สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พ่อครูมีศีลกี่ข้อ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พ่อครูมีศีลกี่ข้อ _ดญ.แก้วบุญ...หลวงปู่มีศีลกี่ข้อ… พ่อครูว่า...ถามล้วงความลับเลย หลวงปู่นี้ได้ปฏิบัติธรรมมา หลวงปู่ถือศีล จุลศีล 26 ข้อ มัชฌิมศีล 10 ข้อแล้วก็มหาศีลอีก 7 ข้อ หลวงปู่บวชมาก็มีศีลมาตลอด มหาศีล 7 ข้อนี้อันสุดท้าย นี้เป็นหมวดใหญ่ มหาแปลว่าใหญ่ มัชฌิมแปลว่ากลาง จุลแปลว่าเล็ก เดี๋ยวนี้ภิกษุทั้งมหาเถรสมาคมไม่ถือมหาศีลเลย ในมหาศีล เป็นสิ่งที่ให้งด เป็นเดรัจฉานวิชาในศาสนาพระพุทธเจ้าจะไม่มีเลย ถ้าจะถือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ต้องไม่มี แต่เดี๋ยวนี้ศาสนาล้มเหลวเละเทะเสียหายไปหมดแล้วเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่มีเดรัจฉานวิชาไม่มีไสยศาสตร์อย่างเคร่งครัด เพราะว่ามันเป็นเรื่องทำลายศาสนา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม คือศาสนาที่ไม่ได้ถือที่พูดเมื่อกี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่บันดลบันดาลไม่ใช่ถือเอากรรมเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะบันดาลเป็นเรื่อง God เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนพุทธนั้นไม่เอา God การนับถือกรรมเป็นเรื่องใหญ่ ในมหาศีล ให้ชัดเจน จะอ่านข้อที่ 1 กับข้อที่ 7 1.พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต(คือทำเครื่องหมาย) ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นาเป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็น

อ่านต่อ

หมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้เบี้ยวแล้วว่าอยู่ไหน ก็อยู่ในพระไตรปิฎกนี่ไง ถ้าไม่มีในพระไตรปิฎกอาตมาเสร็จเลย

7.พระสมณะโคดมเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด(แปลความว่าให้คนได้ติดยึดขี้หมูขี้หมาเอาขี้หมูขี้หมามาให้คนที่เขาเอาโภชนะเอาข้าวเอาน้ำมาให้กิน) ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล อาตมาเคยสะกดจิต ให้คนลืมตาแล้วมองไม่เห็นสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าเราได้ ร่ายมนต์คือมีลักษณะเช่นนี้ จะให้เป็นอย่างไรก็ได้ ไม่ให้ได้ยินเสียงไม่ได้เห็นด้วยตาไม่ได้ยินด้วยหู ไม่ได้รู้ด้วยกลิ่นได้เลย ไม่รู้รสด้วยลิ้น สะกดจิตเสร็จแล้ว เอาพริกให้กินเขาก็กินพริกได้เฉยๆ คำสะกดจิตบอกว่าของนี่แหละหวาน พริกนี่แหละหวาน เขาก็จะหวาน อาตมาได้เคยทำมาแล้ว การรดน้ำมนต์ไม่มีในศาสนาพุทธนะ มาทำบุญทำทานกันแล้วพระก็จะให้รดน้ำมนต์ ก็ถือว่าได้อะไรกลับไปบ้านแล้ว เรื่องยาต่างๆ ถ้าในยุคนี้คงจะเขียนชื่อยาเต็มไปหมด...หมดหน้ากระดาษเลย นี่ไปเอายาจากทั่วโลกมาลง แค่นี้ไม่พอหรอกชื่อยา ยาสารพัด อาตมาอยู่ใกล้หมอพยาบาล เดี๋ยวเขาก็พูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้เขาก็รู้หมด เขาพูดด้วยกัน มันชื่อฝรั่งทั้งนั้น อาตมาก็ฟัง แล้วเขาจำชื่อยายี่ห้อต่างๆได้ พยาบาลกับหมอรู้กัน ก็จะมีเป็นยุคไป เมื่อเป็นยุคต่อไปมียาใหม่ก็ต้องจำอีก สมัยนั้นก็มีผ่าตัด ใส่ยาชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง น่าสงสารศาสนาพุทธนั้นเดี๋ยวนี้ไม่มีศีลเลย แล้วจริงที่สุด เดี๋ยวนี้นอกจากมหาศีลมัชฌิมศีล ก็คลุมเครือ มัชฌิมศีลก็คือเดรัจฉานกถา จุลศีล ก็มีซึ่งก็ยังติดมาอยู่บ้าง 1. ไม่ฆ่าสัตว์ 2. ไม่ลักทรัพย์ 3. ไม่เป็นข้าศึกแก่กุศล ก็มีคำความขยาย แต่ทุกวันนี้มาย่นย่อลง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา แต่ในจุลศีลมี 1. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์วางทัณฑะ วางสาตรา มีละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. 2. พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการ แต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่. 3. พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นจากเมถุน ซึ่งเป็นเรื่องของชาวบ้าน. 4. พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จพูดคําจริง ดํารงคําสัตย์ มีถ้อยคํา เป็นหลักฐาน ควรเชื่อ ไม่พูดลวงโลก. 5. พระสมณโคดม ละคําส่อเสียด เว้นขาดจากคําส่อเสียดฟังจากข้างนี้แล้วไม่บอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่บอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกกัน สมานคนที่แตก กันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนที่พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนที่พร้อมเพรียงกันกล่าวแต่คําที่ทําให้คนพร้อมเพรียงกัน. 6. พระสมณโคดม ละคําหยาบ เว้นขาดจากคําหยาบ กล่าวแต่คําที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคําของชาวเมือง คนโดยมากรักใคร่ ชอบใจ. 7. พระสมณโคดม ละคําเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคําเพ้อเจ้อพูดถูกกาล พูดคําจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดคํามีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กําหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร. 8. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม. 9. พระสมณโคดม ฉันอาหารหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดการฉันในเวลาวิกาล. 10. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรําขับร้องประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึก. พ่อครูว่า...อาตมาก็แต่งเพลง แต่เพลงของอาตมาเป็นโลกุตระ อาตมาแบ่งเพลงออกเป็น 5 ระดับ 1. ลามก 2. ราคะ 3. สาระ 4. ธรรมะ 5. โลกุตระ ลามกคนรู้ง่าย แต่ราคะ ถ้าสิ่งใดสื่อออกไปแล้วคนเกิดกามราคะเพิ่มขึ้นอันนั้นไม่ใช่ศิลปะเป็นราคาเป็นลามก แต่ถ้างานใดสื่อไปแล้วทำให้คนรอบแล้วเกิดกิเลสลดลงเรียกว่าเป็นศิลปะ ถ้าทำให้กิเลสเพิ่มเรียกราคะหรือลามก ถ้าสาระมันก็ไม่ใช่ศิลปะเรียกว่าสารคดี เป็นวิชาการเป็นเรื่องราวสาระ ถ้าศิลปะต้องมีสองอย่าง ต้องมีสุนทรียศิลป์กับสารศิลป์ สุนทรียะศิลป์ประกอบไปด้วยสาระเช่นวรรณกรรม ประติมากรรม Music and Drama ก็ต้องมีสิ่งประกอบในนั้น เหมือนกับยา สาระของมัน คือสิ่งที่เอาไปรักษาโรค แต่บางทีมันกินยาก เขาก็ใส่น้ำตาลเข้าไปนิดหน่อย สิ่งนั้นคือสุนทรี หรือใส่สีบ้าง เป็นต้น ประกอบไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นสุนทรีนี่มีนิดหน่อย สิ่งที่ประกอบชี้ชวนให้พอจะได้รับสาระนั้น ถ้ามีแต่สาระเต็ม เขาเรียกว่าเป็นเนื้อแท้แก่นสารของมันเต็มๆไม่ใช่ศิลปะ ศิลปะต้องมี 2 อย่างประกอบกัน ศิลปะคือสิ่งที่ประกอบด้วยสาระให้เกิดผล เพราะฉะนั้นศิลปะคืองานที่สัมผัสแล้วเกิดสาระขึ้นมา แล้วมันชี้ชวน ถ้าจะไปสุนทรีย์แล้วเป็นสิ่งที่เชิญชวนของเชิญชวน ให้มาสัมผัสไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ทุกวันนี้ไปหลงเรื่องใหญ่ คือสุนทรีย แต่สาระไม่มี ไม่พูดว่างานที่เราทำนี้ต้องการ Interest Point Essence ของคุณคืออะไรมนุษย์ไปสัมผัสงานของคุณแล้วเกิดประโยชน์อะไรเป็นประโยชน์เป็นเนื้อแท้เป็นสาระ ก็ไม่รู้ เอาแต่ชวนให้ดู ให้รู้สึกถึงให้รู้สึกพิเศษ แล้วก็หลงด้วยเปลือกเทคนิควิธีการสีสัน องค์ประกอบลีลาเท่านั้น ที่เป็นศิลปะ สูญหมดเลย เพราะฉะนั้นก็ฟุ้งซ่านไป ยุโรปกลางตะวันตกนี่แหละเขาไม่รู้จักศิลปะ แต่ศาสนาพุทธเรารู้จักศิลปะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าศิลปะเป็นมงคลอันอุดม ศิลปะคือสิ่งที่จะนำไปสู่สิ่งสูงสุดคือนิพพาน ลามก ราคะ สาระ ก็ยังไม่ใช่ศิลปะ ธรรมะ ที่จริงก็ยังไม่ใช่ศิลปะ แต่ยังอนุโลมว่าเริ่มมีสาระที่มีองค์ประกอบที่จะทำให้เกิดคุณค่าความดีงาม ประกอบกับสาระขึ้นมา ถ้าเป็นสาระที่เป็นวิทยาศาสตร์สาระที่เป็นคุณธรรมก็เป็นธรรมะขึ้นมา ธรรมะจึงยกขึ้นมาสูงกว่าสาระและวิทยาศาสตร์ อันสุดท้ายคือ โลกุตระ อาตมาเป็นคนกำหนดเอง ไม่มีใครมาบัญญัติหรอก ว่า อาตมามีความรู้ทางศิลปะและก็พยายามปฏิบัติศิลปะตามที่อาตมาเข้าใจ อาตมาวิจารณ์ศิลปะหลายอย่าง ที่เอามาหลอกล่อกันขายให้แพงๆ บ้าหลอกขายกัน งมงายติดยึดในเทคนิค ฝีมือวิธีการสร้าง Concept หลอกล่อไว้เป็นวิมาน มีชื่อศิลปะสารพัดเลย ศิลปะที่เกินจริงศิลปะที่เป็นนามธรรมอะไรของเขาเยอะแยะ เขาก็ว่าของเขาไปมหาศาล เป็นชื่อภาษาฝรั่ง อาตมาขี้เกียจจำ อาตมาใช้ศิลปะในการทำงานการแสดงออก สุ้มเสียงสำเนียงเป็นศิลปะคำพูดภาษา ให้มันได้ประโยชน์ให้มันได้ผลดี นัจจะ คีตะวาทิตะ เป็นศิลปะ คนจะเข้าใจหรือไม่ก็ตามแต่ จะมายืนยันว่าได้เป็นศิลปินดำเนินงานตามศิลปะ 610823_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 8 ณ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน