สื่อธรรมะพ่อครู(ไอน์สไตน์) ตอน ตอบคุณอัมพรเรื่องสูตรสัมพัทธภาพ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมพ่อครู(ไอน์สไตน์) ตอน ตอบคุณอัมพรเรื่องสูตรสัมพัทธภาพ _ของคุณดั้นเมฆ(อัมพร)...ช่วงที่รอลำดับวิชชาที่ 1 ก็ขอสังขาร ขอปรุงเรื่องของ C ใหญ่ คือ Coefficient ต่อ เท่าที่จะจินตนาไปได้ พ่อครูว่า...E หมายถึง พระอรหันต์ (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...สูตรไอน์สไตน์ E=mc 2 แต่ของพ่อครู คือ E=C(mc 2 +A) สุดของพระโพธิสัตว์คือเหมือนกับขับรถแล้วเอาเบรคออกเหยียบคันเร่ง ใครยังไม่ถึงโพธิสัตว์ก็ต้องมีเบรคไว้ พ่อครูว่า...E หมายถึง พระอรหันต์ จิตวิญญาณเป็นพลังงานที่ละเอียดกว่าทางวัตถุก็เอามาเทียบเคียงอธิบายขยายความ ผู้มีพื้นทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้วก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เป็นแต่เพียงว่าเราไม่พาซื่อ จนกระทั่งว่า (พ่อครูไอ ช่วยตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พวกที่เรียนวิทยาศาสตร์จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น อาตมาก็คอยเทียบว่า E=mc 2 คือกำลังขนาดนี้ กำลังของเรายังไม่ถึงขนาดก็ต้องค่อยๆไป ตัว static ของเรามีเท่าไหร่ และตัวเคลื่อนของเรามีเท่าไหร่ พ่อครูว่าให้เราคอยประเมินกรรม ว่า ให้พอดีกับกำลังของเรา ถ้าเกินไปจะเสียมากกว่า ท่านจึงบอกว่า ช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง แต่พวกเราเป็นแพะ เป็นสัตว์เล็กๆที่คอยเดินตาม เราก็ทำตัวเองให้เหมาะสมที่จะทำ พ่อครูว่า... คุณดั้นเมฆ(อัมพร) เขียนมาว่า E หมายถึง พระอรหันต์ คือพลังงานของพระอรหันต์คือพลังงานทางจิต E= ฌานวิสัย(อเนญชาภิสังขาร) 2 +อปุญญาภิสังขาร คุณอัมพรตีรวม E=C(mc 2 +A) คือ E= ฌานวิสัย(อเนญชาภิสังขาร) 2 +อปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารบอกว่าเป็น A ส่วน E= ∞ (00 2 +1) ถ้าจะให้ไขความมันก็ไม่ผิดหรอก ที่เราจะเอามาทำความเข้าใจและเอามาใช้ตามควร จริงๆแล้ว ความเป็นพลังงานทางจิตนั้นมันละเอียดลึกซึ้งซับซ้อน หมุนวน ซับซ้อนกลับไปกลับมาเรียกว่าปฏินิสสัคคะ
อ่านต่อ
มันวนกลับ เป็นเรื่องที่ยาก มันเดินทางแล้วเป็นทางโค้ง จิตวิญญาณจะเดินทางแบบ ปรุงแต่ง เป็นวงของสังขารก็จะโค้งทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่ทางนี้ ปรุงแต่งมาทางนี้ แล้วมันก็จะวนกลับมาทางนี้ แล้วก็วนไปอีก ทีนี้การวนของพลังงาน มันมีการสะสมต้นทุน ส่วนพลังงานฟิสิกส์ ถ้าไม่มีที่เก็บ พอทำงานปรุงแต่งเสร็จมันก็แตกกระจายหายไป ที่ทำงานเป็นพลังงานบวกลบทั้งคู่ ไอน์สไตน์ค้นพบว่ามันเกิดปฏิกิริยา 2 อย่าง อย่างหนึ่งมันทำงานแล้วมันก็รวมตัว อีกอย่างเป็นเศษแตกออกไป จริงๆแล้วมันจะรวมตัวกันหมดแต่ว่ามันรวมกันไม่ได้ การรวมเซลล์เรียกว่านิวเคลียร์ฟิวชั่น ส่วนที่รวมกันไม่ได้เป็นพลังงานแตกตัวออกไป เรียกว่าเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน เป็นลักษณะอย่างนั้นเท่าที่ไอน์สไตน์ค้นพบในตัวพลังงานของโลก พลังงานทางฟิสิกส์ จิตวิญญาณก็เหมือนกัน จิตวิญญาณก็เป็นสังขารที่รวมในตัวเองเหมือนกัน แล้วมันก็กระจายออกไป ท่านก็ว่า มีลักษณะของความฟุ้งซ่านกับการเกาะกลุ่ม ถีนมิทธะกับอุทธัจจะ ท่านเรียกว่า สังขิตตังจิตตัง กับวิกขิตตังจิตตัง ผู้ที่ฟังธรรมะอาตมา อธิบายภาษาวิทยาศาสตร์เทียบเคียงประกอบก็อธิบายอย่างนี้มา อย่าเพิ่งอธิบายกว้างไปเลยมันจะขยายความยาวไปทุกที
คุณอัมพรต่อว่า. .. E= ∞ (00 2 +1) ถ้าดับ อนุสยะได้ อยู่กับ อนุสยะ สะสมอนุสยะ และใช้อนุสยะทำงานจนเกิด จนเป็น “วิสยะ” เจริญมากขึ้นก็เป็น “สยังอภิญญา” พูดอีกแง่มุมหนึ่งคือ เมื่อ E มากพอแน่นพอ ก็ดำเนินไปเองได้ (เหมือนดาวฤกษ์ เหมือนดวงอาทิตย์ ที่มีแสงสว่างในตัวเอง) การเป็นเองได้ ก็คือ เกิดเองได้ เกิดเป็น “สยังอภิญญา”
เมื่อ สยะ เป็น วิสยะ เป็น สยัง ก็ไม่ตกต่ำอีกแล้ว จึงเป็นผู้สั่งเกิด (อุปจยะ) ให้สืบต่อ(สันตติ) และให้ตาย (ชรตา) รู้จัด จัดเจนจิต ถึงความเป็นอนิจตา เมื่อ จับต้องพลังงาน “อนุสยะ” ได้ (ย เป็นพลังงานเร่ิมต้น เป็นรากเหง้าก่อเกิดพลังงาน) จึงสร้าง C ได้สูงมาก เพราะประกอบพลังงาน ขั้น “เป็นเอง” ได้แล้ว แล้วก็เติม เข้าไปอีก จึงเป็นขั้นทวีระดับยกกำลัง ค่าC ที่สูงมากๆนี้ ตามหลัก สัมพัทธภาพ ถือว่า เวลา หยุดนิ่ง เมื่อเรามีความเร็วเท่ากับสิ่งสัมพัทธ์ ความเร็วก็เป็น0 หรือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหมือนเรายืนนิ่งๆอย่บนโลก หมุนไปพร้อมกับโลก ด้วยความเร็วที่เท่ากัน จึงเหมือนเราหยุดนิ่งอยู่ เมื่อสัมพัทธ์กับโลกที่ความเร็วเท่ากัน…. พ่อครูว่า... A หมายความว่าเป็นพลังงานที่ ถ้าคุณเองสามารถค้นหรือเอามาเติมได้ ถ้าคุณไม่สามารถเติมได้ก็ได้แค่ mc 2 เพราะฉะนั้นถ้าเติมได้เต็มลักษณะก็เท่ากับ mc 2 +mc 2 +mc 2 +mc 2 +mc 2 +ไปเรื่อยๆ คือ+A แล้วถ้า C ทำไปคุณก็จะยิ่งมีพลังงานมากมาย ดั้นเมฆว่า...ค่า C ที่สูงมากๆ ตามหลักสัมพัทธภาพถือว่าเวลาหยุดนิ่ง เมื่อเรามีความเร็วเท่ากับสิ่งสัมพัทธ์ ความเร็ว ก็เท่ากับ 0 หรือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือเหมือนเราอยู่นิ่งๆอยู่บนโลก โลกมันหมุนไป เราอยู่บนโลก ก็เหมือนโลกไม่หมุน พ่อครูว่า... เราหมุนไปพร้อมกับโลกด้วยความเร็วที่เท่ากัน ดั้นเมฆว่า... จึงเหมือนว่าโลกนี้หยุดนิ่งอยู่ พ่อครูว่า...จิตของเราจะต้องมีความเร็วเท่ากับการหมุนของโลก ไม่อย่างนั้นหัวหมุนเลย ดั้นเมฆว่า...เมื่อสัมผัสกับโลกที่มีความเร็วเท่ากันด้วยการสร้าง C จึงอยู่เหนือกาลเวลาได้ เพราะฉะนั้นค่า C จึงเป็นหลักในเรื่องของการขยายอายุขัยหรือเรื่องของเวลา และเหตุปัจจัยอื่นจึงน่าจะมีด้วย งานที่โหลดมากไปน่าจะมีด้วย สรีระกายกรรมวิบากเท่าที่เห็นจากพ่อครู ประมวลได้เท่านี้ครับ ไม่รู้ว่าจะถูกหรือไม่ พ่อครูว่า...C ∞ 2 n A 2 n คืออัตราการก้าวหน้า คือพลังงานอิทธิบาท สูงสุดก็เป็นอัตโนมัติขั้นอานาปานสติ พ่อครูว่า….คุณหมายถึงอานาปานสติแบบที่อาตมาพูดไม่ใช่เหมือนที่เขาทำกัน แบบอาตมาเป็นอย่างไร คือชีวิตของเราทุกเวลาเรามีอานาปานะ แล้วเราก็มีสติ อานา อาปานะ คือลมหายใจเข้าหายใจออก ทุกลมหายใจเข้าหายใจออกแล้วก็มีอานาปานสติ นี่คือของอาตมา ไม่ได้หมายความว่าไปนั่งหลับตาสะกดจิตดูลมหายใจเข้าลมหายใจออกเฉยๆ ที่บอกว่า ดูลมหายใจเข้าออกยาวก็รู้ว่ายาวสั้นก็รู้ว่าสั้น อย่างนั้นเป็นสมถะ (พ่อครูพักฉันยา) …
C ∞ 2 n A ตัว 2 n คืออัตราการก้าวหน้า คือพลังงานอิทธิบาท สูงสุดก็เป็นอัตโนมัติขั้นอานาปานสติ กราบนมัสการครับได้เห็นได้รู้การขยายอายุขัยไป 1 รอบ เป็นปรากฏการณ์ฟิโนมีน่าจริงชัดเจน พ่อครูว่า...มายืนยันว่า ขยายอายุขัยไปอีกรอบ ยืนยันเอง คนอื่นจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่อาตมาก็ว่าได้ขยายอายุขัยมารอบหนึ่งนักษัตรแล้ว คุณอัมพร ฟังธรรมอาตมาแล้วก็เข้าใจถึงเห็นเป็นฟิโนมีน่า ก็เห็นจริงว่าอาตมายังสังขาร ฝืนอายุไขมาได้ 1 นักษัตรแล้ว ก็คงจะมีความรู้ในเรื่องของ C(mc 2 +A) พลังงานก็คือ E คือ Energy จะบอกว่าใช่ก็ใช่ ส่วนคนที่เขาเข้าใจไม่ได้ก็ไม่เชื่อ มีคนซักมา ก็ภูมิใจ..หลายคนว่าบ้าๆบอๆ เอาวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์มาปนกันกับเรื่องของธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ จิตเจตสิกรูปนิพพาน เขาก็หาว่าบ้าๆบอๆ เพราะเขาฟังไม่รู้เรื่องเขาจับอะไรไม่ได้ ส่วนมีผู้ฟังรู้เรื่องอย่างคุณอัมพร ฟังรู้เรื่องเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติประพฤติได้จริง ก็เลยเห็นความจริงแล้วก็เอามายืนยัน อาตมาก็ว่า อาตมาไม่ได้เสียเวลาเปล่า ไม่ใช่เป็นคนมาหลงผิด จนกระทั่งเอาชีวิตมาทิ้งทางนี้ มาอธิบายสิ่งที่กำลังอธิบายย่างเข้า 48 ปีแล้ว ก็ยัง ฟิตเปรี๊ยะอยู่ แสดงธรรมไปอยู่อย่างไม่คิดท้อถอยหยุดอะไรเลย ก็จะตะลุยอธิบายไปเรื่อยๆ เพราะว่า อาตมาเห็นว่า ชีวิตมันไม่มีอะไรดีเท่ากับการรู้จักธรรมะ แล้วเอาธรรมะมาปฏิบัติกับตัวเองให้ได้มรรคผล ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้ทิ้งงานการ ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้เสียเวลาปฏิบัติโดยการปฏิบัติธรรมจะต้องมีเวลาเฉพาะ ไปอยู่กับการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เลย ตรงนี้แหละเป็นความเห็นที่เสื่อมไปจากศาสนาพุทธอย่างมาก ว่า ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วจะต้องปลีกตัวเองออกจากงานออกไปปฏิบัติ การปฏิบัติของเขาก็คือ อย่างเก่งที่สุดที่เขาปฏิบัติได้มรรคผล ปฏิบัติให้เกิดนิพพานคือการทำให้เกิดสมาธิ การจะทำให้เกิดสมาธิตามความเข้าใจของกระแสหลัก ของทั่วไป อาตมาว่า คงจะทั้งหมดไม่เหลือหรอก เข้าใจว่าการทำสมาธินี้จะต้องปลีกเวลามานั่ง สะกดจิตเข้าไป จึงจะได้สมาธิ จึงจะได้อธิจิตที่เรียกว่า สมาธิ คือ นั่งหลับตาแล้วเขาจะทำให้กิเลสมันหมดหรือมันลด เมื่อกิเลสลดหรือหมด ก็ตกตะกอนตกผลึก (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...มีคนตอบรับว่าเข้าใจที่พ่อครูพูดและปฏิบัติได้ ส่วนคนทั่วไปนั้นอาจจะไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและไปไกลมากเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้ เขาก็ต้องตามมาตั้งแต่เบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายในการปฏิบัติ เขาเข้าใจผิดว่าที่ทำการไปนั่งสมาธิเป็นทางปฏิบัติ ถ้าอาตมาไม่มาเจอพ่อครูก็คงไปทำอย่างเขาด้วย พ่อครูว่า...ก็คงไปอย่างว่า มันไม่มีสำนักไหนที่จะมาอธิบายอย่างที่ว่านี้ เอาแต่ละสูตรมาอธิบายขยายความเข้ากันได้หมด อาตมาว่า อาตมาเข้าใจได้อย่างที่ศาสนาพุทธทั้งหมดที่ คุณ ณวมพุทธ รวบรวม อยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า ธรรมะพุทธสุดลึก มีทั้งหมวดต่างๆ ในพระสูตรทั้งหลายเอามาทำความเข้าใจแล้ว จะเข้าใจเห็นจริงลงกันได้ทุกอันอย่างไม่ขัดแย้ง ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่มีขัดแย้งกันทุกอัน มันจะลงกันได้หมดทุกสูตร เป็นแต่เพียงว่ามันจะต่อหรือเรียบเรียงจากอันนี้ไปเป็นผลอันนี้ อย่างไร เอามาเรียบเรียง อาตมาก็มาลำดับวิชชาของพุทธ สมณะฟ้าไทว่า...แต่ปกติ เขาจะอธิบายจากต้นกลางปลาย แต่พ่อครูสามารถอนุโลมปฏิโลมต้นกลางปลายกลับไปกลับมาได้หมด พ่อครูว่า...ในทุกวันนี้ อาตมาสงสารศาสนาพุทธ สงสาร ผู้ที่แสวงหา อยากจะได้มรรคผลของศาสนาพุทธ เมืองไทยมีศาสนิกชนอยู่ 95 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ผู้ที่สนใจในศาสนาก็จะมีไม่ใช่น้อยแสวงหาอยู่ แล้วก็พยายามค้นหา ค้นหาผู้เป็นครูบาอาจารย์ ค้นหา ไปปฏิบัติเรียนรู้ฝึกฝนเพื่อที่ตนเองจะได้ธรรมะ ได้มรรคผลนั้นๆ ก็มีอยู่ส่วนหนึ่งไม่น้อยในจำนวนพุทธศาสนิกชน ส่วนคนที่เป็นพุทธแต่เพียงชื่อว่าเป็นพุทธ แต่ไม่ใส่ใจปฏิบัตินั้นมีมากกว่า ทำมาหากินไปตามประสาเลี้ยงชีวิตเรียกว่าโมฆะบุรุษ ไม่ได้อะไรมาเลย เกิดเป็นศาสนิกของศาสนาแท้ นอกจากไม่ได้แล้วถูกนำพา ถูกผู้ที่ดูแลศาสนาที่เรียกว่าภิกษุหรือในวงการศาสนา ที่เป็นหมู่กลุ่มหรือเป็นครูอาจารย์นอกจากไม่ได้มรรคผลแล้ว ยังได้มิจฉาทิฐิใส่เข้าไปเรื่อยๆ ศาสนาก็เลยยิ่งเสื่อม เพราะการทำผิดของศาสนิกของศาสนาเอง กับครูบาอาจารย์ที่เป็นมิจฉาทิฐิเข้าใจผิดก็เลยทำให้ยึดถือ ยึดถือความรู้ จนกระทั่ง ยึดถือในผลที่ได้ที่เป็นมิจฉาผล แล้วหลงมิจฉาผล เช่น หลงว่าเป็นพระอรหันต์ ได้สมาธิได้ปัญญาได้วิมุติ สิ่งเหล่านี้ อาตมาพูดไปแล้วเหมือนข่ม ดูถูกคนอื่นไปหาว่าคนอื่นผิด ตนเองถูกคนเดียว แล้วยิ่งใหญ่เสียด้วยไม่เห็นใครถูกเลยไม่กล่าวถึงคนถูกเลย อาตมาขออภัยจริงๆที่จะต้องเป็นเช่นนั้นไม่กล่าวถึงคนถูกเลย แต่มีคนที่มีความรู้เฉียดศาสนาพุทธที่เป็นสัมมาบ้าง ก็เลยเอามายกตัวอย่างไม่ได้เพราะว่า บางคน จริงๆ อย่าว่าแต่บางคนเลย เกือบทั้งนั้นเลยที่บอกว่าศีลคืออย่างไร จะต้องปฏิบัติพร้อมไปกับสมาธิ ศีลต้องปฏิบัติไปให้เกิดสมาธิให้เกิดปัญญาให้เกิดวิมุติ แยกกันไม่ได้ อธิบายศีลแล้วจะไปปฏิบัติกับจิตใจอย่างไร ปฏิบัติอธิจิต แล้วเกิดปัญญาอย่างไร จะเกิดวิมุติอย่างไร ไม่เห็นมีใครเขาทำ ไม่เห็นมีใครเขามารวมอย่างนี้เลย ให้เกิดเป็น อิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปบาท ต่อเนื่องเป็นเหตุปัจจัย เป็นเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ผล ซึ่งทั้งโลกเขาเรียนรู้ความรู้อันนี้ เขาก็มี System analysis มี Input process output outcome impact คือ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แล้วก็ผล เหมือนกัน ก็เป็นหลักนี้ ท่านสอนมาตั้ง 2000 ปีแล้ว แต่วิทยาศาสตร์เพิ่งจะมี System analysis แน่นอนว่า เกิดมาที่หลังที่พระพุทธเจ้ารู้แน่นอน จิตวิญญาณในศาสนาก็อันเดียวกัน มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แล้วก็มีผลเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ศีลก็ดี สมาธิ ปัญญา วิมุติก็ดี วิมุติญาณทัศนะก็ดี เป็นเรื่องของ สูตร system ระบบของมันที่ต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผล จากสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ครบถ้วน เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ ทุกอย่างได้ผิดเพี้ยนไป ขาดหกตกหล่นขาดวิ่นไปหมดแล้ว 601129_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลำดับวิชชาของพุทธ ตอน1(อวิชชาสูตร)