ไม่มีผัสสะ ไม่มีการปฏิบัติกามในกวฬิงการาหารได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข12 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

ไม่มีผัสสะ ไม่มีการปฏิบัติกามในกวฬิงการาหารได้ ล. 16 3. ปุตตมังสสูตร [240] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร 4 อย่างนั้นคือ 1. กวฬิงการาหาร หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง 2. ผัสสาหาร 3. มโนสัญเจตนาหาร 4. วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ พ่อครูว่า…กวฬิงการาหาร เป็นสิ่งที่จะให้สัตว์โลกที่เกิดมาแล้วใช้มีอาศัยอยู่ ไม่มีไม่ได้ กวฬิงการาหาร ต้องมี ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์เชื้อชาติไหนก็แล้ว ทุกศาสนาทุกชาติต้องมีอาหาร ให้สัตว์โลก คนก็เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง ต้องรู้ว่าต้องมีอันนี้ ต้องเรียนรู้มัน หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด กวฬิงการาหาร นอกจากเป็นอาหารที่ทำให้ดำรงอยู่แล้วยังเป็นอาหารที่อนุเคราะห์ช่วยเหลือแก่เหล่าสัตว์ ดำรงชีวิตอยู่ สัตว์ที่แสวงหาที่เกิดคือสัมภเวสี คือจิตวิญญาณที่หาที่เกิดไม่ได้ ถ้ามีที่เกิดมันก็จะมาเห็น มารู้ มาพบ อย่างดีก็ได้พบพระพุทธเจ้า ได้มาพบสัตบุรุษ ได้มาพบผู้อยู่ในฐานะครู ได้มาพบมนุษย์ด้วยกัน แล้วมันก็จะได้ดำเนินไป ถ้าดำเนินด้วยอวิชชา ไม่พยายามแสวงหาความรู้ที่เป็น วิชชา คุณจะจมด้วยอวิชชา หรือคุณแสวงหา แต่คุณยังไม่ได้พบสัตบุรุษ ไม่ได้พบศาสนาพุทธ ไม่ได้พบพระพุทธเจ้า คุณก็ได้แต่รู้วิชาที่ไม่ใช่โลกุตระ ไม่พ้นอวิชชาได้เลย คุณก็จะวนเวียนอยู่ในโลก อย่างดีก็จะได้เก่งเป็นสัตว์ที่ดีเป็นมนุษย์มีจิตที่ดี ดี เลิกชั่วได้ เป

อ่านต่อ

็นสัตว์ดีหรือเป็นคนดี ได้แต่แค่ดี ละชั่วประพฤติแต่ดีเท่านี้แหละ เป็นโลกียะไม่สามารถเป็นโลกุตระที่รู้จักสุขจักทุกข์และดับสุขดับทุกข์ปรินิพพานเลย..ไม่มี ผู้ที่เรียนละชั่วประพฤติดี สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลัสสูปสัมปทา ว่าละชั่วประพฤติดี ผิดหมด ไม่ใช่ เพราะชั่วไม่ใช่สัพพปาปัสสะอะกะระณัง ชั่วคำนี้หมายถึงบาปไม่ใช่ดีชั่วโลกีย์ บาป ไม่ใช่ชั่วสามัญของโลกีย์แต่บาปคือกิเลส ไม่มีบาปก็ไม่มีกิเลสไม่ใช่ไม่มีชั่ว ถ้าแยกบาปกับชั่วกับกิเลสไม่ออกว่าต่างกันอย่างไร ชั่วรวมโลกีย์หมดแต่ไม่รู้จักกิเลส ชั่วคือเลวต่ำ ไม่ดี ของโลกีย์ทั้งหมด แต่เขาไม่รู้ว่าเหตุที่ทำให้เลวก็คือกิเลส เขาไม่ได้เรียนกิเลสเลย โลกียะไม่ได้เรียนรู้กิเลส เรียนก็มิจฉาทิฏฐิ เหมือนชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิก็เรียนรู้ไม่รู้จักกิเลส ไม่สามารถเข้าไปจับอาการจิต รูปจิต อรูปจิต รู้ตั้งแต่กามจิตก่อน ทำลายเลยกำจัดเปลือกข้างนอกของไม้ออกก่อน จากเปลือกก็จะเป็นกระพี้ของไม้ ก็มาเอากระพี้นี้ออกไปอีก เข้าไปจนเหลือแกนในคือแก่น ถึงจะเป็นไปตามลำดับ การหลับตาไม่มีอะไรพวกนี้สักอย่าง ไม่มีเลย ได้แต่สร้างภพชาติ เหมือนพวกนักศิลปินเพ้อเจ้อ ขีดเขียน บอกว่ายอดเยี่ยม ไม่รู้มันเป็นอะไร แล้วพวกนี้คือพวกหาเทคนิคในการที่จะเอาเหตุปัจจัยที่จะเอามาผสมกันได้แล้วก็ทำให้แปลกๆๆ แล้วสมมุติว่านี่แหละคือศิลปะของข้างานของข้านี่แหละคือศิลปะ ใครดูแล้วอ่านออกอันนั้นน่ะเก่ง ใครดูไม่เก่งก็บอกว่าหัวไม่ถึงเท่านั้นเอง ทุกวันนี้เห็นพวกปั้นยังมีดินน้ำลมไฟให้สัมผัส แต่พวกสีนี้ก็สัมผัสได้น้อยกว่า อาตมาเห็นศิลปินใหญ่ที่งานเขาเอาเข้าพิพิธภัณฑ์พันล้าน พูดแล้วเมื่อยจริงๆ ไม่รู้จะว่าอย่างไร อาตมาเรียนศิลปะมาแต่ไม่ได้ใช้ศิลปะในการทำมาหากิน แต่อาตมาใช้ศิลปะสื่อโลกุตระ จะใช้ศิลปะด้านไหนก็แล้วแต่ แต่ด้านที่ใช้มากที่สุดก็คือทางด้านวรรณกรรม ใช้ศิลปะทางคีตะวาทิตะ ในทางเสียงในทางภาษา เป็นสื่อออกไปให้พวกเราได้รับรู้มาก ศิลปะของอาตมา สื่อทางนัจจะ คีตะ วาทิตะ ท่าทางลีลากับสุ้มเสียงสำเนียง ภาษาเอามาประกอบสื่อให้พวกเราเข้าใจ อาตมาทำงานศิลปะสื่อความหมายของโลกุตรธรรมให้เขาเข้าใจให้รู้แล้วเอามาปฏิบัติได้ลดละกิเลสได้ จนกระทั่งพวกคุณสามารถฟังแล้วเข้าใจได้เอามาปฏิบัติได้จึงออกมา ละโลกโลกีย์ ลาภยศสรรเสริญทิ้งโลกียสุขมา แต่ก่อนนี้ก็มุ่งมั่ววุ่นวาย อยู่กับความสุขทางโน้นเดี๋ยวนี้ก็ไม่แล้ว โหยหากลับคืนไปไหม...ไม่ โอ้โห เขายังแย่งชิงสุขสำราญกับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขกัน เขาได้มากมายกันนะวันๆนึงอวดอ้างโชว์กัน ไม่รู้สึกริษยาเขาหรือ มันต้องเข้าใจจิตของเราจริงๆว่า เราเลิกออกมาหลุดออกมาได้ มันไม่มีรสชาติ มันไม่มีความสุขความพอใจความรื่นรมย์กับรสชาติอย่างโลกีย์ มันจะเหลืออยู่บ้าง เปรียบเทียบได้ในตัวเราแต่ก่อนเราจัดจ้านมากมายใน ลาภยศสรรเสริญสุขต่างๆ แต่เดี๋ยวนี้มันจางคลายมันเบาบางลง ผู้ใดถึงอรหัตตผล ก็ไม่ใช่เบาบาง แต่หมด จิตของเราก็สักแต่ว่ารู้เข้าใจๆ มันมีคนที่เขาติดเขายึดก็เห็น ในรูปธรรมเราไม่มีแล้ว ในนามธรรมเราก็อ่านตรวจสอบพิจารณา เมื่อสัมผัสอย่างที่เขาสัมผัสกันก็ไม่มีอาการที่มันจะกระดิ๊กกระดี๊ขึ้นมา ยินดีขึ้นมา ยินร้ายขึ้นมา หากว่าไม่ยินดีแล้วยังยินร้ายยังไปดูถูกผู้อื่นดูถูกดูแคลนผู้ที่เขายังหลงติดอยู่ ยังหอบหวงหามดูดดึงอยู่ ยังไม่ยอมทิ้งได้จริงๆ ก็ไปเดียดฉันท์เขา ไปข่มเขา อย่างนี้ก็ยังเลว เราก็เออ น่าสงสารไม่ได้ไปข่มไปเดียดฉันท์ ดูหมิ่นดูแคลน ซึ่งเขาก็น่าสงสารที่เขายังติด ยังยึด ยังหลงอยู่นะ หากคุณอยู่ในฐานะที่ตำหนิได้ก็ตำหนิ ตำหนิได้ยังเก่งโดยที่เขาไม่เอาคนตาย ให้ระวัง ไปตำหนิเขา เขาตอบโต้มาเขาโกรธเคือง ตำหนิอย่างแรงๆ ตำหนิยังไม่มีบารมี ไปตำหนิเขามันก็เกินบารมี ตาย เขาตอบโต้ อย่างเช่นอาตมาตอนนี้แรงเขาก็ไม่กล้า เพราะว่าเก่งในการยกตัวอย่างพระไตรปิฎก สิ่งที่จะหยิบจับอะไรที่มายืนยันว่านี่แหละคือของพระพุทธเจ้าเขาก็จะกลัว เพราะอาตมามียันต์ของพระพุทธเจ้า ผีก็จะถอยไปเลย

กวฬิงการาหาร ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือ ใครก็ต้องกิน พระอรหันต์พระโพธิสัตว์ ต้องกินอาหารทั้งนั้น ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่คุณเอามาใช้ปฏิบัติได้ทุกคน แล้วคุณต้องมีอยู่ในทุกคนด้วย ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส นี่แหละเรียนรู้มันแล้วปรุง เรียนรู้สิ่งที่มันเป็นกิเลสใหญ่เป็นเหตุเป็นปัจจัยในอันนี้ เรียนให้จริงรู้จริงแล้วละล้างตัวเหตุกำจัดเหตุอันนี้ให้ได้มันมีทุกคนเลยไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนหรอก เพราะเมื่อเวลาคุณเอามาเรียนแล้วมี กวฬิงการาหาร ต้องผัสสะ กวฬิงการาหาร คุณไม่มาเรียนโดยไม่มีผัสสะ คุณนั่งหลับตาเวลาคุณกินคุณก็ไม่มีผัสสะเพราะคุณไม่ได้เรียนรู้ให้ปฏิบัติตอนลืมตา คุณก็ไปปฏิบัติตอนหลับตาเท่านั้น เรื่องหลับตานั้นความจริงแล้วไม่ต้องทำด้วยไม่ต้องเรียนพระพุทธเจ้าไม่ได้สอน พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกินนี่แหละ จะกินเมื่อไหร่ก็ตั้งท่าเลย ให้ปัจจเวกขณ์ด้วย ปฏิสังขาโยนิโสฯ ท่องก่อนกินด้วย เสร็จแล้วกินแล้วไม่ได้พิจารณาไม่ได้เรียนเลย เรียนก็เรียนไม่ชัดเจน ว่า อันนี้แหละคือกรรมฐานแท้ๆๆ มีเวทนา มีผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงจะเกิดเวทนา คุณกินเมื่อไหร่ก็เกิดเวทนา สุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ให้เรียน ผัสสะแล้วจะเกิดเวทนา 3 ก็เรียนรู้ตามอันนี้ สุขทุกข์ เรียนรู้อาการความสุขนี้เป็นผีเป็นมายา ที่จริงพระพุทธเจ้าบอกว่ามันเป็นมายาหมด ไม่มีหรอกสุขทุกข์มันเป็นอนัตตา มันเป็นกระดาษ 2 หน้า มันหลอกเรา อย่างที่อาตมาอธิบายไปมากมายต้องเรียนรู้มัน มันหลอกเรามันไม่มีจริง ที่นี้มันไม่มีจริงแต่เราไปหลงเสพติดมันอยู่มีตัณหาไม่คลายมีการปรุงแต่งในจิตเรียกว่ามโนสัญเจตนาหาร มีการปรุงแต่งในจิต แล้วมีวิญญาณมีเจตนา เพราะมันมีเจตนาที่ยังหยาบอยู่ อาหาร 4 (เครื่องยังสัตว์ให้อยู่ได้) 1. กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) 4. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244)

หยาบ เริ่มต้นภายนอกเลยคือกามตัณหา อันที่ 3 มโนสัญเจตนาของอาหาร 4 คำว่า มโน กับ สัญญา สัญญากำหนดรู้ กำหนดด้วยตัณหา ตัณหาคือ มันมีเจตนาเจตนาจะเอาเอาอะไรเอากาม

มันยังหยาบกาม ก็ต้องมาเรียนรู้กามก่อนมันหยาบ เป็นกามฉันทะกำหนดรู้ความกำหนัดยินดี สัญญ กำหนดอายุความกำหนดรู้ดีๆซึ่งเกิดจากเบญจกามคุณ มันมีเจตนาเช่นเจตนาอยากได้มันรักมันหลงว่าเป็นกามคุณทางตา ทางหูจมูกลิ้นกาย ไม่ใช่กามโทษ ไม่รู้จักกามโทษไม่คิดว่าเป็นกามโทษ ไม่คิดว่าเป็นกามทีนวะ แต่ไปคิดแต่ว่า เป็นกามคุณ เป็นสวรรค์ ที่จริงแล้วมันเป็นนรกเป็นกามโทษ มันหลอกคุณว่าเป็นกามคุณ ตัวจริงมันคือกามโทษ กามาทีนวะ เราจะได้รู้ว่าเราหลงผิดไม่มีใครมาบอกให้เราชัดเจนวันนี้มีคนบอกให้ชัดเจนขึ้นบ้างคงจะพอเข้าใจนะ แต่ในจิตของคุณมันรู้สึกได้สมใจไหมถ้าสมใจก็เป็นความทุกข์อยู่ แต่ไม่หรอกเพราะว่ามุ่งแต่ความสุข ก็เลยบอกปัดความทุกข์ไม่เอาความทุกข์เอาแต่สุข เหมือนพระเจ้าเหมือนเทวนิยมพระเจ้ากับเทวนิยมเอาแต่สุขก็เลยลงพระเจ้านั่นแหละเป็นเจ้าของความสุขมีแต่สุข บางคนไม่รู้จักทุกข์ด้วยทั้งๆที่ซาตานก็อยู่ใกล้ๆกัน คุณไม่เอาข่าวว่ามีซาตานไม่ได้เคยระแวงว่ามีซาตาน ไม่นึกว่าซาตานต่างหากเป็นหน้าจริงเป็นสัจจะกว่า เพราะฉะนั้นคนไม่เคยฉลาดไม่มีอารยะ ไม่เคยมีความสุขไม่เคยมีความเจริญ อาริะยะแปลว่าผู้เจริญผู้ประเสริฐผู้มีภูมิปัญญารู้ว่าเป็นทุกข์เป็นอริยสัจ เป็นความจริง อ๋อ คุณบรรลุแล้วหรือมันเป็นทุกข์ ผู้ที่เห็นสิ่งพิเศษที่มันติดว่าสุขนั่นแหละคือทุกข์ ผู้เห็นเสพที่สุขนั่นแหละคือทุกข์ผู้นั้นเป็นอาริยะ เพราะรู้ความจริงที่จริงยิ่งกว่าสุข ความทุกข์เป็นตัวจริงของความสุข ถึงเรียกว่าทุกข์อริยสัจ ท่านไม่ได้เรียกว่าสุขอริยสัจทั้งๆที่มันเหมือนเหรียญสองหน้า เพราะคนจะคิดว่าไม่ใช่ผู้ประเสริฐผู้เจริญเป็นพวกขี้โม้ ผู้ติดอยู่กับสุขโง่และทุกข์ทุกคน

640212_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้ อาหาร ให้บรรลุถึง อรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน