สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ลักษณะของสังคมคนจนสาธารณโภคี.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ลักษณะของสังคมคนจนสาธารณโภคี มาสู่แบบคนจน แบบคนจนนี้จะต้องชัดเจนว่าอย่างไรก็ต้องมาจนแต่กิเลสที่ยังมีอยู่ ก็แลบเลียว่า อยากได้อันนั้นอันนี้ อยากกินนั่นกินนี่บ้างก็ซับซ้อน ต้องชัดเจนในหลักธรรมพระพุทธเจ้า ในสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 หรือโพชฌงค์ 7 เป็นตัวหลักของโพธิปักขิยธรรม 37 หรือรวมมาใช้เป็นกรอบนอกเรียกไตรสิกขา=โพธิปักขิยธรรม 37 หรือซอยมาเป็น จรณะ 15 วิชชา 8 หรือมีวรรณะ 9 จะเป็นคนเลี้ยงง่ายพัฒนาให้เจริญง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) มาจบที่ไม่สะสมแต่วิริยารัมภะ มีความเพียรขยัน จนบางที over มันเพียรเกิน จะตายก่อน หลายทีอาตมาเป็น ก็ต้องให้ท่านทั้งหลายมาช่วยแบ่งเบาไป ไม่อย่างนั้นจะเอาทุกวัน ตอนนี้ต้องเจียมแก่ เอาแต่พอเหมาะพอควร อัปปิจฉะคือกล้าจน น้อยลง แล้วน้อยก็พอคือสันตุฏฐิ ไม่ใช่เบียดเบียนตนเอง แล้วใจจะวิเวก กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก(กิเลสสงบ) จบไปในตัว ปวิเวกคือทำความวิเวกทั้งสามได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อสังสัคคะคือไม่เอาแล้วสวรรค์ สวรรค์คือตัวเก๊ ลดสวรรค์ไปเรื่อยๆ สุดท้ายอสังสัคคะคือหมดสวรรค์ แม้จนก็มีสวรรค์แต่ไม่ติดยึด เป็นเครื่องอาศัย หรือเป็นวิสัย จนเป็นอนุสัย ก็ต้องเข้าใจ อาศัย วิสัย จนจบเป็นอนุสัย อาตมาโพธิสัตว์ระดับ 7 รู้เท่านี้ ยังมีรู้มากกว่าอาตมาอีก ระดับ 8 9 แต่คุณก็รู้ไม่เท่าอาตมา ถ้ารู้เท่าก็มาช่วยกัน เป็นพี่เหนือกว่าอาตมาก็มาช่วยกันอีก อาตมาไม่ติดยึด หากใครดีกว่าอาตม
อ่านต่อ
าเป็นสัมมาทิฏฐิก็จะได้ช่วยกัน สังคมสาธารณโภคีเป็นสังคมเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุดแล้ว มีสมบัติส่วนกลางอาศัยกินใช้ในนี้ร่วมกัน ใครหยาบตะกละเกินขอบเขตก็เอาออกไปที่อื่นเถอะ เราไม่ฆ่าแกงใครหรอก แต่กรุณาอย่ากวนกัน มันเป็นบาปของคุณ จะมีธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธัมโมหเวปกติธรรมจาริก จะจัดการพวกนี้ออกจะมีกำแพงโดยสภาพ ธัมมัญญารังสี เข้ามาไม่ได้หรอกพวกนี้จะร้อน เหมือนสีดากับทศกัณฑ์ สีดาแปลว่าเย็น แต่ทศกัณฐ์เข้าใกล้ไม่ได้ เพราะมันเลวไง ทศกัณฐ์กับสีดาเป็นพ่อกับลูก แล้วจะไปทำไม่ดีกับลูก ทศกัณฐ์ก็ยิ่งเป็นคนเลวๆ บารมีแห่งสัจจะจึงกันให้ร้อนเข้าไปไม่ได้ พลังงานความร้อนเป็นพลังงานไม่มีตัวตน แต่คุณเข้าไม่ติด ยืนยันการเป็นเศรษฐกิจ“สาธารณโภคี”ได้แม้แต่ในความเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมที่ยึดตัวยึดตน สะสมของตัวของตนจัดจ้านอยู่ชัดๆในปัจจุบันสมัยนี้ ก็ยังสามารถมีสังคมชุมชน“สาธารณโภคี”ที่เกิดได้เป็นได้จริงในโลก จึงเป็น“ปรากฏการณ์ที่ประกอบด้วยคนพิเศษที่เป็นสังคมยอดเยี่ยมมหัศจรรย์อันเป็นลักษณะสังคมจริง ที่ใครๆต่างก็สามารถ สัมผัสได้ยืนยันความจริงนี้ได้”(phenomenal) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดมากๆ กล่าวคือ เป็นคนทำงานเลี้ยงชีพโดยไม่มีลาภแลกลาภกันจริงๆ นั่นคือทุกคนทำงานฟรีอยู่ในชุมชนนั้น ซึ่งเท่ากับทำงานแล้วเสียภาษีเข้าส่วนกลาง ๑๐๐ % นั่นเอง
คุณไม่มีบารมี ไปขอใช้ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ใช้ ก็ต้องตามสัจจะว่า ถ้าเขาควรได้ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ เจ้าหน้าที่ก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าคุณไม่ควรได้ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ดีก็จัดสรรเจ้าหน้าที่คนใหม่ไปทำ สัจจะจะยืนยันความจริงให้พิสูจน์สัมผัสได้ สรุปแล้ว ในสังคมสาธารณโภคี จะอยู่อย่างกินใช้ส่วนกลางแล้วจะคัดสรร หากคนมักมากเกินกติกาที่นี่ก็อยู่ไม่ได้ หากรุนแรงเกินขอบเขต ก็อยู่ไม่ได้ จะรุนแรงด้วยโกรธหรือรุนแรงด้วยราคะ เกินเกณฑ์ เกณฑ์ชาวอโศกคือ หนึ่งไม่มีอบายมุข มีอนุโลมบันเทิงไหมมี แต่ไม่จัดจ้านเลย จืดๆ มีอร่อยไหมมี แต่จืดๆ รสจืดนี้ บริสุทธิ์นะ แต่คนจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ ถ้ามีอุปาทาน ถ้าคนไม่มีอุปาทาน ก็ดื่มได้ปกติ จิตคนไม่ตรงก็เป็นได้ทั้งสองด้านทั้งสภาวะและจิต สังคมสาธารณโภคีนั้นเป็นสังคมที่กินใช้ร่วมกันกับส่วนกลาง เป็นสังคมที่ประชาธิปไตยคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการก็ต้องการ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในโลกเป็นเอหิปัสสิโกเชิญให้มาพิสูจน์ได้ แม้จะยังไม่งามเท่าไหร่ เหมือนกับสาวน้อย ยังไม่เปล่งปลั่ง ดูน่าเอ็นดู ตามประสาโลกๆเขา แต่ยังไม่เปล่งปลั่งอะไร ก็ต้องรอจังหวะ แต่ก็เชิญเข้ามาให้ดูได้ มีรากฐาน ภายหน้าก็คงจะสวยอยู่ มีเค้า (โยมถามว่า เปล่งปลั่งเหมือนในยุคพระศรีอริยเมตไตรยหรือเปล่า) พระศรีอาริย์เป็นอนาคตที่ดีกว่า เป็นพยัญชนะ เป็นฐานะที่ภายภาคหน้า ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา ก็ค่อยศึกษาไป สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ฯลฯ กระทั่งคนในสังคมที่ต่างก็มีลาภโดยธรรม แล้วนำมารวมกันกินใช้อาศัยบริโภคในการดำเนินชีวิตเป็น“สาธารณโภคี”อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดสุดของสังคมมนุษยชาติ เป็นต้น มีจิตเป็นตัวตัดสินควบคุมจัดการ มีธาตุรู้ประธานของแต่ละคน ของใครก็ทำเท่าที่ฐานตนเองได้ก็ร่วมสร้างสรร เราก็อาศัยขัดเกลาตัวเอง พัฒนาตัวเอง แม้ในยุคทุนนิยมที่สุดแสนสามานย์ปัจจุบันนี้ ก็สามารถมีสังคมชุมชนที่มีลาภธัมมิกา แล้วนำมารวมกันกินใช้อาศัยบริโภคในการดำเนินชีวิตเป็น“สาธารณโภคี”อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดสุดของสังคมมนุษยชาติ นี้ได้ เป็นอกาลิโกไม่จำกัดแต่ในยุคพระพุทธเจ้าเท่านั้น ในยุคนี้เป็นยุคของอิสระเสรีภาพ พระเจ้าแผ่นดินไม่ได้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนใหญ่แล้ว มีอีกหลายประเทศที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่นบรูไน เป็นต้น แต่บรูไน นี้รวยจริงๆ มีมากพอ มีเงินทองมีทองดำ บ้านเมืองวังเวียงเขาเอาทองสร้างจริง เขาไม่มีการขโมย เกิดมาก็มีเงินเดือนแล้ว ไม่มีใครจะต้องไปทำชั่ว ไม่มีใครต้องมาแย่งชิงปล้นจี้ ใครจะมานอกรีตไม่ได้ เพราะว่าวัตถุมีมากเกิน จึงดีได้ แต่ถ้ากระเบียดกระเสียรแย่งชิงกันก็ไม่รู้นะ ถ้าน้ำมันหมดมาเมื่อไหร่ ตอนนี้บรูไน มีประชากรไม่ถึง 1 ล้านคน มีแค่สี่แสนคน เพราะฉะนั้นในสภาวะ เศรษฐกิจที่หมุนเวียนอยู่จึงไม่เดือดร้อนอะไร เป็นตัวอย่างในโลก ประมาทไม่ได้ เทียบบรูไน เกาหลีเหนือ และอเมริกา บรูไนยังมีสมบัติพัสถานเยอะ เกาหลีเหนือและอเมริกาบุญเก่าหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยต้องแสดงอำนาจ บรูไนไม่ต้องแสดงพลังงานอำนาจอะไร เพราะทุกคนต้องใช้ทองดำ ฟอสซิล ไม่ต้องไปขูดรีดจากใครเพราะเหลือพอ แต่ทองดำนี้หมดก็ได้นะ เขาประเทศเล็กแต่ทองดำน้ำมันมีเยอะก็เลยไปได้ แต่ตอนนี้ อเมริกา เล่นมายากล เอาดอลล่าร์ ค้ำประกันตนทั้งที่ทองคำทองดำไม่มีแล้ว เกาหลีเหนือก็เหมือนกัน เกาหลีเหนือถึงเบ่งขี้แตกเอาอำนาจระเบิดขู่ฆ่า ขออภัย ยังเถื่อน แต่เขาก็จำเป็น ไม่อย่างนั้นเขาก็ต้องสลายความเป็นประเทศเกาหลีเหนือ กลับกลายเป็นเกาหลีใต้ก็ไม่ยอมกันก็ทำไป จนกว่ามันจะจบ จนกว่าคุณจะต้องยอมเข้ารวมกับเกาหลีใต้ หรือไม่ก็ยอมสลายตัว เกาหลีใต้ก็ไม่เอา ไปเป็นประชากรของจีนดีกว่า หรือมาเมืองไทยก็ได้ แต่ต้องเปลี่ยนนิสัยนะ นิสัยเก่าอย่างนั้นเราก็ไม่เอา มันเป็นสัจจะ มันจะเป็นจริงของมันเอง สรุปลงไปว่าในยุคทุกวันนี้ประชาชนมีปัญญามีความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องของความเป็นมนุษย์ ความเป็นสังคม ความเป็นวัฒนธรรม เศรษฐกิจการเมือง ก็เป็นวัฒนธรรมที่สรุปแล้วต้องไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้ที่ให้ เป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่ให้ผู้อื่นได้ ไม่มีตัวตน ไม่เห็นแก่ตัว นั่นคือสูงสุด คนที่ไม่สะสม ไม่ต้องมีของตัวเอง มันก็คือคนจน เป็นคนจน สรุปเป็นภาษาไทยง่ายๆ ในหลวงก็ใช้ภาษาไทยสบายๆ ว่าแบบคนจน คนก็งงมาตั้งนาน อาตมาก็พาทำ แล้วพวกเราก็มีบารมีมาเป็นคนจนได้ จนกระทั่งมาตั้งนามสกุลจนทั้งหลายอย่าง จนดีจริง จนอีหลีอีหลอ จนทุกชาติ นายศิลป์สร้าง จนทุกชาติ มันประทับใจภาษานี้และจิตใจก็เป็นจริงตามนี้ เราไม่กลัวหรอก เราจะมาเป็นตระกูล จนนี่แหละ มันจริงใจ ลักษณะเศรษฐกิจที่จะมาเป็นแบบคนจน อย่างในหลวงร.9 จึงเป็นเรื่องลึกซึ้ง ถ้าไปรวยก็จะไปแย่งกัน ถ้ามาจนแล้วก็จะให้กันได้ ต้องสุจริตนะ ไม่ยักของใครมาให้นะ ต้องเป็นของที่คุณมีสิทธิที่จะให้เขานะ คุณจะให้อย่างทรมานตัวเองก็แล้วแต่คุณ ก็ไม่ต้องทรมานตัวเอง ให้พอดีที่จะให้เขาได้ จะให้เขาได้ก็ต้องมีประสิทธิภาพ มีความขยันเพียงพอ สร้างสรรเกินกินใช้ หากทำไม่พอกินใช้ก็ตาย ถูกเขาบีบแน่นอน แต่ถ้าทำได้เกินกินเกินใช้ เขาก็ไม่ทำอะไรคุณ เพราะคุณมีประโยชน์มีแต่สร้าง ถ้าเครื่องกลนี้มีประโยชน์ทำงานได้เขาก็ให้ทำต่อ แต่ถ้าเครื่องกลนี้กินน้ำมันมาก แต่ไม่มีผลดีอะไรไม่คุ้ม เขาก็หยุดไม่ใช้เครื่องนี้ สรุปแล้ว คนที่เข้าใจด้วยปัญญา แล้วมีเลือดความเสียสละที่แท้จริงจึงอดทนได้ โดยเฉพาะสังคมนี้มีปัญญาจริงร่วมกันเป็นหมู่กลุ่ม แล้วกลุ่มนี้จะมีพลังงานสร้างสรรให้คนอื่นได้เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง มีความจริงใจ ที่ตนเองกินอาศัยมีจุดพอ มันไม่เอามากกว่านี้จริงๆ พอแล้วก็สมดุลด้วย สุขภาพร่างกายก็แข็งแรง จิตใจเบิกบานสบายไม่ตะกละตะกราม อยู่กับหมู่ก็อบอุ่น จบในตัว คนเรานี่ก็มารวมกันอยู่ แล้วก็จะต้องฝึกฝนให้บรรลุธรรม เป็นสังคมที่ต้องมีบ้านวัดโรงเรียน มีคุณธรรมคือวัด มีสังคมคือบ้าน และมีการศึกษาคือโรงเรียน สามเส้าบวร จึงเป็นสิ่งที่ต้องขยายความและพิสูจน์ความจริง ชาวอโศกมีสังคม (บ้าน) เป็นสังคมที่มีธรรมะ เป็นของพระพุทธเจ้า ใครจะไปเชื่อว่าพระพุทธเจ้าในความหมายของคุณ ศาสนาพุทธของคุณพระพุทธเจ้าของคุณเป็นอย่างไรก็ว่าไป ส่วนเราไม่เป๋ไม่เป็นอื่นแล้ว อาตมาว่า ทิฏฐิที่มีนี้สัมมา ส่วนคนอื่นจะเข้าใจอย่างอื่นก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้าคนละองค์กัน ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน ของคุณก็สร้างของคุณไป อาตมาก็สร้างของอาตมา สร้างดาวคนละดวง ไม่มีปัญหาอะไร เราก็สร้างไป อาตมามั่นใจอย่างนี้ก็ต้องพิสูจน์กันไป แล้วมันก็ยังไม่ได้ดีเท่าไหร่ ยังไม่ได้มากเท่าไหร่ มันยังมีดีกว่านี้ ยังมีปริมาณมวลได้มากกว่านี้ จึงจะต้องสร้างขึ้นให้มีปริมาณและมวลมีคุณภาพคุณธรรมสูงยิ่งกว่านี้ คุณธรรมที่สูงก็คือไม่เห็นแก่ตัว มีแต่ช่วยผู้อื่นประโยชน์ต่อผู้อื่น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) จะพิสูจน์อันนี้ต่อไปอีก จนอาตมามั่นใจที่จะบืนตาย(ไม่ยอมตายง่ายๆ) ตะเกียกตะกายไป ไม่ยอมไปกับพญามัจจุราช ไม่เอายังไม่ตาย ให้เหตุผลกับพญามัจจุราชว่าไม่ได้ทำเพื่อเห็นแก่ตัวนะพญามัจจุราช พิสูจน์แล้วเองทำเพื่อผู้อื่น เหนื่อยแสนเหนื่อยก็ทำเพื่อผู้อื่นพากเพียรสร้างสรรเพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อไปยิ่งขึ้นๆ ไม่มีความโค้งงอ Boomerang ไม่มีองศา ตรงไปตรงไปเลย ไม่เชื่อก็มาตรวจวัดดู ตรวจให้ดีนะ อย่ามาโกงอาตมา ตอนนี้พญามัจจุราชก็ยอมฟัง ให้เอ็งพิสูจน์ไปดู ยังไม่เสียท่า ถ้าเสียท่าเมื่อไหร่ระวัง พญามัจจุราชก็ต้องมีปัญญาฉลาดเพียงพอที่จะซื่อสัตย์สุจริตไม่โกงไม่คดโค้ง ไม่ผิดสัจจะ อาตมาจะไปกลัวทำไม อาตมาจะต้องไปเป็นเช่นนั้น ทุกวันนี้พูดจริงๆว่า อาตมาต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นพญามัจจุราช พิพากษาตัวเอง สักวันหนึ่งก็จะเป็นได้ ตอนนี้ก็ไปเรื่อยๆก่อน สรุปแล้ว อธิบายไปหาหยาบ เราก็อยู่กับดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็อยู่กับช่องว่าง อากาศ แล้วเอามาผสมผสานโดยมีจิตเป็นประธาน ดินน้ำไฟลม อากาศ อากาศคือช่องว่างระหว่างสิ่งเหล่านี้ ดินกับน้ำสองมวล มันไม่ชิดกันสนิทหรอก ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ไม่มีสองแล้ว แต่ถ้ามีสองก็ต้องมีช่องว่างอยู่ ไม่กลมดิกซ้อนกัน จึงต้องมีช่องว่างเป็นความโอเวอร์แลป โดยรูปธรรมกับนามธรรมจะต้องมีความลงตัวไปตลอด อาตมาเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาแล้วพวกเราเป็นชาวพุทธด้วยกัน ใครจะเข้าใจพระพุทธเจ้าถูกต้องที่สุดสูงที่สุด ก็ต้องพยายามที่จะยืนยัน ผู้ที่ยังไม่สูงก็ต้องพยายามศึกษาต้องให้ตรง หากสัจจะที่ดีที่สุดสูงที่สุด สิ่งนี้ดีที่สุด แต่คุณก็ยังมาทำลายคุณก็ได้บาป ก็จะเป็นวิบากของคุณไป คนที่มีปัญญาแล้วก็จะเว้นไว้ก่อนไม่กล้าไม่แน่ใจ ถ้าแน่ใจว่าดีจริงก็ไม่มีปัญหาอะไร เป็นดีจริง อันนี้จนดีจริง นายน้อยร้อยแจ้ง เป็นคนตั้งนามสกุลว่าจนดีจริง ตอนแรกจะเอานามสกุล จนดี แต่ในประเทศไทยมีแล้ว จึงตั้งนามสกุลว่าจนดีจริง เป็นคนแรกคือคุณน้อย ร้อยแจ้ง จนดีจริง มี 2 ความหมาย มรรคคือทำให้จน จนกว่าดีจริง กับจนแล้วดีจริง สรุปแล้วความจนนี้ยิ่งใหญ่ ความรวยนี้ยิ่งแย่ ยิ่งไม่ไหว ยิ่งแย่ยิ่งยักษ์ ยิ่งยาก คนที่ยังไม่เข้าใจ สร้างสังคมคนจนยังไม่ได้ คนจนที่เป็นคนจนมหัศจรรย์ จนอย่างไม่เบียดเบียนใคร จนอย่างอุดมสมบูรณ์ จนอย่างมีคุณค่าประโยชน์ต่อผู้อื่นตลอดกาลนาน จนอย่างมีปัญญา มีญาณปัญญาและพลังแข็งแรงไม่เปลี่ยนแปลง ใครพึ่งพาตนเองแล้วมาช่วยกันให้คนอื่นพึ่งพาได้ด้วย เป็นสุดยอดคนจนมหัศจรรย์ จึงไม่ไปลำบากลำบนกับสิ่งที่กินใช้ ส่วนอะไรที่จะอาศัยขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงเทคโนโลยี เราก็ทำเท่าที่เราจะขายสินค้า ผลผลิตเราได้พอมีเงินไปซื้อ เทคโนโลยีของคุณมาใช้ เราทำเองไม่ได้ อันไหนเราทำได้ก็ทำเอง เราจะไม่ซื้ออาวุธไปทำร้ายคน ให้ฟรียังไม่เอาเลย เอามาทำไมพวกอาวุธยุทธภัณฑ์ เอามาก็ต้องเอามาฆ่าชีวิต เอาไปตัดพืชผักก็ไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไรก็ได้นี่ มีดอะไรก็ได้ อย่างเก่งมีดพร้าขวานก็ได้แล้ว ส่วนจะเป็นอาวุธที่พิสดารอะไร ไม่เอา ใครจะฆ่าเรา สุดท้ายจริงๆเราก็ต้องยอม เพราะเราเข้าใจในเรื่องของพลังงาน แห่งวัฏจักร มันเป็นวิบาก ไม่จบอัตภาพ ใครทำเลวร้ายมาก็มีเลวร้ายเป็นวิบาก ใครจะมาทำร้ายเรา เราไม่ทำร้ายตอบ วิบากร้ายก็เป็นของเขา เราไม่มีวิบากร้ายต่อ เราเชื่อว่าเกิดมาก็จะมีกุศลเพิ่มต่อไป แต่บุญนี้ทำแล้วจบ มุ่งจัดการสิ่งที่เลวร้ายกายกรรม วจีกรรม โดยเฉพาะมโนเป็นประธานทุกอย่าง มโนที่ไม่ดีก็เอาออก ส่วนวจีกับกายกรรมสลับไปมาได้ ใครจะสลับอย่างไรก็เข้าใจให้ได้ ส่วนมโนนี้แน่ใจว่าไม่ดีนะ น่าจะจัดการเลย มโนนี้รู้ยาก ละเอียด ไม่ใช่ของหยาบใหญ่ ของละเอียดเล็ก คนที่รู้จักมโนเป็นประธาน เป็นต้นทาง มโนปุพพังคมาธัมมา มโนมาก่อนอย่างอื่นเลย เราก็ทำได้ ในสังคมเราอาตมายิ่งมั่นใจว่า จะเป็นสังคมคนจน ที่จะให้ผู้อื่นพึ่งพาได้ เป็นสังคมไม่เบียดเบียนใคร เป็นสังคมที่ใจพอ มันจึงเป็นความหมายของอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ หรือขยายเป็น มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) สุดท้ายไม่สะสม แล้วยอดขยันทำแต่สิ่งดี จึงเป็นพลังงานที่มีคุณค่าประโยชน์ตลอดกาลนาน ทรัพย์สินของแต่ละอัตภาพ แต่ละบุคคลคือ ความสามารถสมรรถนะกับความขยันแล้วมีประธาน ประธานใช้ความสามารถสมรรถนะให้เผื่อพอ ขณะนี้ชาวอโศกยังสร้างให้เหลือพอได้น้อย จนกว่าจะมีต้นทุน สามารถสร้างสรรเหลือเฟือเผื่อพอ พวกเราก็จะมีเวลาเป่าขลุ่ยเพลงหนังบนหลังควาย ตอนนี้ยังไม่ได้ เราต้องสร้างสรรเพิ่มขึ้นจนกว่าจะมีพลังงานเชิงกลพลังงานหมุนที่สร้างสรรได้ อย่างไรอย่างไรก็เป็นอัตโนมัติ คือสร้างสรรได้เกินกินเกินใช้ โดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องมีอะไรมากมีหน้าที่กดปุ่ม มันก็เดินก็อย่างอัตโนมัติ ถึงขั้นนี้กดปุ่มแล้วเครื่องมันเดินไป เอาเวลาเป่าขลุ่ยเพลงหนังบนหลังควาย นี่เป็นความรู้ที่ลึกซึ้งซับซ้อน สรุป ตรงสาธารณโภคี เป็นขั้นหนึ่งว่า หมู่บ้านชุมชนสาธารณโภคีมีความเป็นอยู่เป็นหมู่กลุ่มไม่ใช่แค่แสดงละคร แต่เป็นชีวิตจริงของคนที่สมัครใจมาอยู่ร่วมกันมีชีวิตอยู่ มีเศรษฐกิจในระดับสาธารณโภคี ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นสังคมที่คนที่อยู่มีสัมมาอาชีพ พ้นมิจฉาอาชีวะ 5 1. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)
ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในสังคมมหาโฉดเฉาเน่าหนักยุคนี้โดยเฉพาะเกิดได้ถึงขั้นเป็นชุมชนเศรษฐกิจ“สาธารณโภคี” อันเป็นจริงได้ นั่นคือ ชุมชนที่ดำเนินชีวิตเป็นอยู่ประจำวันปกติของคนในชุมชนนั้น ทุกคนที่สามารถทำงานเลี้ยงชีพอยู่ทุกวัน โดยไม่ยึดเอารายได้มาเป็นของตนเลย ได้รายได้ก็รวมกันเป็นของส่วนกลาง(ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา) ซึ่งเป็นชุมชนที่พิสูจน์ว่ามี“สัมมาอาชีพ”ที่เป็น“โลกุตระ”ถึงขั้นสูงสุดได้จริง เป็น“คนจน”มหัศจรรย์ ที่เกิดในยุคนี้ ก็เป็น“คนไม่มีรายได้-ไม่มีเงินมาสะสม”เลย จึงจน มีการงานทั้งหลายต่างๆในชุมชนก็ต่างช่วยกันเป็นอยู่ร่วมกัน(สัมมากัมมันตะ)การพูดจาก็ปฏิบัติ“ศีลข้อที่ 4”กันจริงๆทั้งชุมชน และต่างก็ปฏิบัติธรรมที่เป็นเศรษฐกิจ“สาธารณโภคี” เกิดในสังคมฆราวาสยุคนี้แท้ๆ ซึ่งในยุคพระพุทธเจ้า“สังคมฆราวาส”ก็ยังเป็น“สาธารณโภคี”ไม่ได้ ยุคนั้นมีได้เป็นได้แต่สังคมสงฆ์สังคมนักบวชเท่านั้นที่เป็น“สาธารณโภคี” ข้อจำกัดในยุคนั้นฆราวาสจึงเป็นไม่ได้ เป็นปรากฏการณ์จริง phenomenal ใครทำได้ก็ทำเลยให้ได้อย่างนี้หรือดีกว่านี้ได้ด้วยเราจะอนุโมทนาสาธุเราจะขอไปเป็นน้องเลย เรียกว่าลูกก็ได้ให้เป็นพ่อเลย 601023 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนที่ถึงสาธารณโภคี