ่งที่คนเขาไม่เคยเป็นจะพูดไปทำไม แต่ถึงอย่างไรก็ตามอาตมาก็ยังสบายใจ เกิดมาในชาตินี้ได้มาทำงานของพระพุทธเจ้า แล้วก็ยังมีคนมารองรับความรู้นี้มาถึงวันนี้ ทำงานมา 50 ปี ก็ยังเห็นว่าตัวเองไม่สูญเปล่า ไม่เป็นหมัน ไม่โมฆะ ยังเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายสาธยายสู่กันฟัง รับได้ เข้าใจได้เอาไปปฏิบัติเกิดมรรคผลขนาดนี้ ก็ยังอุ่นใจว่าศาสนายังจะมีคนรับและก็สืบทอดต่อๆ กันไปได้ ไม่เช่นนั้นแล้วหมดเลย ศาสนาพุทธด้วนแน่ ด้วนอย่างเร็ว เพราะโลกุตระะไม่เหลือ มันก็หมดแล้ว ตอนนี้ก็เติมโลกุตระเข้าไป ความรู้ก็จะสืบทอดกันไปอีก พวกเรานับวันก็ค่อยๆรู้ ค่อยๆทำไป แต่ละคนก็เจตนาอธิบายสาธยาย แม้เราประพฤติเท่านั้น กายกรรมของเราก็เป็นอย่างที่เราเข้าใจแล้วทำได้ ทำได้เท่านี้ก็ออกมาเท่านี้ วจีกรรม มันก็ออกมาตามจิตของเรา ตามที่เรามีเราเป็นเท่าที่เราสามารถเป็นได้ก็บอกเป็น วจี ส่วนมโนกรรม เป็นตัวแท้ที่จะเป็นตัวรู้ ตัวเป็นตัวได้ มันก็เกิดเป็น เกิดมี เกิดได้ อาตมาก็พูดไปเรื่อยๆจนกว่าเสียงไม่มีหรือพูดไม่ได้ สักวันหนึ่ง ก็เอ้า เดี๋ยว หามอาตมาไปเทศน์หน่อย มันเดินไม่ได้ไง ก็หามไปพูดได้อยู่ ก็หามอาตมาไปเทศน์หน่อย จะถึงขั้นนั้นมั้ยไม่รู้นะ...เอ้า ยืดยาดไปก็จะยาว สำหรับวันนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้ 640526 พ่อครูเทศน์เวียนธรรม วิสาขบูชา 2564

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน