สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจนที่มีสาธารณโภคี.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข3 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจนที่มีสาธารณโภคี สรุปว่าที่พาไปประท้วงนั้นเราชนะทุกงาน นี่คือสิ่งที่เป็นธรรมะที่มันซ้อนอยู่ในสังคม ซ้อนอยู่ในประเทศชาติ ว่า ประเทศชาติต้องมีธรรมะ ต้องใช้ธรรมะร่วมในการที่จะทำงานกับสังคมประเทศชาติ บริหารก็ดี พาประพฤติปฏิบัติชีวิตก็ดี ก็ต้องใช้ธรรมะทั้งนั้น ซึ่งอาตมาก็พาพวกเราปฏิบัติธรรมะแล้วก็มีชีวิต ทำงานอาชีพ ทำกัมมันตะ ทำวาจา ทำสังกัปปะ ซึ่งเป็นกรรมทั้งหมด กรรมทางความคิด สังกัปปะ วาจา การกระทำทางกายวาจาใจ จนถึงเป็นอาชีพเลี้ยงชีพ ไม่ให้เกิดมิจฉา ทั้ง มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ โดยมิจฉาอาชีวะ 5 อาตมาก็พาทำประสบผลสำเร็จจนสามารถครบ พ้นมิจฉาอาชีวะ 5 กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ชาวอโศกรู้หมดทั้งมิจฉาชีพ 5 กุหนา พวกเราไม่มีทำการโกง ลปนา โกหกตลบตะแลงตอแหลก็ไม่ทำ เนมิตกตา ปฏิบัติธรรมไปตามลำดับเราก็ทำ โดยปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ประสบผลสำเร็จจนมีกัมมันตะพ้นมิจฉา ได้มาเรื่อยๆ เป็นลำดับๆ แล้วได้แล้ว ก็ไม่ไปรับใช้ผู้ที่ผิด นิปเปสิกตา ยังตั้งหน้าตั้งตาปราบความผิดอยู่ตลอดเวลา ที่ไม่ผิดเราก็เลิกไปทำด้วย ไม่มอบตนในทางผิด นิปเปสิกตา แม้ที่สุดเราต้องเลี้ยงชีพ ทำงานเลี้ยงชีพสูงสุดได้เลย คือไม่แลกเปลี่ยนอะไรกลับคืนมาเลย ทำงานฟรีได้สำเร็จ แม้จะมีบ้างที่แลกเปลี่ยนคืนมาแต่ไม่มอบตนในทางผิด กุหนา ลปนา นั้นทุจริตแท้ เราไม่มีเลย เป็นมิจฉาชีพ จนกระทั่งเป็น ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทำงานฟรี จนเป็นสังคมกลุ่มที่ทำงานฟรี ทำงานแล้วเอาเข้าส่วนกลางทั้งหมด เป็นสาธารณโภคี จนเป็นหมู่บ้าน ทางนิตินัย แล้วหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านทำอาชีพอะไร อาชีพคนจน เพราะทำงานแล้วไม่มีรายได้เลย หมู่บ้านอื่นใดที

อ่านต่อ

่เขาไปสำรวจว่าเป็นหมู่บ้านคนจน เขามาสำรวจไม่รู้เรื่อง มาสำรวจว่าหมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านคนจนลำดับที่ 5 ที่จริงแล้วควรเป็นลำดับที่ 1 แต่เขาสำรวจไม่เป็น ไม่รู้ว่าเขาสำรวจอย่างไรเข้าใจอย่างไร บอกว่าหมู่บ้านราชธานีอโศกเป็นหมู่บ้านคนจนลำดับที่ 5 มันไม่จนได้อย่างไรเพราะว่าทำงานฟรีกันทั้งหมู่บ้าน ไม่มีรายได้เข้าส่วนตัวเลยเข้าส่วนกลางหมด จะทำงานจุดไหนก็แล้วแต่ เอาเงินเข้าส่วนกลางก็หมายความว่า คนนี้ไม่เอารายได้ไปให้แก่ตัวเองเลย ถ้าเป็นรัฐก็ทำงานให้รัฐโดยเสียภาษีหมด ทำงานให้รัฐไม่เอาค่าตอบแทนสักบาท เสียภาษีให้รัฐเต็มร้อยอยู่ในหมู่บ้าน เอาเข้าส่วนกลางของหมู่บ้านเต็มร้อย เราทำสำเร็จ ค้านแย้งกับดร.สมคิด ที่บอกว่าจะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศ เราบอกว่าจะทำให้คนจนในประเทศมากขึ้นๆ เป็นคนจนอันประเสริฐ เขาไม่เข้าใจคนจน อาตมากำลังเขียนหนังสือ ...แบบคนจน ตอนนี้ก็เขียนต่ออีก ก็จะมีชื่อรองว่าศาสตร์พระราชา ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คนเราไม่เข้าใจความจนและกลัวความจน ถ้าหากสังคมใดเป็นสังคมแห่งปัญญาเป็นสังคมแห่งอาริยะแท้ สังคมนั้นจะไม่กลัวความจน แล้วก็จะพากันมาจน ไม่พากันไปรวย เพราะถ้าสังคมใดมีแนวคิดจะพากันให้รวย จะสร้างประเทศให้รวย จะสร้างสังคมให้เป็นคนรวยกันทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีประเทศไหนจะทำให้ทุกคนในประเทศรวยทั้งหมดได้ มันไม่มี ที่ไม่ให้เกิดคนจน ประเทศที่บอกว่าเก่งทางเศรษฐกิจ ประเทศใดก็แล้วแต่ก็มีขอทานทั้งนั้น มีคนอยู่กระต๊อบสลัมทั้งนั้น ตราบใดที่ยังมีคนกอบโกยไม่รู้จักพอมีอำนาจ ที่เป็นเบี้ยล่างไม่มีเรี่ยวแรงไม่มีอำนาจที่จะไปต่อสู้ได้ ก็ถูกเขากวาดไปหมด พวกนายทุนหน้าเลือดทั้งหลายกวาดไปหมดเพราะว่าไปหลงความรวย ถ้ามีแนวคิดกระบวนทัศน์ว่าต้องสร้างให้คนรวย ต้องสร้างสังคมให้เป็นสังคมคนรวย เป็นความคิดที่ย้อนแย้งกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ขัดแย้งกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ท่านตรัสบอกว่าไม่เอาแบบคนรวย ต้องมาเอาแบบคนจน นักบริหารประเทศก็ไม่รู้เรื่อง ท่านตรัส แบบคนจนหรือแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์ฟังแล้วก็บอกว่าไม่ใช่ ในหลวงท่านตรัสแบบนี้ ทำไมพูดอย่างนั้นก็ต้องพูดอย่างนั้น ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ในหลวงเป็นโลกุตระบุคคลเป็นพระอาริยะ ชัดเจนทุกอย่างในการบริหารประเทศแล้วก็ คนก็บอกว่าเอาตามศาสตร์พระราชา และมีที่ไหนจะทำตามแบบนั้น บอกว่าศาสตร์พระราชาคือทำให้เป็นสังคมคนจน ถ้าหากตั้งหน้าตั้งตาทำให้เป็นสังคมคนรวยไม่มีทางสำเร็จ ไม่มี แต่ถ้าจะทำให้เป็นคนจนนั้นทำสำเร็จทำอย่างไร ทำให้รู้ว่าชีวิตนี้มารู้จักพอชีวิตนี้พออยู่พอกินตามคำตรัสในหลวง พอเพียง อย่าไปตะกละอยากรวย ท่านตรัสชัดเจนว่า เราไม่ได้อยากรวยแต่เราก็พอกินพอใช้ ท่านก็ตรัสแบบคนจน (ที่เตรียมไว้ได้ไหม? เปิดฟังให้ชื่นใจได้ไหม ถ้าพร้อมบอก)... ถ้าเข้าใจถึงกระบวนทัศน์กระบวนการ paradigm ไม่ได้ เช่น กระบวนทัศน์ที่จะพาไปรวยมันไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าอย่าไปรวย ต้องมาทำอย่าง พระราชาอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัส อย่าไปคิดรวย อย่าไปสร้างกระบวนทัศน์ให้จิตใจว่าอยากไปรวย อย่า นี่คือเดินตามรอยศาสตร์พระราชา ท่านผู้จบดอกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ แม้แต่ทางรัฐศาสตร์การเมืองก็ตาม น่าจะชัดเจนในกระบวนทัศน์ที่พระราชาบอกเอาไว้เป็นศาสตร์ และบอกว่าจะทำตามรอยพระยุคลบาท จะทำตามศาสตร์พระราชา ไม่เห็นจะตามตรงไหนเลย "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขาเราก็ทำไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง"แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534 ชัดเจนที่สุดแล้ว เรามีพระเจ้าอยู่หัวของประเทศ มีพระราชาทรงแสดงศาสตร์ แสดงความรู้ให้รู้ แต่ช่างกระไร อาตมาก็รู้อยู่ว่าบังคับให้คนมีปัญญา บังคับให้คนรู้ในสิ่งที่ควรรู้นั้นบังคับกันไม่ได้ ถ้าภูมิไม่ถึงก็ไม่ถึง สรุปแล้วภูมิไม่ถึงพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็น่าเสียดายประเทศไทย ที่น่าจะศึกษาว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงแนะทรงบอก แต่ไม่มีสถานีไหน อาตมาขอบอกว่า ไม่มีสถานีไหนกล้าเอาคลิปนี้หรือแม้แต่คลิปขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ที่เราออกในสถานีบุญนิยมเราตลอดทุกวัน ไม่มีสถานีไหนกล้าเอาไปออกของตัวเองเลย มันก็แปลกดี อย่าว่าแต่สถานีใดเลย ไม่มีนักวิชาการระดับยอด ยอดทางเศรษฐศาสตร์ด้วย ด้านการเมืองด้วย เอาอันนี้ไปหยิบอันนี้มาขยายผล หยิบอันนี้ขึ้นมาทำความเข้าใจกับประชาชน เอามานำเสนอกับประชาชน ว่าในหลวงเราตรัสแบบนี้ ช่วยกันทำความเข้าใจ ช่วยกันปฏิบัติตาม ให้เกิดกระบวนการแบบคนจน เกิดกระบวนการ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา บ้างสิ ขออภัยที่จะต้องพูดว่าก็มีชาวอโศกเท่านั้นแหละที่ปฏิบัติตาม และทำสำเร็จ มาทำแบบคนจน มาเป็นคนจนสำเร็จ มาขาดทุนของเราคือกำไรของเราสำเร็จ แล้วชาวอโศกก็เป็นอยู่สุข เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ อาตมาชี้ถึงขนาดนี้ ว่า เป็นการบอกความจริงต่อโลกต่อสังคมว่าเราสำเร็จผลเป็นความจริงตามสัจธรรมความจริงชั้นสูง สัจธรรมที่เป็นโลกุตระ ในยุคนี้ก็ปฏิบัติธรรมที่เป็นโลกุตระนี้สำเร็จผล สำเร็จจนเป็นหมู่กลุ่มชุมชนไม่ได้สำเร็จแค่คนเดียว บรรลุมรรคผลเป็นกลุ่มเป็นสังคมกลุ่มหมู่บ้านชุมชน เกิดเป็นหมู่บ้านชุมชนสาธารณโภคี กระจายอยู่ในประเทศได้ ชาวอโศกอยู่ตรงไหนที่เป็นชุมชนชาวอโศกก็ตรงนั้น คือสาธารณโภคี เป็นสังคมที่เดินตามรอยพระยุคลบาท เดินตามศาสตร์พระราชาทั้งนั้น อาตมาพูดนี่ ไม่ได้อวดดีไม่ได้อวดตัวอวดตนอะไร อยากจะให้ผู้มีหน้าที่บริหารประเทศอย่างสำคัญ หรือแม้แต่นักวิชาการต่างๆ ได้สะดุด ได้ฉุกคิดบ้าง ว่านี่คือ กระบวนทัศน์กระบวนการอันเยี่ยมยอดของสังคมประเทศ กระบวนทัศน์ที่ว่าต้องเอาแบบคนจน อย่าพาคนไปรวย แล้วก็สร้างกระบวนการคนจนหรือไม่ไปรวย หรือว่าพาคนมาขาดทุนให้ได้ ขาดทุนแล้วทำอย่างไรจะอยู่ได้ เพราะว่าขาดทุนแล้วเราได้เสียสละตัวตน แต่อยู่ได้เพราะมีส่วนเกิน คืออย่างไร? คนเรานี่ คำว่าทุน คือการคิด ต้นทุนจากวัตถุดิบต่างๆเลย ราคาเท่าไหร่ ตีราคาให้ชัด ทั้งค่าโสหุ้ยต่างๆ ก็เอามารวมเป็นทุน ที่สำคัญคือมีค่าแรงงานของเรารวมอยู่ในนั้นเป็นทุน ทุกๆทุน มีแรงงานหรือผลผลิตที่เกิดจากแรงงานของเรา มันมีค่าแรงงานของเราอยู่ในนั้น ทั้งค่าแรงงานทางความรู้ และทางกายกรรม อยู่ในนั้น ถ้าค่าแรงงานของเราตีราคา 100 เราก็ลดราคาทุนตัวเรานี่จาก 100 ให้ลดลงมา เราไม่เอาค่าตัวเต็มร้อย ทั้งที่ค่าตัวจริงๆของเราตามอัตราเฉลี่ยของสังคมมีประมาณ 100 สมมุติเป็นสังขยาเลขนะ อย่างค่าตัวของอาตมาชั่วโมงหนึ่งเท่าไหร่ไม่รู้ล่ะ เราคิดราคา 100 เราก็เอาให้ขาดทุน 20 30 มันก็เหลืออีกตั้งเท่าไหร่ ลดการเป็นตัวตนของตน ถ้าเรา 100 เรากินเราใช้ไม่หมดหรอก ทำตนเองให้อย่ากินเกินตัว ค่าตัวเราร้อยแล้วเราก็ดันใช้เกิน กินเกินร้อย มันก็อยู่ไม่รอดก็เป็นหนี้แหลกราญเท่านั้นเอง ค่าแรงงานเราได้แค่ 100 แล้วดันไปใช้จ่ายกินเกินร้อย จะอยู่ได้อย่างไร จะต้องกินใช้น้อยลงไม่ให้เกิน 100 จึงเรียกว่าอัปปิจฉะ มาน้อยลงมาพอเพียง ตนเองมีค่าแรง 100 สูงสุดควรจะกิน 99 มากแล้ว กินสัก 80 70 ให้มันพอคือสันโดษ สันตุฏฐิ หากเรา กินใช้เกินก็เป็นหนี้แล้วบอกเศรษฐกิจไม่พอ แต่ชาวอโศกประสบผลสำเร็จในการทำงาน ทำงานให้ฟรีเลย โดยไม่ได้บังคับแบบเผด็จการ ที่เราก็ไม่เอา ใครก็ไม่เอา มันง่าย แล้วไม่เข้าท่า สังคมยุคนี้เผด็จการอยู่ไม่ได้ คอมมิวนิสต์ไปเพ่งที่วัตถุนิยม ส่วนประชาธิปไตยไปเพ่งที่จิตนิยม พวกคอมมิวนิสต์จึงเรียกว่า materialist เพ่งที่รายได้ ต้องรีดเงินเข้าส่วนกลางจากใครๆต้องถูกตรวจสอบจากนายทุน พวกนายทุนจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อระบบคอมมิวนิสต์มากเลย พวกนายทุนจะต้องถูกเอาภาษีมาเข้าให้มาก พวกนายทุนที่มีรายได้มากนี่แหละต้องจ่ายภาษีให้มาก มันถึงจะสุจริต ถือว่าไม่ลักลั่น ออกกฎหมายประพฤติปฏิบัติ จะต้องตรวจนายทุนที่เอาเปรียบสังคม ขูดรีดสังคมเป็นหลัก เอาเงินรายได้เข้าส่วนกลางจากคนที่รวยให้มาก คนจนถึงจะค่อยยังชั่ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น ไม่ให้คนรวยได้เปรียบมากเกิน มันก็เป็นการแก้ไขปัญหาของสังคม ก็ดีเหมือนกัน แต่ก็ใช้ระบบการบังคับเสียเยอะ คนก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นคอมมิวนิสต์จึงอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นการบังคับ คนเขาไม่ชอบบังคับไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย บังคับกันมากเกินเขาก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นคอมมิวนิสต์จึงไม่คำนึงถึงอิสระเสรีภาพ จะต้องคำนึงถึงเงินที่จะเข้ากองกลางเป็นหลัก ส่วนประชาธิปไตยนั้นคำนึงถึงอิสระเสรีภาพ แล้วถือว่าเป็นสุจริต คนก็เก่งมาก เป็นผู้ที่ทำได้มากเป็นนายทุนก็ร่ำรวยก็ต้องให้เขา ออกกฎหมายดูแลกฎหมายควบคุมเขา ให้เขาเสียภาษีให้เต็ม เอาเงินเข้ารัฐให้ถูกต้องกฎเกณฑ์กฎหมายก็ทำอยู่อย่างนั้น นั่นเป็น 2 ระบบใหญ่คือประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ ส่วนอีกอันไม่รู้จะเรียกชื่ออะไรก็เรียกว่าสาธารณโภคีแล้วกัน ระบบสาธารณโภคีนี้เป็นยิ่งกว่าระบบประชาธิปไตย เป็นยิ่งกว่าระบบคอมมิวนิสต์ เพราะว่าเป็นระบบที่ให้เสรียิ่งกว่าประชาธิปไตย เป็นระบบที่เอาเข้าส่วนกลางยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ สาธารณโภคีนี้เป็นระบบที่ทำให้คน 1. อิสรเสรีภาพเต็มตามประชาธิปไตยที่เขาเน้นตรงนี้ 2. เป็นไปตามคอมมิวนิสต์ที่เน้นให้เงินเข้าส่วนกลางให้มาก ระบบสาธารณโภคีได้ทั้งคู่ เป็นทั้งคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตยจึงเรียกว่า พ่อของระบบการบริหารประเทศ เป็นบิดาของการบริหารประเทศ เป็นทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านจบทุกศาสตร์ เศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์ ก็จบ ท่านเรียน 18 วิชาจบหมด หมายความว่ามหาวิทยาลัยนั้นมีวิชาการ 18 คณะ พระพุทธเจ้าเรียนจบมาหมด ได้ปริญญามาทุกใบ ได้ด็อกเตอร์มาทุกใบด้วย 18 คณะ ตักศิลานั้น สมณะเดินดินว่า...ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ก็ได้รับรางวัลจากสหประชาชาติมากมาย พ่อครูว่า...มันเป็นเรื่องสัจจะไม่เห็นประหลาดอะไร ถ้าเข้าใจความจริงที่เป็นสัจธรรมแล้ว ทุกอย่างที่ใช้อยู่ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ใดๆ มันเป็นเรื่องของมนุษย์กับสังคม ไม่มีอื่นหรอก พระพุทธเจ้าท่านศึกษาความเป็นมนุษย์กับความเป็นสังคม แล้วท่านก็รู้ทะลุปรุโปร่งว่าต้องใช้ความรู้ในแง่นี้ อาตมาก็เรียนรู้มาทางเดียวกับพระพุทธเจ้า พยายามจะรู้ให้หมดเท่าพระพุทธเจ้า จึงได้ตั้งหน้าตั้งตาเป็นโพธิสัตว์มาจนถึงทุกวันนี้ ก็เปิดเผยว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมาไม่ได้งมงายไม่ได้พูดผิด มีหลักฐานว่าระดับ 1 2 3 4 เป็นอย่างไร แม้แต่พวกมหายานก็ไม่มีใครอธิบายอย่างอาตมาได้หรอก โพธิสัตว์ 9 ระดับ สูงสุดเป็นระดับ 9 เป็นพระพุทธเจ้า ในฮินดูก็มี 9 ปาง เหมือนกัน มันก็เป็นความรู้ของโลก ไม่ได้ขัดแย้งกันหรอก เป็นแต่เพียงว่าเข้าใจไม่ได้ ถ้าเข้าใจเนื้อหาแท้คืออะไรก็เหมือนกันไม่มีผิดหรอก ก็มาทำกับโลกกับสังคมกับมนุษย์ ด้วยความเห็นของอาตมา ด้วยกระบวนทัศน์ด้วยทิฐิของอาตมา แล้วก็ทำจนเกิดผลสำเร็จ เป็น impact ตามความรู้ของอาตมา สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ของมนุษยชาติ

601127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนตามลำดับวิชชาของพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน