สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน กรรมกับกาละอันลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน กรรมกับกาละอันลึกซึ้ง กาลัญญุตา ในยุคนี้ขณะนี้ แม้แต่ในวินาทีนี้ ก็ต้องใช้กาลเวลายุคสมัย ในขณะที่เป็นกาละกับกรรม อันนี้ลึกซึ้ง จะทำในกาละนี้สองกาละ อาตมาย่นย่อว่าทุกอย่างมีกรรมกับกาละ ไอน์สไตน์ค้นพบทางด้านวัตถุ space and time of Continuum อาตมาสรุปของอาตมาคือ กาละกับกรรม time and Karma of Continuum กาละกับกรรม of Continuum Space and Time Space คือความว่างหรือทั้งหมดทั้งมวลหรือเทหะวัตถุแท่งทึบอย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่สัมผัสติดSpace สัมผัสยังไม่ได้เลยคุณก็ไม่รู้จะไปทางมืดก็ตามหรือทางสว่างก็ตาม คุณสัมผัสไม่ได้ก็ไม่ชื่อว่า Space and Time ก็คือการเคลื่อนอยู่ตลอดของเอกภพของจักรวาลของทุกอย่างที่เคลื่อนอยู่ ส่วนของศาสนาทางจิตวิญญาณเอากิริยาหรือกรรมของสัตว์โลกของใครของมัน ซึ่งพูดได้กับเวไนยสัตว์กับอาริยบุคคล ก็รู้เรื่องดี ไม่เช่นนั้นก็ยังไม่รู้เรื่องกันได้ กรรมกับอันเดียวกันกาละ นอกกาละไม่มีอะไร สุดท้ายที่เขาใช้ พระพุทธเจ้าใช้คำว่าผู้ทำกาละ กลางๆ นะ ทำให้มันมีหรือทำให้ไม่มี ผู้ใดดับกาละได้ผู้นั้นจบเลย กรรมก็หาย นิรันดรก็หาย ความมีก็หาย ความไม่มีก็หาย กาละนี่ทำกาละ ความหมายคำว่าทำกาละนี้ยิ่งใหญ่มาก สูงสุด อาตมาจึงสรุปลงได้ว่า ที่เราจะใช้ทั้งหมดก็คือกรรมกับกาละที่จะอยู่ในปัจจุบัน ละเอียดที่สุด ความละเอียดของจุด continuum เป็นปัจจุบันที่ละเอียดที่สุด และยังมีการเชื่อมต่อ Continuing หรือ Continuum เป็นปัจจุบันที่มีความเชื่อมต่ออยู่ อย่างสั้นอย่างเล็กอย่างละเอียดมากที่สุด อาตมาก็ได้พยายามอธิบายขยายความโดยใช้พยัญชนะเทียบเคียงของไอน์สไตน์ Space and Time ก็คงเคยได้ยินเคยได้ศึกษามา ใช้เป็น Continuum เป็นปัจจุบันธรรม ที่ละเอียดเล็กที่สุด เร็วที่สุด สั้นที
อ่านต่อ
่สุด ของอาตมานี่กรรมกับกาละ ถ้าขยายความไปอีก ของเรามีกรรมกับกาละ ของทางด้านวิญญาณของเขามี God กับ กาละ แต่ God ของชาวเทวนิยมนั้นมีนิรันดร ของเราไม่มีนิรันดรของ เรามีแต่กรรม ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยธรรมะ 2 กรรมไม่มี กรรมต้องมีธรรมะ 2 ต้องมี 1. ประธาน 2. Object ถ้าไม่มีประธานทำอะไรไม่ได้ นิวเคลียสอันหนึ่ง มีตัว I เป็นประธาน S กับ H คือ บวกกับลบ นิวเคลียสอันหนึ่งมีบวกกับลบแล้วก็มีพลังงาน ถ้ายังไม่เป็นชีวมันก็เป็นของมันในตัวของมัน เป็นพลังงานระดับอุตุนิยามก็ตาม แม้เป็นพลังงานระดับพีชะก็ตาม มันก็จะ I S H เป็นจิตนิยามก็ยิ่งมี I ที่ควบคุม S กับ H สัมพันธ์กับอะไรอีกกว้างขึ้นลึกขึ้นเยอะเลย พีชนิยามมี ISH เป็นสามเส้าเหมือนกัน ส่วนอุตุนั้นสิ่งแวดล้อมข้างนอกเป็นประธานด้วยซ้ำไป มันไม่รู้ตัวมันเอง อันอื่นจะทำให้มันเป็นก้อน เป็นน้ำ เป็นอากาศ เป็นอะไร เป็นฤทธิ์แรงจนกระทั่งเป็นอุกาบาต จะมีพลังงานอื่นอันอื่นผลักดันหรือดึงดูดมันไปสู่แรงดึงดูดของ Galaxy ของจักรวาล มันก็จะต้องไปเป็นส่วนที่เป็นมวลของสิ่งอื่นๆ ก็ซ้อนๆๆอย่างนี้มากมาย ตั้งแต่อุตุนิยาม มาเป็นพีชนิยาม มาเป็นจิตนิยาม แล้วจะต้องมาศึกษากรรม กรรมนิยาม เราเป็นเจ้าของกรรม กรรมเป็นของของเรา เราเป็นทายาทของกรรม กรรมพาเกิดพาเป็น กรรมสะสมเผ่าพันธุ์ กรรมสะสมตระกูล สั่งสม DNA แล้วคุณก็ได้พึ่งพาอาศัยกรรม กัมมปฏิสรโณ อยู่ในวัฏสงสารนี้ 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581) กาละขยายยากมาก แต่ก็ขยายอยู่ตามลำดับ มีเหตุปัจจัยของมันก็จะเข้าใจกาละ เพราะกาละนั้นหมดเหตุปัจจัยธรรม 2 แล้วไม่มีแล้วกาละ ทำกาละได้ เลิกเลย ไม่มีอะไรอยู่นั้นเวลานี้ เวลาเขาก็มีไปนิรันดรตราบที่มีเอกภพ หากไม่มีอะไรเลย เวลามันก็ไม่มี ไม่มีก็สูญ ถ้าสูญก็จบ สูญจริงๆ เลย สูญนิรันดรไม่มีอะไรอีก เหมือนกับนิพพานเหมือนกับปรินิพพานปริโยสานของพระพุทธเจ้า สูญแบบไม่มีอะไรเข้ามาสู่อะไรอีกเลย อันนั้นคือจบสนิทเลย แต่ถ้ายังไม่จบมันก็ต้องเวียนวนมามี เมื่อเวียนวนมามีก็ต้องเริ่มต้นมี 2 แล้วก็มีสามเส้าก็เกิด ISH หรือประธานกับบวกลบ ประธานอยู่ในตัวอื่นไม่ใช่ I อย่างอุตุนิยาม มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย พีชะนิยามมี I เป็นตัวประธาน มันก็อยู่กับ SH ของมัน มันไปมีอำนาจกับอันอื่นไม่ได้ มันอยู่ได้ก็อยู่รอด อยู่ไม่ได้มันก็สลาย เป็นจิตนิยาม เป็นสิ่งที่รักษาตัวเองได้เก่งกว่า ดีไม่ดีเอาของคนอื่นมาเป็นของกู ตั้งแต่เซลล์เดียวตั้งแต่ จุลินทรีย์ที่เล็กละเอียดมันกินเม็ดเลือดกัดเม็ดเลือดถ้ามันต้องการที่มันมี I ของมัน มันเอาหมดมันเจาะหมดอะไรๆ ตายเพราะจุลินทรีย์ตายเพราะอ้ายตัวเล็กนี่ สัตว์ใหญ่ขนาดไดโนเสาร์ก็ตายเพราะอ้ายนี่ได้ ช้างหรืออะไรที่ใหญ่กว่านี้ตายเพราะอ้ายตัวเล็กนี่ เพราะฉะนั้นคนก็ต้องมาศึกษาตัวเล็กนี่เหมือนกัน เป็นตัวเล็กพิษเราก็เอาออกได้ ให้มันพอดีให้มันเป็นประโยชน์เพราะมันเป็นพลังงาน จุลินทรีย์ก็เป็นพลังงานที่เก่งมาก ต้องแบ่งเป็นพวกจุลินทรีย์ แบ่งเป็นจุลินทรีย์แบบขาวกับแบบดำ แบบขาวก็คือแบบเป็นประโยชน์ แบบดำก็คือเป็นโทษ จากจุลินทรีย์ก็มาเป็นรา จากขาวมาเป็นดำ แยกแยะอันนี้เป็นโทษอันนี้เป็นคุณ หมู่ที่เป็นประโยชน์ก็เป็นขาว เป็นโทษก็เป็นดำ เมื่อจุลินทรีย์ที่เป็นชีวะในระดับจิตนิยาม จิตนิยามถึงขั้นเป็นเวไนยสัตว์ ก็ไม่ไล่เรียงแต่เซลล์เดียว จนมาเป็นเวไนยสัตว์ที่พูดกันรู้เรื่อง พวกที่พูดกันไม่รู้เรื่องสอนกันไม่ได้จะให้ไปสอนจุลินทรีย์ไม่ได้แน่ แม้ว่ามันจะเป็นจิตนิยามแต่มันไม่รู้เรื่องหรอก ต่อให้มันมีเซลล์มากมายใหญ่โตเท่าปลาวาฬ เท่าช้างก็พูดกันไม่รู้เรื่อง แม้จะรู้เรื่องบ้างอาตมาก็ไม่ไปเสียเวลาสอนช้าง คนเอาช้างมาสอนและใช้ประโยชน์ได้บ้างก็ทำ แต่อาตมาไม่เอาแล้วมาสอนคน คนนี่ก็ยังเลือกเลย พวกคุณที่เข้ามาให้อาตมาสอนนี้อาตมาเลือกอย่างกับอะไรดี อาตมาไม่ชุ่ยนะ เอาคนชุ่ยๆมา ไม่เอา ไปว่าเขาหรือเปล่า? เพราะฉะนั้นคนที่มาที่นี่ไม่ใช่คนชุ่ย คนได้รับการคัดเลือกแล้ว แต่วิธีการคัดเลือกของอาตมานั้นเนียนมาก ใช้แม้กระทั่งความด้อย 10 ประการ คัดคนที่จะหลุดพ้นข้าม พ้นความไม่ถือสาความด้อยของอาตมานั้น เพราะความเด่นเหนือกว่าความด้อยของอาตมามี พวกคุณก็เลยยกให้ ในข้อด้อย พวกคุณที่ได้สิ่งที่ดีมากกว่าข้อด้อยก็มา อาตมาไม่ได้ปิดบังในความด้อยนี่ยังไม่หมดนะข้อด้อยยังจะมีมากกว่านี้อีกได้ ถ้ามากกว่านี้ก็ละเอียดเท่านั้นเอง นี่ก็หยาบแล้วนะ ละเอียดกว่านี้ก็ยิ่งเป็นภัยน้อยกว่านี้ อันนี้ก็เป็นภัยที่แรงแล้ว 10 ข้อนี้ แต่ขนาดนั้นคุณยังข้ามพ้นความด้อยของอาตมา คุณก็ได้สิ่งที่พวกคุณได้ แต่ละคนก็ต้องเป็นของตน ปัญญาเป็นของตน ความรู้เป็นของตน คุณทำอะไรก็เป็นของตน เพราะฉะนั้นจึงเป็นทุกอย่างของตน คนคืออะไร คนคือกรรมกับกาละ ถ้าคุณเป็นตน คุณเองสลายตัวคุณไม่ให้มีกาละเลย ทำกาละก็สูญแล้ว ถ้าคุณยังมีกรรมและก็ต้องอยู่ในกาละ คุณไม่สลายกรรมคุณออกจากกาละคุณก็ยังมี อาตมาเป็นโพธิสัตว์หากจะสลายกรรมของอาตมาออกจากกาละเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ อาตมาทำได้ตั้งแต่เป็นอรหันต์มา จนเป็นโพธิสัตว์ในระดับนี้อาตมาก็ยืนยันว่าทำได้ แต่ใครจะทำหรือไม่ทำ อาตมาเป็นผู้ตัดสินของอาตมาเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์หรอก อาตมาก็ยังอยู่ ยังมีกรรมอยู่กับกาละ ยังไม่ทำกาละ ตายแล้วก็ยังจะมาอีก การทำกาละนี้ แท้ๆ คือทำกาละในขณะที่ตัวเองเป็นผู้ตัดสินกาละ ตัวเองเป็นผู้ตัดสิน ทำกาละให้แก่ตัวเองว่าจบนะ ไม่มีแล้วนะกาล คุณเป็นคนทำกรรมเอง พอทำแล้วไม่มีกาละแล้วคุณก็ไม่มีสิทธิ์จะมีอะไรอยู่ที่ไหนอีกเลยในมหาจักรวาลนี้ ในมหาจักรวาลนี้ต้องมีกาละ เกิดโลกเกิดจักรวาลเกิดเอกภพมันจะวน มันก็เกิดกาละ ไม่วนแล้วไม่เป็นกาละแล้ว ถ้าคุณบอกว่าจะมีก็มีเป็น Nuclear Fission ไปอย่างไม่เจอใครเลย ไปไกลสุดๆเลยแล้วก็หายไปเลย จนกระทั่งโดดเดี่ยวจนกระทั่งศูนย์เลย เป็น Nuclear Fission ที่ไม่มีจุดจบ ตรงเลย ไม่มีโค้งเลย ตรง เดี่ยวๆๆ คุณก็หมดแรงที่คุณจะเดินทางเมื่อไหร่คุณก็ต้องสูญ นึกออกไหม พอเข้าใจไหม Nuclear Fission ตรงอย่างไม่มีโค้งเลย ไม่มีองศาแม้แต่จุด 00001 ตรง สูญแน่นอนไม่มีโค้งเลย เพราะฉะนั้นในจักรวาลใดในเอกภพใดๆไม่มีเลยที่จะมีเส้นตรง ตราบที่คุณยังอยู่ในเอกภพ เอกภพจะให้ใหญ่ขนาดไหนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นคุณหมดเอกภพเลย คุณเป็น Nuclear Fission ที่ไม่มีองศาโค้งเลย สักนิดเลย นั่นแหละเมื่อนั้นแหละ คุณจะพบ Nuclear Fissionไม่ได้ เพราะมันไม่มาให้คุณพบ เพราะคุณยังอยู่ในโลกตรงนี้ แต่ Nuclear Fission มันวิ่งหนีคุณไปไปไกล คุณไม่เห็นแล้ว มันก็หายไปไกลจนคุณไม่มีสิทธิ์จะรับสัมผัสได้เลย แต่มันมี มันก็ต้องเลิกพูดกันแล้ว นี่ก็พูดสิ่งที่พอจะเข้าใจรู้เรื่องกัน พอเข้าใจกันได้
กัมมัสโกมหิ หรือกัมมัสกตา กรรมเป็นของของตน แล้วตนเองก็ต้องเป็นทายาทของกรรมของตน แบ่งใครไม่ได้เลย จะอยู่กับคุณไปจนกระทั่งปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะดีจะชั่วจะเป็นโลกุตระหรือโลกียะ แบ่งไม่ได้ จะแบ่งเป็นญาติโกโยติกา ทางด้านเป็นนามธรรมของตน พระพุทธเจ้าจึงไม่สามารถแบ่งกรรมให้ใครได้ กรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นของท่านเอง กรรมของเราก็รับได้แต่คำสอนและเอามาทำกรรมของเราเองที่จะเกิดเป็นของเรา แล้วเราก็จะเป็นทายาทของของเรา แบ่งทางสรีระแบ่งทางเชื้อสายทางวัตถุไม่ได้เลย คุณต้องเป็นทายาทของกรรม คุณต้องรับช่วงกรรมของตัวเอง ไม่เอาไม่ได้ คุณทำความชั่วและจะบอกว่าไม่เอาความชั่วนี้ไม่ได้ แล้วจะได้อย่างไร กรรมเป็นอันทำทั้งนั้นของคุณ แล้วคุณต้องเป็นทายาทไม่เอาไม่ได้ ชั่วก็ต้องเอาดีก็ต้องเอา มันเป็นของคุณ กัมมทายาโท กัมมโยนิ และอันนี้แหละเป็นต้นทางพาให้คุณเกิดเป็นไปในวัฏสงสาร ตราบที่คุณยังมี ตัวกรรมนี้เป็นพลังงานพาเกิด มันพาไปบนก็พาไปบน คุณทำกรรมขึ้นบนก็พาไปบน คุณทำกรรมไปล่างก็พาไปล่าง คุณทำให้เกิดองศาไปทางไหนมันก็ไปทางนั้น จะทำให้เกิดองศาน้อยอย่างไร มันก็ไปตามนั้น เราทำให้อัตตาของเราสลายไปก่อนได้เลย นั่นคือกุศล เราสลายตัวเราก่อนกุศลก็หมด อกุศลก็หมดที่มันเป็นอดีตแล้ว แต่คนที่ไม่ทำกรรมชั่วไม่กรรมบาปไม่ทำกรรมอกุศลอีกเลย คนนั้นก็มีแต่กุศลสะสม เพราะฉะนั้นก็ได้อาศัยกุศล กุศลกับบาปนี้เดาไม่ได้หรอก อาตมาอธิบายไม่ง่ายเลย บุญคือพลังงานที่ทำลายสิ่งที่อกุศลสิ่งที่ไม่ดีอย่างเดียวแล้วจบ คำว่ากุศลกับบุญ จึงเป็นเรื่องที่คุณต้องเข้าใจพยัญชนะกุศลกับบุญให้ได้ ถ้าอาตมาจะลงลึกถึงพยัญชนะแล้วจะยาว กุสละ กับปุญญะ ปุญญะก็มีตัวตั้งกับตัวรู้ ญ ญ หญิงก็รู้ ส่วนกุสละ มันมีทั้งตัวตั้งที่มันตั้งขึ้น ก แล้วก็ สละ ซึ่งเป็นพยัญชนะของเศษวรรค แต่อันนั้นเป็นแต่เพียงธาตุรู้กับตัวเดินทางคือ ป ปุญญะ แล้วก็ใช้อาศัยตัวฉลาดตัวรู้ตัวปัญญาเป็นตัวหลัก แต่แกนของ ป เป็นตัวตั้งต้นของการงานสูงสุดแล้ว ก จ ต ฏ ป นี่ ก็ค่อยๆพูดไปพาดพิงไปเรื่อยๆ คุณก็สะสมเอาก็แล้วกัน คนชอบพวกนี้ อาตมาก็ยังไม่เก่งพอในพยัญชนะที่จะอธิบายได้ละเอียดจนกระทั่งเข้าใจได้หมด แต่ก็มีมากพอที่จะอธิบายให้พวกคุณเข้าใจแต่ละเอียดหมดเลย อาตมาก็ยังไม่ถึง ยังได้แค่นี้ บอกตรงๆ นี่ไม่ได้พูดอ้อมค้อมไม่พูดถ่อมตนเท่ๆ พูดให้คุณฟัง
กัมมพันธุ สั่งสมเป็นเผ่าพันธ์ุ เป็น DNA เป็นเชื้อพันธุ์ทางนามธรรม มันไม่ได้เป็นเชื้อทางรูปธรรม เพราะฉะนั้นเชื้อนี้จะเป็นของๆตน เชื้อของตนเท่านั้น ซึ่งมันมีความละเอียดลออมากเลย เช่นเชื้อที่จะสร้างชีวะของสัตว์ในระดับหนึ่ง เช่นระดับคน คนเพศหญิงจะมีไข่ พอไข่นี้ถูกทำลายปั๊บ มันจับตัวกัน เป็นตัวตั้งของเชื้อไม่ได้ ก็จะแปรตัวจากไข่ ไข่นี้เป็นธาตุดิน เมื่อไม่ได้รับเชื้อจะสลายเป็นธาตุน้ำ ธาตุน้ำจะออกมากับเลือด เลือดระดู ที่เกิดจากไข่ของผู้หญิง เมื่อสลายไปกลายเป็นธาตุน้ำ ธาตุน้ำที่เป็นระดู พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นอุตุ ไม่ใช่พีชะหรือจิตนิยาม มันตายจากจิตนิยาม แม้มันเหลือพีชะก็ไม่ใช่ ระดูเลือดของผู้หญิงที่สลายจากไข่มาเป็นธาตุน้ำไหลออกมา จึงชื่อว่าอุตุ ไม่ใช่พีชะแล้ว เป็นพีชะไม่ได้ ทิ้งอย่างเดียว แต่ธาตุน้ำเป็นพีชะนะ แต่แม้น้ำจะเป็นของเลือดและไข่ของผู้หญิงทางมดลูก จะต้องเป็นอุตุ เป็นพีชะไม่ได้ นี่เป็นความลึกซึ้งของสภาวะจริงของมันที่หลายคนอาจจะพอเข้าใจแต่หลายคนไม่รู้ ยังเข้าใจไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปติดใจ ศึกษาไปเถอะแล้วจะเข้าใจได้ ธาตุของวัตถุก็มีดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศ อากาศคือรวมของดินน้ำลมไฟ มันจับตัวเป็น 2 มันจะต้องมีช่องว่างที่มันจะไม่เป็นตัวเดียวกัน แตะกันดูดกันอย่างไรก็ต้องมีที่จะขาดกันอยู่ จึงเรียกว่าอากาศหรือช่องว่าง มันอาจจะเหลื่อมมันอาจจะสานอยู่เหมือนจะสนิทเนียน แต่ถ้าไม่ลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจริงๆ เลยมันก็ไม่ใช่ตัวเดียวกัน ปรมาณูที่เล็กที่สุดขนาดไหนก็ตาม ไม่มีอะไรที่จะลงตัวเป็นตัวเดียวกันได้เลย ไม่มี ความเล็กที่สุดของที่สุดไม่ใช่ 2 มีแค่ 1 กับ 0 เท่านั้น ความเล็กที่สุดแห่งที่สุดมี 1 กับ 0 ไม่มี 2 แฝดก็สองแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเป็นหนึ่งไม่มีแฝด หากแฝดเมื่อไหร่เป็นสอง แฝดขนาดไหนเหมือนขนาดไหนก็มีสอง เล็กขนาดไหนก็ไม่มีสอง กัมมปฏิสรโณ...ปฏินี้มี 1. ปฏิสรโณหรือปฏิสรณะ 2. ปฏินิสสัคคะ เอาสองตัวนี้ก่อนซึ่งเป็นตัวอาศัย ปฏิ แปลว่ายังมี 2 เป็น Action Reaction เดินทางเป็นปฏิกิริยากัน สรณะ แปลว่ายังรบกันอยู่ แต่ปฏินิสสัคคะ คือ ยังมีสวรรค์ แต่ปฏิเสธสวรรค์ จึงว่านิสสัคคะ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีสวรรค์แต่ไม่เอาสวรรค์ ไม่ยึดสวรรค์เป็นเราเป็นของเรา แต่รู้ว่าโลกนี้มีสวรรค์มีนรก ขออาศัยสวรรค์แต่ไม่ได้ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา เราก็ใช้อาศัยเพราะมันดีกว่านรก สวรรค์นะ เราใช้ศัพท์ง่ายๆ มันสบายกว่าอบาย นรกมันอบาย ไม่สบาย สวรรค์มันสบาย อีกคำหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าใช้ก็คือพระอรหันต์จะอาศัย ทรถ ท คือ แข็งแรง ท.ทหาร ร คือเศษวรรค ย ร เศษวรรค ตัวที่ 2 ท ก็เป็น Static ร ก็เป็น Dynamic หรือ Kinetic ที่มันเป็นพลังงานรอบแกน แกนต้องมี 2 ตัววิ่งต้องมี 1 ตัววิ่งคือ ร ตัวนิ่งคือ ท ถึงคำว่า ปฏิสรณะกับปฏินิสสัคคะ สรณะต้องรบ คนอยู่ในฐานของสรณะจะเป็นนักรบ อย่างพลเอกประยุทธ์ก็เป็นนักรบ ท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ก็ยังนักรบ ยังรบอยู่ ส่วนสัคคะนั้นไม่ต้องรบแล้ว สวรรค์ แต่ผู้นี้ไม่เอา นิสสัคคะ ปฏินิสสัคคะกับปฏิสรณะ ในกรรมของพระพุทธเจ้าท่านเอาปฏิสรณะ เพราะปฏินิสสัคคะนั้นเป็นของอรหันต์ ท่านเลือกเอา ท่านจะเอาหรือไม่เอา ท่านจะเอาสวรรค์หรือไม่เอาสวรรค์มันเรื่องของท่าน ท่านดับได้หมดแล้ว นรกสวรรค์ท่านไม่มี แต่ท่านขออาศัยท่านยังมีอยู่ท่านอาศัยสวรรค์เป็นตัวอาศัย แต่ไม่เป็นตัวท่านแล้ว นิสสัคคะ ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกหรอก มันไม่มีพยัญชนะจะเรียกสภาวะนี้แล้ว ก็เอาสภาวะนี้มาตั้งชื่อ อาตมาก็พยายามอธิบาย ปฏิฆสัมผัสโส ตัวมันเองเป็นปฏิฆสัมผัสโส ก็มาตั้งอธิวจนะใส่เข้าไป คือคำพูด ใส่เข้าไป บางทีมีปฏิฆสัมผัสโส สัมผัสติดแล้วว่าเป็นอันนี้ ถึงจะมีปฏิมีตัวบวกลบ มีตัว action reaction แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ยังไม่มีอธิวจนะ คุณก็รู้ของคุณ ใครมีอธิวจนะที่เป็นวจีสังขารอยู่ในปฏิฆสัมผัสโส คุณสัมผัสได้ว่าอันนี้มันเกิดแล้วมันเป็นแล้วมันมีแล้ว แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ที่จริงเขาตั้งแล้วแต่คุณไม่รู้ คุณก็เอามาพูดสภาวะให้คนอื่นฟัง คนที่ฟังแล้วก็บอกอันนี้เขาเรียกอันนี้ คุณก็เอาอธิวจนะมาเรียกเข้าไป แต่ถ้ามันยังไม่ได้ตั้งชื่อเลย มันหายากน่ะ พระพุทธเจ้าท่านได้ตั้งมาหมดแล้ว มากจนกระทั่งอาตมาเอามาใช้ไม่หมด เป็นอธิวจนะของพระพุทธเจ้ามีมาก สภาวะใด ปฏิฆสัมผัสโส ตัวใดสัมผัสติด เป็นสังขารในระดับข้างใน เป็นสังขารในระดับวจีสังขารขึ้นมา ตั้งแต่ 0 จนกระทั่งถึงนิรันดร พระพุทธเจ้าก็ได้ตั้งชื่อไว้หมดแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องไปหาชื่อใหม่ตั้งชื่อใหม่หรอก เอาของพระพุทธเจ้าก็เหลือกิน สมณะเดินดินสรุป...สรุปจบ610803_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ความสมานฉันท์ 7 แบบ