ธรรมะสัปปายะ 4 มีในศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ธรรมะสัปปายะ 4 มีในศาสนาพุทธ พวกเรานี้มีสัปปายะ อย่างที่ท่านเดินดินได้เกริ่นไปแล้ว มาถึงวันนี้แล้วเป็นสัปปายะ 4 ที่สมบูรณ์แบบ พูดกับคนอื่นข้างนอกเขาไม่ค่อยเข้าใจกันเท่าไร จะไม่รู้เรื่อง เสนาสนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ อาหารสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ เสนาสนะ คือ สถานที่ แผ่นดิน อาณาเขต บริเวณ เป็นวัตถุ เป็นรูปปธรรม เป็นแผ่นดิน เสนาสนะ อย่างราชธานีอโศก สันติอโศก ศีรษะอโศก อะไรก็แล้วแต่ เป็นสถานที่ที่พวกเรามีสิทธิ์ และมีสิทธิ์อย่างสาธารณโภคี ซึ่งอันนี้ก็ยิ่งใหญ่ สาธารณโภคีนี้ยิ่งใหญ่ก็เป็นอันนึงล่ะ ที่อาตมามาในชาตินี้ได้มาพากันศึกษาจนกระทั่งเกิดเป็นรูปธรรม เป็นปรากฏการณ์จริง เกิดขึ้นมาได้ ถึงขั้นฆราวาส มาเป็นสาธารณโภคี อาตมาอธิบายไปหลายทีแล้ว ในยุคพระพุทธเจ้ายังทำไม่ได้แต่มายุคนี้ทำได้ ยืนยันพิสูจน์ให้โลกเขาเห็น พวกเรานี้จิตวิญญาณเป็นใหญ่ จิตวิญญาณสามารถที่จะไม่ยึดเป็นตัวเป็นตน ทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่องเรือนชานก็ไม่หวงแหน บางคนก็อาจจะหวงแหนบ้านบ้าง เพราะว่าบ้านหลังนี้เราสร้าง ถ้าเราไม่อยู่เราใส่กุญแจไว้ ใครไม่ให้ หวงแหน แต่ทีนี้เราไม่หวงก็ถ้าเราไม่อยู่ มีความจำเป็นก็ให้คนอื่นเขามาใช้งานได้ด้วย อย่างนี้เป็นต้น แม้ที่อยู่ จะไม่ไปสลับสับเปลี่ยนกันก็คือ ไม่เป็นของกลางทีเดียวก็คือแปรงสีฟัน บางคนบอกว่าสาธารณโภคีก็ทำไมใช้ร่วมกันไม่ได้ อาตมาเคยเล่า แต่ก่อนเพื่อนก็บอกว่า แปรงสีฟันของข้าไปใช้ได้อย่างไร เพื่อนก็ว่าอะไรแปรงสีฟันก็ยังหวงอีก คนที่ไม่ยึดติดเป็นตัวเป็นตนก็มีจริงในยุคนี้ชาตินี้ ยืมแปรงสีฟันกันใช้มันก็คงไม่ได้ คนถือสา หรือเสื้อผ้าหน้าแพร บางสิ่งบางอย่างไม่ให้คนอื่นใช้หรอก เราก็ใช้ของเราคนเดียวอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นบ้าง อันนั้นก็เป็นข้อยกเว้น แต่พูดถึงเรื่องของเสนาสนะ พูดถึงบุคคล พูดถึง
อ่านต่อ
อาหาร พูดถึงธรรมะ เอาอาหารก่อน เอาแค่อาหาร กับ ธรรมะ อาหาร 4 พระพุทธเจ้าท่านแบ่งเป็น 4 อาหารคือเครื่องอาศัย อาศัยในขันธ์ 5 นี้จะต้องใช้ มันจะใช้เป็นอาหารเครื่องอาศัยที่เป็นวิหาร หรือเป็นอะไรหารๆ ออกไปหยาบๆใหญ่ๆ ก็อธิบายได้ง่ายกว่า แต่สิ่งที่ติดใกล้ตัวก็สู้กวฬิงการาหารไม่ได้ อันนี้เข้าใจได้ยากกว่า ติดยึดกันเยอะมากกว่า ติดยึดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ข้าวของเป็นสิ่งที่ติดยึดเหมือนกัน แต่ก็ไม่เท่าไหร่ แต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนี้แบ่งกันไม่ได้ด้วยนะ เป็นสิ่งที่แบ่งกันได้แย่งกันได้ การแย่งกันด้วยวัตถุก็ขนาดนั้น การแย่งกันด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็แย่งกัน ไปติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแล้วก็แย่งกัน โดยเฉพาะรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่อยู่ในคน อย่างเช่นผู้ชายผู้หญิงไปแย่งผู้หญิงกัน จะเอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไปเสพไปเสวยไปสัมผัส ก็แย่งกัน วัตถุก็แย่งกัน แต่ก็ยังไม่หนักเท่าคน เพราะฉะนั้น ในกวฬิงการาหารก็เป็นวัตถุ ก็แย่งกันขนาดนั้น ไปถึงขั้นผัสสาหาร แย่งกันลึกซึ้ง แย่งกันสาหัสสากัน แต่เรื่องวัตถุก็เอากันถึงตายเหมือนกัน แต่ผัสสาหารมันเนียนกว่า ผัสสาหาร ก็อธิบายกันพอได้ เข้าใจ เป็นรูปธรรมที่พอสัมผัสติด ยิ่งมโนสัญเจตนาหาร อาหารถึงขั้นเจตนา มุ่งมาด มุ่งหมาย เจาะจง ผัสสาหาร อันนี้คนของข้า ข้ายึดถือไว้สัมผัสของข้าก็หยาบขั้นหนึ่ง แต่ถ้าเจตนา เจาะจงว่าเป็นของข้าเลย ของข้ายิ่งกว่าผัสสาหาร เจาะจง เจตนา มุ่งหมาย เพราะฉะนั้นในอาหารทั้ง 3 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร รวมมาเรียนจากวิญญาณาหารได้ วิญญาณาหารแยกเป็น นาม รูป แล้วเรียนศึกษาวิญญาณาหาร หรือเรียนจาก นามรูป นามรูป คือสภาวะสองอย่าง เรียกด้วยภาษาว่า เทวะ หรือเรียกอีกศัพท์ว่า กาย คือ นามรูป เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อมจากคำว่า กาย เข้าใจผิดคำว่า กาย เหลือแต่รูป ไม่มีนามเข้าไปร่วมกับกาย ศาสนาพุทธจึงไม่มีมรรคผล เสื่อมสูญไป เพราะฉะนั้นธรรมะในระดับโลกุตระหรือโลกียะ ธรรมะทรงไว้ซึ่งสภาพคู่เหมือนกัน สภาพคู่ของดีชั่ว ถูกผิด ก็เป็นโลกีย์ แต่กิเลสกับจิต เป็นโลกุตระ โลกุตระมีคู่คือโลกียะ มีแต่ศาสนาพุทธจึงมีโลกุตระ ศาสนาอื่นใดไม่มีโลกุตระเลย แต่ศาสนาใดๆก็มีดีมีชั่ว มีถูก มีผิด มีคู่ความถูกความผิด ความดีความชั่ว ความต่ำความสูงอะไรก็แล้วแต่ แต่โลกุตระไม่มี 640526 พ่อครูเทศน์เวียนธรรม วิสาขบูชา 2564