วิปัสสนูปกิเลส 10 ของสายฟุ้งซ่าน.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิปัสสนูปกิเลส 10 ของสายฟุ้งซ่าน พ่อครูว่า... อาตมาอธิบายธรรมะในชาตินี้ ปางนี้ เป็นการเอาโลกุตรธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาสถาปนาลงไปในโลกที่เสื่อมไปจากโลกุตระ เสื่อมจากธรรมะพระพุทธเจ้าไปหมดสิ้นแล้ว ก็ขอยืนยันว่า อาตมาเป็นโพธิ อาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นพระบุตรจริงๆ เป็นพระบุตรที่เป็นสารีปุตโต เป็นสารีบุตรที่นำเอาทั้งธัมมานุสารี นำเอาทั้งสัทธานุสารี สาระที่ทั้งศรัทธาและปัญญา สัทธานุสารีและ ธัมมานุสารีมาพร้อม ที่จริงอาตมาเป็นปัญญาวิมุติ แต่ผู้ อุภโตภาควิมุติ เป็นสายเจโต แต่จะช้ากว่าสายปัญญา พวกที่น่าสงสารไปหลงอยู่ใน วิปัสสนูปกิเลส ๑. โอภาส (แสงสว่าง) ๒. ญาณ (ความหยั่งรู้) ๓. ปีติ (ความอิ่มใจ) ๔. ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น) ๕. สุข (ความสุขสบายใจ) ๖. อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) ๗. ปัคคาหะ (ความเพียร) ๘. อุปัฏฐาน (สติแก่กล้า) ๙. อุเบกขา (ความมีจิตเฉยๆ) ๑๐. นิกันติ (ความพอใจ, ติดใจ) เพราะฉะนั้นเขาจะจบด้วยความไม่จบ จบด้วย นิกันตะ ความดิ้นรนปรารถนาไม่จบ คือมันวน ถึงเรียกว่าเป็นอุปกิเลส มันไม่จบมันสรุปไม่เป็น มันไม่รู้ โอภาส ความสงบ สว่างเกิน พร่าหมด กระจายเกินไป ญาณรู้ รู้แจังแล้ว มีกรอบ มีขอบมีเขตจบ แต่ก็จบไม่ลง สรุปญาณไม่ได้ ยิ่งมีปิติแล้ว อุพเพงคาปีติ ปีติที่มันมากก็ไปติดหรือผรณาปีติ แผ่ซ่าน ไม่หมดไปจากตัวเลย มันก็เลยไม่หมด หรือสงบปัสสัทธิ ก็ยิ่งโง่ ยิ่งติด หรือสุขจม ไม่รู้จักสภาวะของความสุข ยิ่งอธิโมก ก็ยิ่งเชื่อๆๆแบบนี้ โน้มไปหาความเชื่อแบบผิด เสร็จแล้วก็ยังมีความเพียรอยู่นะ จิตก็ยิ่งสะสม อุปัฏฐานะ สะสมส่วนที่ได้มาก เสร็จแล้วพอได้คิดได้มีปฏิภาณก็บอกว่าอุเบกขาที่แปลว่า วางเฉย ที่จริงอุเบกขาคือความบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส ก็จบในกรอบของมันอยู่แล้ว จบ
อ่านต่อ
เป็นความวางเฉย แต่มันก็เพี้ยนๆกันอยู่ ไม่ทุกข์ไม่สุข วางเฉย ไม่ใช่ เอาที่เจตสิก จิตสะอาดจากกิเลสมันก็จบแล้วนี่ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คุณก็เข้าใจสภาวะองค์ธรรม 5 ของอุเบกขาให้ได้สิ ถ้าคุณทำสภาวะ เข้าใจสภาวะ โดยเฉพาะองค์ 5 ของอุเบกขา คุณเข้าใจไม่ได้ คุณจบไม่ลงหรอก คุณไม่มีสภาวะคุณไม่รู้เรื่อง คุณก็จะวนไปเป็น โอกกันติ ตลอดกาลนาน นี่คือวิปัสสนูปกิเลส 10 คนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อาตมาก็เห็น คนบางคนก็มากไปทางนั้นทางนี้ เห็นแล้ว จริงๆอาตมารู้อยู่ว่า ตัวเองเกิดมาในปางนี้ เป็นปางน่าเกลียด เป็นปางน่าชัง เป็น อภัพพบุคคล เป็นคนที่เกิดมาอาภัพ ไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องน่าดู มันดูเหมือนมันน่าไม่ดู มันไม่น่าดู ได้แต่พูดเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ตำหนิแต่ความไม่ถูกต้อง ไม่ชมสิ่งที่ถูกต้อง ก็มาชมสิ่งที่พวกเราเป็น สิ่งที่เขาเป็นนั้น ชมไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็เลยต้องยิ่งแต่ตำหนิ เพื่อให้ตำหนิให้เขาเข้าใจ ตื่นมาเป็นสิ่งที่ถูก คนที่ถูก ไม่ต้องไปชมมันหรอก มันถูก มันดีอยู่แล้วมันก็ดีไปสิ ช่วยคนที่ไม่ดี คนที่ไม่รู้ให้รู้ มันก็ได้แค่นั้น 651021 อรหันต์คือด้านมืดเจโต โพธิสัตว์คือด้านสว่างปัญญา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ