แยกกายแยกจิตไม่ได้หมดสิทธิ์เป็นอรหันต์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข28 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

แยกกายแยกจิตไม่ได้หมดสิทธิ์เป็นอรหันต์ สมณะเดินดิน...พระไปปลงอสุภะกับซากศพ พอออกมาเจอพยาบาลก็กิเลสขึ้นกลับมาเลย คือมันไม่ใช่ของจริง พ่อครูว่า…ในปริเฉทแรก นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้มีกิเลสมากปิดบังเอาไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะ กามทั้งหลายในโลก เป็นเรื่องที่นรชนไม่ได้ละได้ง่าย เพราะเขาไม่ได้ล้างกามมาก่อน เขาจะกินทุเรียนไม่ได้ปอกเปลือกมาก่อน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ กายวิเวกก็เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำ แล้วเชื่อว่า กายวิเวกอันแรกคือหนีจากสัมผัส หนีจากตาหูจมูกลิ้นกาย เพราะฉะนั้นความเข้าใจนี้ก็เลยเป็นผู้ที่วิปลาส คุณจะหนีจากกาม คุณก็เอาตาหูจมูกลิ้นกายไปด้วย เอาไปเข้าป่าเข้าถ้ำ ตาหูจมูกลิ้นกายคุณก็มีอยู่ในนั้น แต่คุณก็ไปสัมผัสอยู่เหมือนเดิม แต่คุณไม่ได้เรียนด้วยซ้ำไป มันก็มีกามคุณ 5 เต็มๆอย่างเก่า แล้วก็ข้าม ขั้นไปนั่งหลับตาเข้าไปเลย โดยที่ไม่นำพาปฏิบัติทางตาหูจมูกลิ้นกาย คุณจะไปสัมผัสอะไรอยู่กับในป่าเขาถ้ำก็เรียนรู้เหมือนกัน แต่มันไม่เต็มสภาพเพราะเป็นที่ห่างไกลจากการปรุงแต่งแบบสังคมเต็มที่ ที่เขาปรุงแต่งกัน ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจี๋จ๋า คุณก็ไปอย่างเบาๆ ทั้งๆที่อย่างที่หยาบคุณก็ไม่ได้เรียนรู้ลองลดละมาบ้างเลย แล้วก็จะไปอยู่อย่างเบาๆ แล้วมันจะไปรู้สึกรู้สาอะไร เพราะฉะนั้นคำว่า กามทั้งหลายในโลกไม่เป็นอันนรชนละได้โดยง่าย มันตีความรวมไปหมดเลยว่า ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องกาม ไม่ปฏิบัติละกามเป็นเบื้องต้นก่อน จริงๆเขาเข้าใจผิดอันหนึ่ง คำว่า กาม คำว่า กาย เข้าเข้าใจ กาย นี้ผิด ผิดตรงที่ว่า ครึ่งหนึ่งเขาเข้าใจคำว่า กาย คือข้างนอก แต่มันไม่ใช่ข้างนอกอย่างเดียว กายมันมีข้างในด้วย แล้วเขาเข้าใจผิดด้วย เขาไปกำหนดหมายเอาแต่ข้างนอก

อ่านต่อ

อย่างเดียว มันซับซ้อนหลายชั้น เข้าใจ กาย ผิด ก็เลยไม่รู้เรื่อง เพราะกายไม่มีวิญญาณ คำว่า กาย คำว่า กาม คำว่า จิต พระพุทธเจ้าสอนผู้ที่ตั้งใจจะไปนิพพานเมื่อมาขอบวช มีวินัยให้อุปัชฌาย์จะต้องสอนเรื่องแยกกายแยกจิต โดยเอากรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นเครื่องอธิบาย แต่อาตมาว่า อุปัชฌาย์สมัยนี้ก็คงไม่รู้เรื่อง ไปอธิบายเป็นไตรลักษณ์หมด ไม่ได้อธิบายการแยกกายแยกจิต อรรถกถาจารย์เมืองไทยอธิบายว่าให้พิจารณาเป็นสิ่งปฏิกูล ผมขนเล็บฟันหนังเป็นสิ่งปฏิกูล พ่อท่านอธิบายว่าเพื่อศึกษาแยกกายแยกจิต รู้ความเป็นอุตุ พีชะ เมื่อใดเป็นพีชะ เมื่อใดเป็นอุตุ เพื่อทำให้นิพพานให้แจ้ง ยืนยันว่าอาตมาอธิบายถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้ากำหนดหมาย แต่เดี๋ยวนี้อรรถกถาจารย์แปลไว้อย่างนี้จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งปฏิกูล เป็นสิ่งที่น่าละหน่ายคลาย แต่ท่านไม่ได้บอกให้ละหน่ายคลาย แต่ท่านให้แยก ถ้าคุณแยกกายแยกจิตจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตั้งแต่ข้างนอก คุณก็เข้าใจกันกระทบสัมผัสแล้วคุณจะแยกกายแยกจิตเป็นคนไม่มีกาย พระอรหันต์คือคนเป็นคนที่ไม่มีกาย เป็นคนที่มีจิตอยู่ในระดับ พีชนิยาม ขึ้นไปจนถึงเป็นอุตุนิยาม เป็นพีชะ คือไม่มีกาย เมื่อไม่มีกาย ก็ไม่มีสุขทุกข์ ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เหมือนกับพืช มีแต่สัญญากับสังขาร สิ่งเหล่านี้ไม่มีอธิบายในพระไตรปิฎก อาตมาเป็นคนไม่อ่านอรรถกถาจารย์เลย อรรถกถาจารย์ส่วนใหญ่เรียนเอามาจากวิสุทธิมรรค ซึ่งยังเป็นเทวนิยมอีกเยอะ ก็เลยยากมากเลย ตรงที่ว่า แยกกายแยกจิตไม่ได้ เมื่อใดเป็นกายเมื่อใดไม่เป็นกาย คำนี้ เมื่อจิตของผู้นั้นมีปัญญา ทำจิตของตนเองให้ไม่มีกายได้สำเร็จ คุณเท่ากับทำให้จิต ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มีแต่สังขารกับสัญญา เวทนามีสุขมีทุกข์ แต่คุณไม่มีเวทนาที่เป็นตัวสุขตัวทุกข์แล้ว คุณก็พ้นสุขพ้นทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของโลกุตระ แต่คุณเป็นผู้ที่มีจิตนิยามอยู่เหนือจิตโลกียะที่ยังมีสุขมีทุกข์ เหนือโลกียะเรียกว่าโลกุตรจิต จิตโลกุตระจึงทำให้จิตไม่มีสุขไม่มีทุกข์ได้ เป็นพีชะ เพราะอย่างไรคุณก็เป็นจิตนิยาม คุณเกิดมาเป็นสัตว์เป็นจิตนิยาม พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้ให้มีอำนาจเหนือจิต รู้เท่าทันโลก โลกมี กามโลก กามภพ คุณก็ต้องเรียนรู้สิ่งที่มันมาเป็นอิทธิพลของ กามโลก กามภพ ทางตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นกิเลส จนคุณเข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่งว่ามันมาปรุงแต่ง ที่จริงมันสัมผัสแตะต้องแล้ว มันก็มีเวทนาเดียว ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นเวทนามีความชัดเจนความจริงตามความเป็นจริง มีเวทนาเดียว สีมันม่วงๆก็คือม่วงๆ แต่ไปรู้สึกว่าม่วงนี้น่าได้ น่ามี น่าเป็น หรือน่าชัง คุณก็มีเวทนาที่มันมีคู่ ไม่เป็นหนึ่ง ที่ไม่เป็นความจริงตามความเป็นจริง คุณก็จะต้องไปหวั่นไหวแล้วก็ยึดเอาเป็นหลัก ตามความเป็นจริง คุณก็รู้ว่ามันจริงกว่า จริงๆแล้วมันไม่ได้ยาก ที่คุณไปปรุงแต่งเป็นรสความชอบความชัง มันไม่จริงเท่าหรอก แล้วมันก็ไม่จริง แล้วคุณจะไปยึดความเป็นไม่จริงจะให้จิตเราเป็นไปตามความไม่จริง เป็นอารมณ์ที่ชอบและสั่งเป็นอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ คุณก็เป็นคนที่วิปลาส จิตคุณก็วิปลาสเพราะจิตคุณวิปลาส สัญญาคุณก็วิปลาส เพราะทิฏฐิคุณวิปลาส คุณก็เลยตั้งมั่นอยู่กับความวิปลาส สัญญาก็เลยวิปลาส เป็นวิปลาส 3 (สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส) เมื่อมีวิปลาส 3 ก็ไปกำหนดผิดหมด วิปลาส 4 (ด้วยยึดเอาวัตถุเป็นที่ตั้ง) คือ 1. กำหนดความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง 2. กำหนดความทุกข์เป็นความสุข 3. กำหนดความไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน 4. กำหนดสิ่งที่ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นสิ่งที่ น่าได้น่ามีน่าเป็น อสุภะเป็นสุภะ ชีวิตก็เลยมีแต่วิปลาส 4 กลับกันเลย มันไม่ตรงกับความเป็นจริง คนละขั้ว อย่างนี้เป็นต้น เรามาเรียนรู้ธรรมะที่เป็นอภิธรรมที่อาตมาอธิบายขึ้นมานี้ เราก็จะได้รู้เรื่องจิตเจตสิกต่างๆ โดยเฉพาะเวทนา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของศาสนาพุทธ เรียนที่เวทนานี่แหละจะบรรลุทุกอย่างจบ แล้วก็แยกเวทนาให้เป็น 2 ให้ได้ เรียนรู้จากเวทนา 2 ให้ได้ เพราะมีอวิชชามันจะเป็น 2 เมื่อมีวิชชาก็จะเข้าใจว่า เวทนามันต้องมี 1 เท่านั้นแหละ ถ้ามันเป็น 2 อยู่ก็วิปลาสไป กำหนดเวทนาผิดเป็น 2 ก็วิปลาส มันก็ต้องมีแต่ความเป็นจริงตามความเป็นจริง เป็นเวทนา 1 ตามความเป็นจริง ไม่ว่ารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทางตาภายนอก ทางหูภายนอก ทางจมูกลิ้นกายภายนอก พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องแยกกายแยกจิตเป็นขั้นที่ 1 เมื่อมาตั้งใจจะไปนิพพาน เมื่อเริ่มบวช ให้เข้าใจกาย ถ้าเข้าใจเมื่อไหร่เป็น กาย เมื่อไหร่ไม่เป็นกาย แยกกายแยกจิตให้ได้ อุตุนิยามไม่มีกาย ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อุตุ หมายถึง วัตถุ ดินน้ำไฟลม มันไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีชีวะ มันสัมผัสอะไรก็ไม่สุขไม่ทุกข์หรอก นั่นคือมันไม่มี กาย ทีนี้มา พีชนิยาม พีชนิยามไม่มีกายเช่นกัน แต่พีชนิยามมีชีวะแล้ว อุตุไม่ใช่ชีวะ แต่พีชะเป็นชีวะในระดับ 2 มีสภาวะชีวะขึ้นมา แต่ไม่มีกาย สำคัญนะการแยกกายแยกจิต แยกอุตุ พีชะ จิต ถ้าเข้าใจเบื้องต้นนี้ไม่ได้ก็เรียนให้ตายอย่างไรก็ไม่ได้นิพพาน เพราะไม่รู้ความเป็นกาย เวลาจะเรียนรู้สังโยชน์ข้อแรก ก็เรียนรู้ข้อ สักกาย กายของตน ต้องทำความเข้าใจกายและต้องศึกษาที่ตนนี่แหละ สักกะ กาย ของตนต้องมีรูปนามก็เรียนรู้ที่นี่ เวลาจะเรียนสติปัฏฐาน 4 กายในกาย เป็นเบื้องต้น แล้วก็ลึกเข้าไปหา เวทนา จิต ธรรม คำว่า กาย เข้าใจไม่ได้ตั้งแต่ต้น มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ต้นก็ปิดประตูเลย ศาสนาพุทธทุกวันนี้พูดได้เลยว่าไม่มีนิพพาน เพราะคำว่ากายเข้าใจไม่ได้ เปรียญ 9 ก็ดี ดอกเตอร์ก็ตาม ยิ่งศาสนาพระป่าหลับตาแล้วด้วยยิ่งปิดกายใหญ่เลย ไม่รู้เรื่อง แต่ไปเรียนเป็นดอกเตอร์ เป็นเปรียญ 9 ก็แล้วแต่ ก็ยังไม่รู้จักกาย ก็ยังเข้าใจว่ากายคือวัตถุดินน้ำไฟลม ไม่ได้มีจิตเข้าไปเกี่ยวข้อง กายไม่มีจิตเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ยังดีนะในพจนานุกรมบาลีแปล กาย คือ องค์ประชุมของเจตสิก เป็นหมู่เป็นพวกเป็นกลุ่มไม่ได้เป็นเดี่ยว ไม่ใช่เป็นหนึ่งเดียว กายเป็นหมู่มีคู่ 2 ขึ้นไปเป็น 3 4 5 6 7 เป็นองค์ประชุมของเวทนา สัญญา สังขาร ในพจนานุกรมบาลียังแปลอย่างนี้อยู่ ยังมีเชื้ออยู่ แต่ในพจนานุกรมไทย กาย ก็แปลว่าร่างแล้ว ในพจนานุกรมบาลียังแปลว่า องค์ประชุม กอง หมวดหมู่ 640528_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน