เจโตปริยญาณของคนสองสายในบุคคล 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
เจโตปริยญาณของคนสองสายในบุคคล 7 _สู่แดนธรรม... วันนี้จึงได้รู้เจตนาพ่อท่านที่พยายามสอนและสื่อ ไม่ได้เอาที่เกิดจากตัวตน ว่าเขาจะต้องมาเชื่อฟังเราเป็นบริวารเรา ผู้ที่เห็นความจริงใจของพ่อท่านก็จะรู้ว่า ความบริสุทธิ์เป็นของอิสระของทุกคนไปเลย ใครที่สามารถเปิดหรือออกจากหล่มหรือไขเปิดก๊อกที่ปิดอยู่ ไขได้แล้วก็เป็นอิสระส่วนตัวของบุคคลนั้นเลย ไม่ต้องบอกว่ามาจากพ่อท่าน ว่ากันถึงเรื่องพระอรหันต์กับพระโพธิสัตว์ ผมเคยไปค้นหาหลักฐานที่ไปยืนยัน ฝากพระโพธิสัตว์ซึ่งคนทั่วไปจะคิดว่ายังไม่ใช่ พระอริยะ ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เขาจะไปติดอยู่ว่าถ้าเป็นอรหันต์แล้วบรรลุธรรมแล้วจะตายสูญ ไม่สามารถบำเพ็ญได้อีก เล่ม 19 ข้อ [๑๓๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อก่อนแต่ตรัสรู้ ครั้งเราเป็นโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ก็ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้โดยมาก เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้โดยมาก กายไม่ลำบากจักษุไม่ลำบาก และจิตของเราย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น _สู่แดนธรรม... อันนี้เห็นด้วยว่าพระโพธิสัตว์มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะแล้ว จึงมีกำลังในการทำได้เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไปที่ยังมีกิเลสต้านทานอยู่ นิมนต์พ่อท่านขยายความเรื่องพระโพธิสัตว์ พระอาริยะ ต่อ พ่อครูว่า... คือมีพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง บุรุษ 7 ทักขิเนยบุคคล7 อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี สัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี อาตมาเกริ่นไว้แล้วว่า จริตของคนมันมี 2 แบบเหมือนอย่างพระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตร จริตของคนมันเป็นของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร มันไม่ได้แกล้ง เป็นแทนก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น สัทธานุสารี มาก่อน แล้วถึงเป็นธัมมานุสารีเป็นระดับเหนือกว่ากัน แล้วจากสัทธานุสารีก็มาเป็นสัทธาวิมุติ ส่วนธัมมานุสารีจะไปเป็นทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิม
อ่านต่อ
ุติจะกลายเป็นกายสักขี ส่วนทิฏฐิปัตตะจะไปเป็นปัญญาวิมุติ พูดถึงปัญญาวิมุติ คือผู้ที่สิ้นอาสวะได้ กายสักขีนี้ อาสวะบางอย่าง ผู้ที่มีกายมีความรู้เรื่องการสัมมาทิฏฐิในเรื่องกายและปฏิบัติธรรมได้ ก็จะมีความบรรลุ เริ่มต้นมีปัญญาหรือว่าผลที่ปัญญานี้ เขาถึงบรรลุทิฐิเป็นซ้ำมาปฏิบัติได้ ก็ทำให้ กาย พ้นทุกข์ได้ ก็เป็น กายสักขี เพราะฉะนั้น อาสวะตัวที่กายพ้นทุกข์ได้ มันก็เป็นตัวบรรลุของตัวเองไปได้เรื่อยๆ อาสวะ สิ้น บางอย่างไปตามลำดับจนถึงปัญญาวิมุติ เพราะฉะนั้น แม้แต่สายศรัทธา ก็จะต้องกระเถิบตัวเองมาให้เป็น ธัมมานุสารี วิมุติ ไม่เอาแต่ศรัทธาวิมุติ ให้บรรลุถึงทิฏฐิปัตตะ ให้เป็นบรรลุถึงทิฏฐิ ให้บรรลุถึงทางสายปัญญา จนกระทั่งมีปัญญาแล้วก็ถึงจะเข้าใจเรื่อง กาย ก็จะปฏิบัติมีกายสักขี ทำอาสวะบางอย่างได้หมดไปเรื่อยๆ _สู่แดนธรรม... ใน สัทธาวิมุติ ส่งก็ตรัสไว้ว่าผู้นี้จะบรรลุ อาสวะสิ้น ก็ต้องเห็นแจ้งด้วยปัญญา เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จึงจะเห็นอริยสัจ พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้น อาตมาจะอธิบายสัทธาวิมุต สัทธาวิมุตที่เป็นสัทธานุสารี 100% หลงวิมุตที่เป็นมิจฉาวิมุตติ หรือ มิจฉานิโรธ หลงเดียรถีย์ หลงแบบโลกียะ จมวนอยู่นั่น ไม่มีปัญญา จมอยู่นานเลย จนกว่าจะค่อยๆเกิด อัญญธาตุ เกิดธาตุรู้ สะสมธาตุรู้ อัญญธาตุ 1 หน่วย 2 หน่วย 5 หน่วย 50 หน่วย 60 หน่วย 70 หน่วย จึงจะเกิดเป็นธาตุปัญญา อาตมาอธิบายถึงต้นธาตุต้นธรรมละเอียดแล้วนะ มันเป็นปัญญาถึงจะรู้ว่า มันเกี่ยวกับจิต มันเป็นจิตอย่างนี้หรือ ที่เป็นธาตุรู้นะ ไม่ใช่รู้แต่เปลือกๆผิวๆเผินๆ แต่มันรู้ถึงจิตเจตสิกขึ้นไป รู้ขึ้นไปถึงจิตเลย ทำจิตในจิต มนสิการเป็น ทำจิตในจิตของตัวเอง เข้าถึงจิตในจิต อธิบายถึง จิตในจิต ใน กาย เวทนา จิต ธรรม นี้ ผู้ที่ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กาย ยังไม่สัมมาทิฏฐินี้ปิดประตูเลย เวทนาเขาก็ไม่ถูกต้อง เขาจะไม่เข้าใจเวทนาที่เกิดจากผัสสะในปัจจุบันนั้นๆ เขาไม่เข้าใจละเอียดลออพอ ปฏิบัติธรรมไม่ต้องไปหาสถานที่อื่นเลย ปฏิบัติธรรมปัจจุบัน กระทบสัมผัสกับปัจจุบัน เรียนรู้ปัจจุบันนี้ในเวทนาปัจจุบัน แล้วช่วยพัฒนาเป็นจิตในจิตได้ จิตในจิตคือเจโตปริยญาณ 16 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) แล้วก็มีความรู้ให้มันดับลงได้ไปตามลำดับ 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) หมายความว่า จิตจะค่อยๆเจริญ สายเจโตจะค่อยๆขยายแต่ถ้าเป็นสายปัญญาแล้วมันจะเร็ว ไว มันรู้ ราคะโทสะโมหะ ยิ่ง แต่สายเจโตจะสังขิตฺตํจิตตํ สายปัญญาจะฟุ้งเลยเถิด เป็นโลกจินตาไปเยอะ เหมือนอย่างที่ท่านได้ศึกษาเปรียญ 9 ศึกษาวิชาการทางศาสนามาเยอะ แล้วก็จะไปติด สรุปไม่ลง ไม่บรรลุในชาตินั้น รู้มากเป็นปทปรมบุคคลอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมด อาตมาก็พยายามจะให้มาฟังอาตมาหน่อยสิ จะได้รู้จักการปฏิบัติเป็นชุดๆ เป็นปริเฉทเป็นกรอบๆ เป็นคู่ๆ ไปตามลำดับ ไม่อย่างนั้นมันปนกันเละเทะสับสน มันไม่ได้สำเร็จสักอันเลย มันไม่มีอะไรบริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้สำเร็จสะอาดได้ มันไม่รู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน มันไม่รู้เวทนาในเวทนา เป็นต้น เวทนา 108 ต้องมีสภาวะจริง กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา ที่เป็นเวทนา 2 คู่แรกเลย มันเป็นสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์อีกเป็น 3 แล้วมันมีน้ำหนักข้างนอกข้างในอีกเป็น 5 ทุกขเวทนา สูขเวทนา โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา อุเบกขา มีลักษณะของมัน 5 ชนิด ก็แยกออก ถ้าเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวาร แล้วเกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่างนี้ เช่นเป็น 18 มโนปวิจาร อาตมาอธิบายมานานด้วยภาษาไทย ซึ่งก็เห็นใจว่า มันไม่ง่ายที่จะรู้สภาวะ ก็พอจะฟังรู้เรื่องว่าของทวารมันมีอะไร สุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ มันมีอะไรก็รู้ แล้วมันไปยังไงมายังไง ตากระทบรูป ผู้ยังอวิชชาอยู่ก็จะมี 2 บางทีก็สุขบางทีก็ทุกข์ บางทีไม่ทุกข์ ก็อยู่เฉยๆแต่ไม่รู้เรื่อง เสร็จแล้วก็สุขทุกข์ใหม่ หรือกดข่มอย่างมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งมันไม่ใช่ ไปกดมันทำไม ต้องให้รู้มันสุขมันเป็นมายา มันเป็น 2 มันไม่มีจริง มันเป็นอนัตตา ไปยึดความสุขมันก็เลว ไปยึดความทุกข์มันก็เลว มันก็โง่ทั้งนั้น กว่าจะเข้าใจกลัวจะเกิดญาณปัญญาเกิดโพธิ กว่าจะหายลึกลับ กว่าจะอรหะ พ้นอรหะ ไม่ลึกลับแล้ว ผู้ที่ไม่ลึกลับแล้วจึงตั้งชื่อว่า อรหันต์ อรหัตตาก็ค่อยๆได้ ไปทีละหน่วย อาตมาก็หยิบพยัญชนะมาสื่อสภาวะให้ละเอียดแล้วก็อย่างนี้แหละ ซึ่งจะหาคนอธิบายให้ละเอียดอย่างนี้ยาก พูดไปแล้วก็เหมือนคุยตัวแต่พูดจากความจริงที่อาตมามีอย่างจริงใจ หนึ่งเดียว ไม่มี จิต 2 ที่เป็น สาเถยยจิต จิตแฝงไม่มี มีแต่พูดความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง อาตมาไม่มีความโกรธ ไม่มีความถือสา ชีวิตนี้อาตมาไม่มีความโกรธ ถือสา มีแต่การไปติดสุข ติดอะไรนิดๆหน่อยๆ ลิงลมข้าวพองตามโลกเขาหลอกไปบ้าง จนกระทั่งรู้ตัวเอง ก็ปัดโธ่เอ๋ย จนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่รู้อร่อยหรือไม่อร่อยไม่รู้แบบโลกีย์เขา ก็เลยกลายเป็นคนที่อยูไปธรรมดา รู้ความจริงตามความเป็นจริงอย่างเดียว อาตมาได้อ่านคนที่คอมเม้นมาเป็นพันคน พยายามอ่านที่เขาด่า เขาว่ามาไป อย่างหยาบคายเขาก็จุดจุดจุด คำด่า คำ comment ที่หยาบคายเขาพิมพ์ออกมา อันไหนหยาบก็จุดๆๆไว้ ก็เลยเห็นว่า คนเขามองเราอย่างนี้ เขาไม่เข้าใจเลย ยิ่งเห็นชัดเจนว่า ในยุคนี้กลียุค ธรรมได้สูญเสื่อมไปจากคนจากชาวพุทธจากรูปพระพุทธเจ้าไปแล้วหมดจริงๆ อาตมาไม่ได้โกรธไม่ได้เคืองไม่ได้ถือสาที่เขาคอมเม้นเขาด่าอาตมามา ตั้งยาว อาตมาก็อ่าน คนก็มาบอกอายุทำไมมันยาว ก็อ่านให้เขาหน่อยเขาอุตส่าห์แสดงความเห็นเราก็จะได้รู้เขาไง โพธิสัตว์นี้ต้องรู้เขารู้เรา ต้องอ๋อ เขาเป็นอย่างนี้เขารู้สึกอย่างนี้เห็นไหม ก็ได้แต่สงสาร ไม่รู้จะไปอย่างไร ก็เลยพยายาม เอ้า ก็นำเอาความจริงออกมาสาธยายอธิบายให้เขาได้ฟังบ้าง แต่เขาก็ไม่ค่อยฟัง คนก็เลยยิ่งยากที่จะได้รับความจริง ได้รับความรู้ เขาก็ไปงมงาย กับคนที่พูดไม่เต็ม พูดไม่ค่อยถูก พูดผิดด้วยซ้ำ คุณไปหลงกับพวกที่ผิด พวกที่ไม่เต็มไม่รู้เรื่อง มันก็เลยไม่ได้ฉลาด ไม่มีปัญญาสักที อาตมาจนมาถึงขั้นนี้แล้วเอาปัญญา 8 ของพระพุทธเจ้ามาขยายความ เขียนเป็นเล่ม เล่ม 2 เล่ม 3 แล้วเขียนอยู่ยังไม่จบ จะถึงเล่น 4 หรือเปล่าก็ไม่รู้อ่ะแต่มันก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องฟรี แล้วเล่มหนึ่งไม่ใช่น้อยนะ 400 กว่าหน้า ปัญญานี่แหละ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นี่ก็เป็นความจริง ก็คือความรู้ ความเฉลียวฉลาด โพธิ มันเป็นเช่นนี้ เรื่องอรหันต์นั้น จบไปนานแล้ว อาตมาจบ มันต้องอย่างนี้ พระพุทธเจ้านี้ เข้าใจความเจริญของธาตุจิตที่เป็นเจโตก่อน ได้เจโตแล้วเป็นปัญญา พอได้โพธิของโสดา ได้โพธิของสกิทา ก็ต้องได้ความบรรลุเป็นอรหัตผลของโสดาบัน อรหัตผลของสกิทาคามี อรหัตผลของอนาคามี อรหัตผลของอรหันต์ อรหัตผลของอนุโพธิสัตว์ อรหัตผลของอนิยตโพธิสัตว์ อรหัตผลของนิยตโพธิสัตว์ จนกระทั้ง อรหัตผลของมหาโพธิสัตว์ จึงจะเป็นการบรรลุอรหันตสัมมาสัมพุทธะเจ้า เพราะฉะนั้น อรหันต์มันมีขั้นๆๆๆ ไปเข้าใจว่าอรหันต์มีอรหันต์เดียว ก็คือคุณไม่มีโพธิสัตวภูมิเลย เป็นได้เหมือนกัน พาซื่อ ถ้ามันสัมมาทิฏฐิมันก็บรรลุได้ แต่มันยาก มันไม่มีที่เปรียบ ก็ยาก _สู่แดนธรรม... เมื่อก่อน พ่อท่านเคยเปรียบเทียบ พระอรหันต์กับพระโพธิสัตว์ต้องอยู่ด้วยกันเหมือนเหรียญ 2 ด้าน เอาด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ พ่อครูว่า... ได้ ถ้าจะว่าไปแล้ว 2 ด้าน มันต้องมีด้านหนึ่งเป็นด้านหน้า อีกด้านหนึ่งเป็นด้านหนัง ด้านหนึ่งเป็นด้านสว่าง อีกด้านหนึ่งเป็นด้านมืด มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ความจริงก็โพธิ เป็นด้านสว่าง อรหันต์เป็นด้านมืด _สู่แดนธรรม... การหันหน้ามาควรหันด้านโพธิออกมา พ่อครูว่า... ใช่ ควรหันด้านโพธิออกมา ถ้าหันด้านอรหันต์ มันก็ยิ่งดิ่งลึกเข้าไปหาความมืด แล้วหลงเป็น สุภกิณหา หลงว่ามืดนี่แหละดี สุภะดี น่าได้น่ามีน่าเป็น แต่มืดๆๆๆ เดินเข้าไปหาความมืด หลงว่าเป็นนิโรธเป็นต้น ไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ในระดับ สุภกิณหา พูดกันไม่รู้เรื่องเลย กระตุกกันไม่ขึ้นเลย เอาหอกแทง เช้า 100 เล่ม กลางวัน 100เล่ม เย็น 100 เล่ม หมด หอกมีเท่าไหร่ _สู่แดนธรรม... เรามาพูดถึงอรหันต์ที่สัมมาทิฏฐิ พ่อท่าน จะหันด้านโพธิออกมา แท้จริงด้านที่เป็นอรหันต์ คือด้านที่มีหลักประกันว่า จิตของผู้ประเสริฐแล้ว แม้ไม่หันอีกด้านก็รู้ว่ามีฐานนั้นแล้ว พ่อครูว่า... ใช่ ไม่หลงสุขลงทุกข์อีกแล้ว อาตมาพูดไม่ได้แกล้งพูด ไม่ได้เสแสร้งพูดไม่ได้เอาของใครมาพูด แม้อาตมาเรียนตามพระพุทธเจ้า ก็พูดของตัวเองขณะนี้ ที่เข้าใจอย่างนี้แล้วเป็นอย่างนี้ ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นอย่างนั้นจึงเอาอย่างนั้นมาพูด เป็นอย่างนั้นไม่ได้มามี 2 มีแต่ 1 ยถาวาที ตถาการี เป็นอย่าง ยถาการี ตถาวาที ก็เป็นหนึ่ง อาตมาเป็นอย่างนี้ อาตมาถึงพูดอย่างนี้ พูดอย่างนี้ อาตมาก็เป็นอย่างนี้ 2 มันเป็นอย่างนี้ เข้าใจให้ได้ให้ดี เพราะฉะนั้น สัจจะพระพุทธเจ้าอาตมาเกิดมาในปางนี้จึงเห็นความจริง อาตมาเกิดมาเอาความจริง มาสาธยายธรรมมะหรือว่ามาแสดงงานทำงานอยู่ตั้งแต่บวชมา เริ่มมาจนถึงบัดนี้ อาตมามีแต่เรื่องความจริง เอาความจริงมาเปิดเผย เอาความจริงมาขยาย สาธยาย เอาความจริงมาแจก เอาความจริงมาให้ทุกๆคน แต่คนที่รู้ความจริงไม่ได้ มันก็ช่วยยาก นอกจากความจริงไม่ได้แล้วยังไม่เชื่ออีก หรือระแวง สงสัย อย่างนี้เป็นต้น มันก็ห้ามเขาไม่ได้คนจะมี 651021 อรหันต์คือด้านมืดเจโต โพธิสัตว์คือด้านสว่างปัญญา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ