ยากที่สุดในโลกนี่แหละคือความเป็น 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข24 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ยากที่สุดในโลกนี่แหละคือความเป็น 2 พ่อครูว่า... มาเข้าสู่คำอธิบายที่ว่า ยากที่สุดในโลกนี่แหละคือความเป็น 2 พูดมานานหลายทีแล้วเรื่องนี้ แล้วก็ยังจะพูดไปอีกต่อ อายุ 100 กว่าปีก็คงต้องพูดเรื่องนี้ เพราะมันเป็นเรื่องต้น และเป็นเรื่องปลาย จบ ในโลกนี้มีแต่ 2 กับ 1 กับ 0 นี่แหละเป็นเป้าหมายหลัก คือ 3 เส้า ที่ต้องศึกษา ถ้ารู้แจ้งรู้จริง ทำ 0 ได้ ทำ 1 ได้ อย่างเข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว คุณก็อยู่กับ 2 อย่างอาศัย 1 และจบด้วย 0 _สู่แดนธรรม... เราอยู่กับ 0 เรา มีความเป็น 0 นี่แหละเป็นที่อาศัย พ่อครูว่า... มีความเป็น 1 เป็นที่อาศัย มีความหยุดความไม่ต่อมันก็ 0 แล้วก็อยู่กับ 2 กับคนอื่นอนุโลมปฏิโลมอยู่กับโลกด้วย 2 _สู่แดนธรรม... นี่คือถ้ามันง่าย มันก็ง่ายอย่างนี้ แต่มันไม่ง่ายอย่างนี้ พ่อครูว่า... มันไม่ง่ายอย่างที่พูด ผู้ที่พูดได้ทำได้ ก็จะสามารถช่วยคนอื่นได้ แต่ถ้าผู้ที่ไม่รู้ บางคนอาจจะพูดได้แต่วน วนไปแล้วก็เมา วนหนักเข้าๆ ก็เมา เพราะตัวเองก็วน ซับซ้อนไม่รู้ว่าเข้าหรือออก ไม่รู้ว่าออกหรือเข้า ไม่รู้ว่าบนหรือล่าง ปนกันไปใหญ่ ก็จะเละ โดยที่ตัวเอง ผู้ที่ไม่รู้ว่า ตัววน เพราะว่าตัวเองสามารถขยายไปไกล แต่วนนะ เขาก็เลยไม่เมา ถ้าเขารวบความวนนั้นเข้ามาให้ใกล้เข้า ตอนนี้ล่ะ เขาเวียนหัว อ้วกแตกเลย เขาจะเมาเขาจะรู้ว่า เขาเอง เขาก็ไม่รู้เรื่องแล้ว สภาพ 2 มันจะเร็วเข้าเร็วๆๆ จนกระทั่งคุณเมา อะไรเว้ย ไม่รู้เรื่องเว้ย นี่ขนาดทำมือให้ดูนี้ยังช้านะ แต่คุณก็จะพยายามจับสภาพ 2 นั่นแหละ สภาพ 2 ก็จะหมุนจนกระทั่ง ไม่รู้เรื่องแล้ว เมา _สู่แดนธรรม... สรุปแล้วจะต้องแยกแยะมี 2 ฝ่ายให้ได้ ใช่มั้ยครับ พ่อครูว่า... ขยายเพิ่มขึ้น เทวะ ออกสำเนียง เดวะ ไม่รู้ว่าถูกผิดหรือไม่ แบบไทยๆ เทวะแบบไทยๆ จะ

อ่านต่อ

ใส่จุดหรือไม่ใส่จุดก็ช่าง เทฺว คือ 2 ทวิ หรือโท แจกวิภัชเป็นทเวยะ ได้ คำว่า 2 คำนี้ สภาวะ 2 นี้ เริ่มต้น ในโลก ที่รู้กัน เข้าใจกันง่ายๆก็คือ บวกกับลบ เป็นเรื่องของพลังงานในระดับอุตุนิยามหรือในเรื่องของวัตถุธรรม ไอน์สไตน์ค้นพบสภาวะ 2 อันนี้ แล้วก็ปรุงแต่งกัน เรียกว่า สัมพัทธภาพ สัมพันธ์กันปรุงแต่งกัน Relative จนกระทั่งถึง continuum มันชักจะเป็นสันตติ มันชักจะไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว มันนิ่งแล้ว แต่จริงๆมันปรุงแต่งกันอยู่ในนั้น อย่างนิ่งๆ continuing ออกมาเป็นปัจจุบันที่ช้าลง ยืดออกมาก็จะเห็นสภาพที่มันปรุงแต่งกันได้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้นๆ เพราะฉะนั้น ในสภาพของวัตถุ เราเรียนง่าย เพราะว่าเรามันเป็นนายมันได้ง่าย มันไม่มีตัวมันเอง พลังงานทางวัตถุหรือตัวตนของวัตถุดิน น้ำ ไฟ ลม เราจับมันมาจัดการ จับดิน น้ำไฟ ลม จับตัวตนของวัตถุ มันไม่ยึดตัวตน มันไม่มีตัวตน มาถึงขั้นพีชะ มันมีชีวะของมันเอง มันเริ่มมี I S H 3 เส้าแล้ว เริ่มมีตัวประธานคือตัวมันเอง แล้วมีพลังงานบวก พลังงานลบ _สู่แดนธรรม... อย่างนี้ถือว่า มีตัวตนแล้วใช่ไหมครับ แต่เป็นแค่ตัว ยังไม่ใช่ตัวตน พ่อครูว่า...ใช่เริ่มมีตัวตน ได้ มันไม่ใช่ตัว แต่มันยังไม่ใช่ตน ตัวนี้ภาษาไทย ตนก็ภาษาไทยได้ แต่มาจากพยัญชนะบาลีเลย ตะ นะ เลย แต่ ตัวนี้ก็มาจากภาษาบาลีเหมือนกัน ตะ วะ แต่ว่า ตะวะกับตะนะ ตะนะ เป็นตัวตนที่แข็งแน่น ใช้พยัญชนะวรรค ส่วน ตัว ใช้ ว ตุวังๆ ตว แยกกัน ตุวังๆ มึงๆกูๆ แยกกัน มาใช้เศษวรรค ย ร ล ว เป็นตัวที่ 4 ออกนอกของ 3 เส้า เป็นพลังงานที่แยกตัวตนออกไป เริ่มแแยกตัวตนออกไป _สู่แดนธรรม... พืช มีตัวตน ไม่แน่นถึงขั้นถึงตน พ่อครูว่า... ใช่ ไม่ยึดตัวตนทีเดียว คำว่า เป็นชีวะในระดับพืช มันก็ยึดตัว ในตนของมัน ยึดตัวเอง อย่างเป็นตัวเอง เป็นตัวกูของกูขึ้นมาเริ่มมา แต่ยังไม่ยึดมากจนกระทั่ง ใครมาแตะไม่ได้ ใครมาเบียดเบียนไม่ได้ อาฆาตมาดร้าย มีวิบาก ยัง คือพืชนี่ เริ่มเป็นชีวะแล้ว มีธาตุรู้ เริ่มมี I แล้ว มีตัวตนแล้ว มีตัวกูของกูขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ยึดมั่นถือมั่น ยึดแต่แค่ตัวเอง ไม่ไปยึดไม่มีพลังเข้าไปถือสาอันอื่น เพราะฉะนั้น ถ้าเรากินพืช เราเด็ดพืช เราฆ่าพืช ไม่มีกรรมไม่มีวิบาก ไม่ต้องเวียนวนมาใช้หนี้บาปใช้หนี้บุญกัน ตรงนี้แหละเป็นเรื่องที่สุดยาก ในเทวนิยม จะไม่เข้าใจในเรื่องต้องเวียนวนมาใช้หนี้บาปหนี้บุญ ในเทวนิยมในศาสนาที่เป็นพระเจ้า ไม่รู้เรื่องกรรมเรื่องวิบาก ไม่รู้เรื่องการใช้หนี้บาป ใช้หนี้บุญอะไรเลย ใช้หนี้กุศลอะไรกันเลย ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเขาจะยากที่จะมีเรื่อง บุพเพสันนิวาส การเกิดหมุนเวียนมาใช้หนี้กรรมวิบากชาติแล้วชาติเล่า เขาจะไม่รู้ ฉะนั้นมันไม่แปลกประหลาดหรอกในขณะนี้ ละครของหนังใหญ่หรือซีรีย์ที่มันไปชนะในระดับประกวดโลกตอนนี้ บุพเพสันนิวาส 2 มันชนะรางวัลที่ 1 เลย ของโลกเลย มันไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเรื่องใหม่ มันเป็นเรื่องที่ทำให้คนเขาตาพองโต ทึ่งเลย มนุษยชาติเป็นอย่างนี้ด้วยหรือ โลกเทวนิยมโลกข้างนอกเขาเริ่มเปิดแล้ว ละครหนังเรื่องที่ไปประกวดบุพเพสันนิวาส 2 ไปชนะมานี่ มันกำลังเบิกตาชาวโลกขึ้นมา _สู่แดนธรรม... ผมว่าจริงๆแล้วชาวยุโรปก็มีพื้นฐานนี้อยู่บ้าง พ่อครูว่า... คนมันพยายามที่จะต้องรับรู้อะไรที่เกิดขึ้น ในสิ่งที่มนุษย์เป็นได้ ลึกๆสัญชาตญาณหรือว่าปฏิภาณของคนเขาก็รู้ เอ็ง เป็นอย่างนี้มีอย่างนี้ด้วยเหรอ ข้า จะต้องเป็นอย่างนี้ด้วยหรือ ข้ารู้หรือไม่รู้เป็นหรือไม่เป็น ข้าไม่รู้ มันต้องมีอย่างนี้ด้วยหรือ มันเริ่มต้นจุดประกาย ตัว อัญญธาตุ เพราะฉะนั้น อัญญธาตุ คือธาตุใหม่ ธาตุรู้ ที่โลกเขายังไม่ค่อยรู้ ไทยจะเริ่มแพร่ ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตรธรรม จะค่อยๆเริ่มแพร่ๆๆ ไปเรื่อยๆ เขาเรียกคำอย่างเท่เลยว่า Soft Power จริง มันไม่ใช่ Hard Power มันไปอย่างนิ่งๆเย็นๆเป็นแบบโรแมนติกอิซึ่ม จะไม่ไปอย่างซาดิสซึ่ม จะไปอย่างโรแมนติกอิซึ่ม มันรับง่าย ซาดิสซึ่ม มันรับไม่ง่ายหรอก เพราะฉะนั้น คนที่มีจิตในระดับซาดิสซึ่มแล้วยังอีกนาน นาน พวกนี้จะแก้ไขได้ยากได้นาน จะเปลี่ยนแปลงยาก นาน _สู่แดนธรรม... ขอกลับมาตรงที่มนุษย์มีรากหรือสัตว์ก็มีรากเป็นตัวเป็นตนของฉัน ตอนนี้พ่อท่านถึงคำนี้แล้วครับ พ่อครูว่า... ราก ความเป็นตัวเป็นตนของฉัน เมื่อเป็นชีวะ มันจะมีชีวะ หยั่งราก ภาษาบาลีว่า มูลกาหรือมูลกะ ถ้ากะคือเอกพจน์ กา เป็นพหูพจน์ จะมีมูล เริ่มตั้งแต่ 1,2 จะมี 2 เสมอ เมื่อพูดกันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ แต่ต้องทำความเข้าใจให้สามารถทำความเป็น 1 ได้ ทำเป็น 0 ได้ นี่คือผลสำเร็จ เพราะฉะนั้น ต้องพูดถึงความเป็น 2 3 4 5 6 ปรุงแต่งกัน แล้วจะอนุโลมปฏิโลมอยู่ด้วยกันให้ได้อย่างไร กับ กลับมาเป็นตัวตนเอง ถ้ากลับมาเป็นตัวตนเองก็คือ มาอยู่กับตัวเราเองก็เป็นหนึ่งได้ พวกสุดโต่ง ในความเป็นหนึ่ง ก็จะอยู่แต่ผู้เดียวไปผู้เดียว นั่งผู้เดียว เดินผู้เดียว กินผู้เดียว อะไรแต่เพียงผู้เดียว เอ็งก็ตายผู้เดียว แล้วเอ็งก็ต้องปลูก ต้องฝัง ต้องขุด ต้องกิน เลี้ยงตัวเองผู้เดียว เอ็งอย่ามาอาศัยธรรมชาตินะ มันสุดโต่ง ซึ่งมันอยู่ไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ อย่างพวกเชน เขาก็อาศัยธรรมชาติ ดีไม่ดีบิณฑบาตคนอื่นด้วย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่เอ็งจะอยู่คนเดียวจริงๆ อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในความเป็นชีวะแล้ว มันมีตาย ส่วนความเป็นอุตุ เป็นวัตถุนั้น มันไม่มีตาย มันมีแต่เสื่อมสลายไปเฉยๆไม่มีคำว่าตาย ไม่มีเกิด ไม่มีตาย คำว่า ชีวะ มีเกิดกับตาย อุตุ มันยังไม่มี มันมีแต่เปลี่ยนแปลงไป หมดความเป็นสภาพแล้วก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ตัวตนด้วยนะ หมดความเป็นสภาพ หมดความเป็นสภาวะ _สู่แดนธรรม... ที่นี่ผมจะถามแทน ผู้ชมรายการ เพราะบางทีผมก็อาจไม่เข้าใจที่พ่อท่านสื่อมาก็ได้ เพราะว่าอาจกำหนดคนละอย่างกับพ่อท่าน ผมอยากรู้ว่าพ่อท่านพูดคำว่าเป็น 2 ผมก็นึกถึงความเป็น 2 ที่มันตรงกันข้ามกัน มันใช่อันนี้ไหมครับ พ่อครูว่า... ด้วย เอาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้ ท่านแบ่งไว้มี 3 Choice อุตุ พีชะ จิต เป็น 3 เส้าใหญ่ๆ อุตุ พีชะ จิต ทีนี้ในอุตุก็ตาม ก็ต้องเกี่ยวกับสอง ในพีชะ ก็เกี่ยวกันกับสอง ในจิตก็เกี่ยวกันกับสอง ทั้งนั้น ตลอด _สู่แดนธรรม... อุตุ ถ้ามันไม่เกี่ยวกับใครเลยก็เป็นธาตุของตัวมันเอง พ่อครูว่า... ใช่ แต่มันไม่มีตัวมันเอง มันมีธาตุของตัวมันเองแต่มันไม่มีตัวของมันเอง เป็นตัวกลางๆ ใครมาเปลี่ยนแปลงมันมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามผู้ที่มีอำนาจมาเป็นแปลง ผู้ที่มีพลังงานเหนือกว่ามาเปลี่ยนแปลง ให้พลังงานตัวตนตัวสภาพ พลังงานที่เหนือกว่าก็ไปเปลี่ยนแปลงพลังงานที่ด้อยกว่าได้ มันเป็นธรรมชาติของมัน _สู่แดนธรรม... ตัวอย่างชัดๆนะครับ อุณหธาตุ ธาตุไฟ บางทีมันจะไปเข้ากับธาตุลม มันก็ต้องมีเหตุ บางทีมันไม่เข้ากับธาตุลม มันถูกถ้าตื่นมาเบียดเบียน มันก็ต้องอาศัย 2 อย่างมาปรุงแต่งกันใช่มั้ยครับ พ่อครูว่า... ใช่ ไฟกับลม จนมาเป็นตัวตนของน้ำ มาเป็นตัวตนของดิน มันก็เป็นแปลงสภาพไป สรุปแล้วมันปรุงแต่งกับธาตุ 2 ธาตุ ตั้งแต่บวกกับลบ ขั้นอุตุ ทีนี้ อุตุ มันมีบวกกับลบเท่านั้น มันไม่มีความเป็นชีวะ มันก็ไม่มีชีวะมันก็ไม่มีเกิดไม่มีตาย จนกระทั่งมันสามารถที่จะมายึดตัวตนของมันเป็นชีวะ มันก็มีเกิดมีตาย เพราะฉะนั้นพืช เริ่มเกิดเริ่มตาย แต่ มันไม่ได้ยึดตัวตนของมัน เกิดก็เกิด เกิดได้ มีเชื้อให้เกิดมันก็เกิดได้ หมดเชื้อไม่ให้มันเกิดมันก็สลายเป็นอุตุ เท่านั้น ยังไม่มีนามธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อ ธาตุหรือชีวชาติของพีชะ ชีวชาติ ชีวะการเกิดของพืช ของพีชะ จึงเป็นชีวะที่ เกิด ตาย อย่างไม่มีความอาฆาตมาดร้ายหรือผูกพัน ไม่มีรักไม่มีชัง เพราะฉะนั้น ชีวะที่ตาย กับหมดความเป็นชีวะ ตาย ไม่ผูกพัน ในธาตุของชีวะ ในระดับพืชมันมีเชื้อ เชื้อเกิดของมัน เพราะฉะนั้นถ้าเชื้อของมันหมดฤทธิ์ สลาย มันก็สูญสลายเป็นอุตุ แต่เชื้อของมันยังรักษาเชื้อของชีวะของมันไว้ได้ พร้อมจะเกิด ในชีวะของพืช มันก็เกิดแล้วก็จะพยายามพัฒนาให้เป็นจิตเหมือนกัน _สู่แดนธรรม... ตรงนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังยาก พ่อครู… ยังยาก ยังข้ามขีดนี้ไม่ได้ หรือแม้แต่พุทธก็ตาม คนไหนอธิบายเก่งช่วยอาตมาด้วยเถอะ ไก่ตัวพี่ ที่สามารถที่จะรู้ประเด็นนี้ แม้เป็นไก่ตัวพี่ในประเด็นเดียวนี้ก็ได้ _สู่แดนธรรม... ผมเคยได้ยินพ่อท่านพูดอยู่ว่า นักวิทยาศาสตร์เขาก็รับรองว่า พืชที่จะเปลี่ยนแปลงพลังงานมาเป็นสัตว์ มันมีคำศัพท์ของมันอยู่ พ่อครูว่า... จริงๆมันข้ามมา แม้จะเพิ่มจากพืช เชื้อชีวิตของมัน จากพืชข้ามมาเป็นสัตว์ แม้จะเป็นสัตว์เซลล์เดียวเริ่มต้น มันเป็นความรู้ที่ละเอียดลึกมากเลย เขาเรียก nich แล้วมีสิ่งที่จะเกาะอยู่กับ nich ถ้ามันหมุนมันเคลื่อนก็ไปกับมัน แต่มันไปไม่ออก จนกว่า nich จะหลุดออกมาจากที่มันติดอยู่กับ มันหลุดออกมาเขาจะเกิด 2 ตัวแล้ว วงใหญ่นี่มันจะมีมากมีน้อย มีไซโตพลาสซึมอยู่ในนั้น มันก็ไม่เกี่ยวมัน ตัวใครตัวมันมันเป็นของมัน หลุดออกมามันก็เป็นตัวของมัน แม้อยู่ในวงวนของโพรโทพลาสซึม ที่มันหุ้มอยู่ในกรอบของมัน มันก็จะเป็นอิสระของมันอย่างชนิดหนึ่งแล้ว _สู่แดนธรรม... ความรู้อย่างนี้พ่อขุนรามคำแหงจึงประดิษฐ์เลข ๑ ไทยขึ้นมาใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... จาก 0 แล้วมีจุดที่ขยายออกมาจาก 0 เป็นปลายเปิดของหนึ่ง ๑ มันจะวนไปอีกกี่รอบเป็นล้านรอบหลายล้านรอบก็ตาม มันก็มีปลายเปิดไปเรื่อยๆ Infinity ไม่มีที่จบ เพราะฉะนั้น คนเรียนรู้ได้ระหว่าง คุณก็จับกรอบ ตีกรอบปริเฉท เอาแต่ละปริเฉทๆ เอามาศึกษาแล้วก็จะรู้รายละเอียดของมัน แล้วคุณจะทำตัวจบกับตัวขยาย ในกรอบของคุณนี่แหละ แล้วก็ทำกรอบของคุณให้จบ ขยายมาถึงขีดนี้แล้วก็จบนะ เป็น 0 นะไม่ใช่เป็น ๑ ขยายไปไม่รู้จบอย่างเมื่อกี้นี้ แต่ขยายออกมาแล้วเป็น 0 วน อยู่ในกรอบเก่าแล้วเข้าไปหาในในไปหาไม่ได้ก็วนออกมาข้างนอก วนออกมาข้างนอกไม่มีที่ออกไปอีก ก็วนเข้าไปหาข้างใน นั่นคือกรอบ ผู้รู้อย่างนี้สามารถทำความจบ ความเป็นอรหันต์ให้แก่ตัวเองได้ เพราะรู้กรอบแห่งขอบเขตที่ตัดตัวเองจะจัดการว่า จะให้มันเกิดหรือให้มันดับ ถ้าไม่เกิดไม่ดับ มันก็วน ก็รู้ความวน คุณจะวนไปเต็มรูปเท่าไหร่จะถึงจุดหนึ่งจุดตัวเอง จนกระทั่งขยายไม่ออกแล้ว มันจะคืออะไร แค่ไหนก็ตามแล้วก็ขยายออก ขยายออกแล้วก็เข้า เข้าแล้วก็ออก ถ้าคุณไม่รู้จักจุดจบคุณจบอรหันต์ไม่ได้ ถ้ารู้จุดจบเมื่อไหร่ อ๋อ..อย่างนี้เองหรือ ก็เกิดปัญญาอันยิ่ง ทำความจบให้แก่กรอบของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นอรหันต์ในโสดาบัน ก็จบในกรอบประมาณนี้ เช่น 3 เส้าในสังโยชน์ มีคำว่า กาย วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส 3 ความหมายนี้ครบเครื่อง 1. กายคือภาวะสอง วิจิกิจฉา รู้อย่างสัมมาทิฏฐินะ ภาวะสองนี้รู้อย่างสัมมาทิฏฐินะ สัมมาทิฏฐิคือมีทั้ง นามธรรมและรูปธรรม มีทั้งภายนอกมีทั้งภายใน มีทั้งตัวกู และตัวเอ็ง มีทั้งเราหรือเขา มีทั้งโลกและอัตตา อย่างนี้เป็นต้น นี่ขยายออกไปเรื่อยๆ หรือแม้แต่ที่สุดว่า ประเทศของกู กับทุกประเทศในโลก มันก็สัมพันธ์กันอยู่ ถ้าไม่สัมพันธ์กันอยู่คุณอยู่คนเดียวอยู่นิ่งๆไม่เกี่ยวข้องกับใครคุณก็สงบ เพราะฉะนั้นในลัทธิคนที่รักสงบ ก็พยายามจะอยู่แต่ผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใครจะผู้เดียวผู้เดียว อันนี้มันมีอยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 1 ในปัญญาสันนิบาต ตาลปุตตเถระคาถา เล่ม 26 [๓๙๙] เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ภูเขาและซอกเขา เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อันเศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความหวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะและโมหะได้แล้ว เที่ยวไปตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้ อันเป็นของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความตายและความเสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียวความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ เมื่อไรหนอ จักเราจึงได้ถือเอาซึ่งดาบอันคมกริบ คืออริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสียซึ่งลดาชาติ คือ ตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิดวนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอเมื่อไรหนอ พ่อครูว่า…อาตมาขออภัยอย่างสูงเลยตอนนี้ พูดแล้วนึกถึงมหาประยุทธ์ สงสารท่านเหมือนตาลปุตตะ ท่านเป็น learned man ท่านเป็นผู้คงแก่เรียน ท่านเรียนรู้มากแล้วก็อยู่กับความรู้ของท่าน ท่านไม่รู้ตัวเองท่านไม่รู้ กาย ไม่รู้การจัดปริเฉท เริ่มต้นเป็นโสดาบัน สกิทาคามี ท่านไม่มีจุดเริ่มต้น ท่านไม่มีจุดจบ ท่านเป็น ปทปรมะ ขออภัยที่อาตมาวิจารณ์ท่านมหาประยุทธ์ ท่านรู้มาก จำพุทธพจน์ก็มากสั่งสอนก็มาก แต่ท่านไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ ซึ่งสุดยอด อาตมาไม่รู้จะสงสารอย่างไรเพราะท่านเป็นปราชญ์ ท่านเป็นพหูสูต ท่านเป็นผู้ที่คงแก่เรียน เป็น learned man จริงๆ ยอมรับเลยเป็นความจริง แล้วมันก็เป็นภัยแก่ตัวเอง รู้มากก็เลยไม่รู้ที่จบ แล้วไม่ฟังผู้ที่จะรู้ที่จบอย่างอาตมา รู้จบรู้สรุปให้รู้ความเริ่มต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ท่านไม่ฟัง ท่านไม่ศรัทธา อันนี้มันบังคับกันไม่ได้ เพราะว่าท่านไม่มี ปรโตโฆษะ ท่านก็ไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ ท่านก็โยนิโสมนสิการไม่เป็น ซึ่งก็เข้าหลักของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งนั้น ถ้าอ่านหมด หมดเวลาวันนี้ คนที่สนใจไปเปิดหาอ่านเอา พระไตรปิฎก เล่ม 26 ข้อ 399

พ่อครูว่า... เรากลับมาสู่ภาวะ 2 ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ _สู่แดนธรรม... ผมนึกว่าพ่อท่านจะพักจิบน้ำ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ ก่อนหน้านั้นพ่อท่านเคยเขียนหนังสือ รู้คนขังสุข รู้คุกขังสัตว์ สาระสำคัญคือว่า พ่อท่าน เปรียบว่าการกลับคืนสู่นิพพาน ก็เหมือนกับการได้กลับคืนจากความยึดถือตัวตนที่เป็นตัวเป็นตนแบบสัตว์โลก ให้ย้อนกลับมาสู่ความเป็น พีชะ ผมเคยไปบอกเพื่อนว่า รู้ไหมว่า พระอรหันต์แท้จริงแล้วมีความหมายแค่เป็นพืช เพื่อนไม่เข้าใจ ทำไมต้องเป็นพืช เพราะพืชมันเห็นแก่ตัวน้อย พ่อครูว่า... มันมีแต่รูปขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ มันไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านสอนให้ลดจาก 2 มาเป็น 1 ก็คือ 2มันมาจากความเป็นสัตว์ มันยึด พ่อครูว่า... ลดจากความเป็น 5 ขันธ์ มาเหลือ 3 ขันธ์ คือรูป สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ แต่จริงๆแล้วคนมันมีครบ 5 ขันธ์ แม้มันจะทำตัวเองให้มี 3 ขันธ์ได้ เป็นพืช มี รูปสัญญา สังขาร แต่เป็นพืชที่พิเศษ เป็นพืชที่สามารถไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีอาฆาต ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีดูดไม่มีผลัก สำหรับอันอื่น มีแต่ดูดผลักของตัวเอง _สู่แดนธรรม... แต่พืชก็ปรุงแต่งผลออกมาเลี้ยงสัตว์โลก พ่อครูว่า... อันนี้ขยายไปอีกซึ่งมันเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นทำตนให้เป็นพืช และเป็นพืชที่มีชีวะ ไม่ใช่เป็นพืชที่เหมือนคนที่เป็นมนุษย์พืช นอนนิ่งกระดุ๊กกระดิ๊กอะไรไม่ได้ มีแต่ชีวะอยู่ในตัว ไม่ใช่ แต่เป็นมนุษย์ที่เป็นพืชชีวะ เป็นพืชที่ตื่นเต็ม เป็นพืชที่มีลีลากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอันสมบูรณ์บริบูรณ์ เป็นมนุษย์พืชที่มีสติสัมปชัญญะปัญญาเต็ม เป็นมนุษย์พืชที่รู้จักมูลสูตรครบ 10 เป็นพืชที่มีปัญญาอันยิ่ง ของมูลสูตร 10 _สู่แดนธรรม... ผมขอสรุปอย่างนี้ว่า เหมือนที่ผมแต่งเพลงต้นไม้แห่งจิตวิญญาณ ก็เพราะว่า มันไม่ใช่ต้นไม้ที่เป็นต้นไม้ แต่ วิญญาณนี้มันมีคุณภาพที่ไม่เห็นแก่ตัวเหมือนสัตว์ แต่ว่ามีประโยชน์เหมือนต้นไม้ก็เลยเป็นต้นไม้ที่มีวิญญาณ ปกติต้นไม้มันไม่มีวิญญาณ พระอรหันต์ก็คือคนอย่างนั้น พ่อครูว่า... ใช่ ต้นไม้ยังไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ต้นไม้ที่มีวิญญาณนี่แหละคือพระอรหันต์หรือจริงๆคือพระโพธิสัตว์ อรหันต์หรือพระโพธิสัตว์ เมื่อพูดถึงอรหันต์กับพระโพธิสัตว์ มีผู้แสดงความเห็นอันนี้มาก่อนแล้วคือคุณใบฟ้านาวาบุญนิยม แสดงความเห็นมาก่อนแล้ว กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าฯค่ะ กราบเสนอ.. อรหันต์:เด่นทำ โพธิสัตว์:เด่นสอน เด่นพูด ความแตกต่างระหว่าง "อรหันต์" และ"โพธิสัตว์"

อรหันต์: ด้านมืดคือเจโต โพธิสัตว์:ด้านสว่างคือปัญญา

อรหันต์:เป็นก่อนโพธิสัตว์ โพธิสัตว์:เป็นหลังอรหันต์

อรหันต์:มุ่งประโยชน์ตน โพธิสัตว์:มุ่งประโยชน์ท่าน

อรหันต์:static โพธิสัตว์:dynamic

อรหันต์:นิวเคลียร์ฟิวชั่น โพธิสัตว์:นิวเคลียร์ฟิชชัน พ่อครูว่า... อันนี้ดูเหมือนจะกลับกัน นิวเคลียร์ฟิวชั่นคือมันสภาพโค้งรวม มาเป็นตัวตน ส่วนฟิชชั่นนั้นไม่มีตัวตนเลย ไปหนึ่งเดียวถ่ายเดียว One Way Traffic เลย ไปแล้วหายจ้อยเลยตรงเส้น ตรงไม่มีเส้นโค้ง คือความหมายสุดท้าย 2 อันนี้มันเป็นสิริมหามายา โฟตอนกับควันตั้ม เขาเถียงกันไม่จบหรอก ก็เถียงกันใครไปยึดด้านไหน แล้วเขาก็ยึดมั่นนั้นมาเถียงกัน ถ้าเกิดว่าคุณเข้าใจอย่างนั้น เราเข้าใจอย่างนี้มันก็จบ คุณเข้าใจว่า ควอนตั้มคือ Static โฟตอนคือ Dynamic แต่อีกคนหนึ่งบอก ไม่ใช่ โฟตอนคือ Static ควอนตั้มคือ Dynamic อ๋อ.. คุณเข้าใจงั้นเหรอ จบ ก็ต่างคนต่างเข้าใจ ต่างกันแล้ว เป็นนานาสังวาส ก็จบ _สู่แดนธรรม... เหมือนที่ตอนต้นรายการคนหนึ่งบอกว่า จิตเป็นอนัตตาควบคุมไม่ได้ กับชีวิตที่เป็นอัตตาควบคุมได้

อรหันต์:เด่นสอน/พูด โพธิสัตว์:เด่นทำ

อรหันต์:ปัจเจกบุคคล โพธิสัตว์:บุคคลสาธารณะ

อรหันต์:พระปัจเจกพุทธเจ้า โพธิสัตว์:พระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า

พ่อครูว่า... ก็ถูก ถูกต้อง ค่อยๆศึกษาไปอย่างนี้เราจะค่อยๆใจในสภาพ เข้ามาสู่การเป็นสภาพ 2 สภาพ 2 ของอุตุ คือ บวกกับลบ เป็นอุตุ พอเริ่มเป็นชีวะ เริ่มต้นชีวะตั้งแต่ระดับพืชก็มีเกิดมีตาย ยังไม่เป็นนามธรรม เป็นชีวะ เป็นแค่รูป และแค่สัญญากับสังขาร เป็นสภาพที่มีตัวสัญญากับสังขาร เป็นตัวที่ทำงาน เริ่มกำหนดรู้ กับเริ่มปรุงแต่งเป็นตัวตน เรียกว่าสัญญากับสังขาร เพราะงั้น เจ้าตัวนี้มันจะอยู่กับตัวตนไม่ไปเที่ยวระรานใคร มันไม่มีวิบากสืบต่อ มันมีเชื้อชีวิตอยู่ของมันเท่านั้น ถ้าเชื้อชีวิตของมันมันเป็นสปอร์ ตัวเชื้อของมัน มันยังไม่หมดฤทธิ์ของความเป็นเชื้อของมันมันก็จะงอกต่อ มันได้เหตุปัจจัยงอกต่อ ถ้าไม่ได้เหตุปัจจัยมันก็จะฝ่อและสูญสลายไป _สู่แดนธรรม... แสดงว่าพืชมีเจตนามุ่งหมาย พ่อครู… จะว่าเป็นเจตนาก็ไม่เจตนา กึ่งเจตนา มันมีกรอบของมันที่จะต่อชีวะ แต่มันไม่มี ยังไม่สามารถที่จะออกนอกกรอบชีวะของมันขึ้นไปเป็นสัตว์ นี่ก็นิยามไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ทีนี้ความตายความเกิดของพืช กับความตายความเกิดของสัตว์ ความตายความเกิดของพืช ไม่มีภพไม่มีชาติ ส่วนความตายของสัตว์ มีภพมีชาติ มีตัวกูของกู ข้ามภพข้ามชาติ คำว่า ตัวกูของกูข้ามภพข้ามชาติ นี่แหละ เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะมีปัญญาอันยิ่งที่จะหยั่งรู้ได้ แม้แต่ชาวพุทธเอง ก็ไม่ใช่สามารถที่จะจัดการพลังงานธาตุจิตของตัวเอง ให้เป็นธาตุจิตที่ ผู้สามารถรู้ว่า ทำตายทำเกิด อย่างสมบูรณ์แบบได้ อย่างพระอรหันต์ เริ่มต้นเรียกได้ว่าผู้นี้เป็นอรหันต์ จะเริ่มต้นเรียกผู้นี้ว่าเป็นอรหันต์ได้ ต้องรู้กรอบของความคิด ความยึดของตนเอง ว่าตนเองยึดกรอบความคิด อันนี้ของตัวเอง ความยึดก็ดีถือก็ดีของตนเอง ว่าอันนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ มีอย่างนี้ ไม่มีปล่อยไม่มีวาง คุณก็เป็นอรหันต์ไม่ได้ คุณต้องเลิกว่า ไอ้ที่คุณยึดคุณถือคุณนับเอาเป็นตัวตน หมดไม่ได้ ปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้ นี่แหละคุณยังไม่หมดตัวตนได้ คุณเป็นแต่เพียงเข้าใจด้วยตรรกะ ด้วยความหมายของภาษาว่า จิตคุณจะวาง ไม่ยึด อันนี้เป็นตัวเป็นตน เช่น คุณไปติด ถ้าคุณไปติดของหยาบ ติดสิ่งเสพติด พิษมันร้าย ดีไม่ดีมันเอาประสาทเสียคลั่งอย่างในตัวอย่าง คุณก็กลัว กลัว ก็ไม่เอาแล้ว คุณก็เลิก ไม่ยึด พอเลิกไม่ยึด อาการที่คุณเลิกไม่ยึดได้โดยจิตคุณไม่ยึด นี่แหละมันคือ การปล่อยวาง มันคือการเลิกยึดมาเป็นตัวกูของกูแล้ว แล้วคุณติดอะไรมัน คุณติดว่า แหม มันสุข ต้องใช้คำว่าสุข สุ ขะ, ข คือว่าง สุ คือดี สุขเป็นผีหลอก ตัวลึกมากเลย สุขนี่ พยัญชนะคือ สุ กับ ข คือว่าง มันไม่มีอะไรเลยแต่คุณไปสมมุติว่ามันมีตัวตน มันมีอะไร มีตัวกูของกู มีตัวอร่อย มีตัวเป็นแดนที่แสนชอบ แดนที่แสนชอบเป็นสัมภวะ เป็นแดนเกิดอันแสนชอบ สัมภวะ ก็เลยเป็นภวะ เป็นภพ เป็นสัมภวะ หรือ ปภวะ หาที่เกิด สัมภวะหรือปภวะ ใช้พยัญชนะไม่มีอะไรจะสื่อแล้ว ต้องใช้ภาษาอธิวจนสัมผัสโส ต้องรู้กันได้ด้วยการสัมผัสแล้ว ไม่ใช่สภาวะปฏิฆสัมผัสโส คือ นามธรรมที่ยังไม่ตั้งชื่อ มันสื่อกันไม่ได้แล้วก็ขอใช้ อธิวจนสัมผัสโส _สู่แดนธรรม... ผมขอถอยคำว่าสัมภเวสี คือ อาการที่จิตมันดิ้นรนอยากเกิด พ่อครูว่า... ที่จริงแล้ว ปภวะกับสัมภวะ ปภวะนี่หยาบกว่าสัมภวะ สัมภวะนี้ละเอียดกว่าปภวะ ตัวตน ปภวะมากว่าตัวตนของสัมภวะ สัมภวะเป็นตัวตนที่ละเอียดอ่อนกว่าหรือน้อยกว่า ปภวะ เป็นตัวตนที่หยาบกว่า เรามาพูดถึง ชีวะกับพืชกับจิต พืช ธาตุรู้ของมันยังไม่ชื่อว่าเป็นนามธรรม ไม่ข้ามภพข้ามชาติ ไม่รักไม่ชัง ไม่ผูกพัน กับตัวอื่น รักชังของตัวเองก็เกี่ยวกับตัวเองเท่านั้น ยังไม่เรียกว่านามธรรม มันตายมันเกิดก็เฉพาะตัวของมัน จะเรียกว่ามันข้ามภพข้ามชาติ ตัวมันเองก็ในเชื้อของมันข้ามของมันเอง แต่มันไม่เกี่ยวกับใคร ไม่มีบุพเพสันนิวาสกับใคร _สู่แดนธรรม... มันไม่มีความหมายปอง พ่อครูว่า... ซึ่งพลังงานบวกกับพลังงานลบที่เป็นชีวะ ขั้นพืชก็กล่าวถึงมาแล้ว ทีนี้ขั้นจิต เป็นสัตว์เป็นมนุษย์ จะเริ่มตั้งแต่เซลล์เดียวก็ตาม ตัวธาตุจิต ที่เริ่มเป็นสัตว์เซลล์เดียวเกาะยึดเป็นตัวกูของกูขึ้นมาเลย เป็นกรรมวิบากผูกพัน มากกว่า ish เพิ่มเป็น 4 เป็น 5 แล้ว ถ้าเป็นตัว 5 เลย มี ย ร ล ว ส เศษวรรค ตัวตนที่ 5 ตัวที่ 5 คือตัวครึ่งหนึ่งของ 9 เป็นตัวกลางของ 9 ถ้าคุณเองคุณยึดตัว 5 เป็นตัวกูของกูเมื่อไหร่ คุณออกไปเป็น 10 คุณจะไปต่อเลยเป็น 10 เป็น 20 เป็น 30 เป็น 40 เป็น Infinity แต่ถ้าคุณไม่ต่อ 5 คุณไม่ต่อ คุณกลับมาหา 4 , 4ของคุณก็จะวนมาหา 8 มันไม่ไป10 มันถอย แต่ถ้าคุณ 5 คุณจะไปเป็น 9 เป็น 10 แต่ถ้าคุณถอยมาเป็น 4 มันจะเป็น 8 มาเป็น 6 มาเป็น 4 มาเป็น 2 มาเหลือแค่ 1 กับ 0 _สู่แดนธรรม... ถ้าเป็นพยัญชนะจะเป็นอะไรครับ พ่อครูว่า... ก็เหลือ ย แล้วเขาก็เลยเอา อะ มาใส่เป็นอะยะ ก็เริ่มเป็น 2 ธาตุ เป็นบวกกับลบ 2 ถ้าบวกกับลบเข้ามาสัมพันธ์กันเกี่ยวกับการ ดูดกันก็เรียกว่า ยางเหนียว อะยะ มันจะเริ่มต้นไปต่อไปเรื่อยๆเลย อยะ สยะ เริ่ม อะ แล้วก็มี ย ร ล ว ส เดี๋ยวมันจะละเอียดเกินไป เมื่อเป็นพืชมีบวกกับลบ เป็นสองธาตุ แน่นอนเป็นพลังงานบวกกับลบ มาเป็นพืชก็มีบวกลบ มาเป็นสัตว์

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน