สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจนที่ถึงตถตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข24 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจนที่ถึงตถตา มาเข้าสู่ความจริง ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เรื่องที่เราจะมาทำให้สังคมเป็นสังคมคนจน มันมีหลักคิดที่ว่า ถ้าคนมีปฏิภาณปัญญาเข้าใจได้ว่า ในโลกในสังคมที่ไหนก็แล้วแต่จะมีทรัพย์สมบัติทรัพยากรจำนวนจำกัดเท่านี้ เมื่อมีสิ่งที่จำกัดจำนวนหนึ่ง เมื่อมีคนร่วมกันเข้าไปอยู่ แยกง่ายๆว่า คนรวยกับคนจน 2 อย่าง ถ้าคนรวยก็มีเจตนาจะรวยรวยๆ รวยมันก็ต้องดูดเอากอง 1 กองเดียวจำกัดนี้ มาเป็นของตัวเองให้มากๆ เมื่อคนรวยเอามาได้มาก คนที่เหลือก็จนหมดสิ ทีนี้ความจริงของคน คนมักจะต้องขาดแคลนแต่ก็ต้องการความจำเป็น มีความจำเป็นจริงๆ แต่คนรวยนั้นรวยอย่างหน้ามืดและอำมหิต ใครจะเป็นจะตายก็ช่าง กูเอาอย่างเดียวมันก็เจ๊งสิ มันก็ไปไม่ได้ใช่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าคนใดที่สามารถเข้าใจอันนี้ได้จริงๆ ต้องทำตนเองให้ไม่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ไม่ต้องการมาก จิตประพฤติปฏิบัติให้มีคุณธรรมแบบนี้อย่างที่กล่าวได้จริงๆ ความเป็นจริงแล้วถ้าคนรวยไม่มีปฏิภาณปัญญา แล้วเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้มากๆแน่นอน โลภเอามาๆ ดีไม่ดีตนเองเก่งมีความรู้ความสามารถดึงเอามาหมด ก็เป็นความเห็นแก่ตัวที่เลวร้าย สังคมมันเดือดร้อนเพราะคนๆนี้ คนอย่างนี้ ถ้าประพฤติอย่างที่ว่านี้ คนที่จะรวยๆๆแล้วโลภโมโทสันเอามาให้แก่ตัวเองมากๆถ้าประพฤติแบบนี้ เขาเรียกว่าชั่ว เขาเรียกว่าเลวร้าย เป็นคนเห็นแก่ตัว ถ้ารู้ความจริงเช่นนี้ก็ต้องมาล้างความเห็นแก่ตัวออกจากตัวเอง พยายามลดอย่าให้เป็นอย่างนี้สิ ก็รู้อยู่มีปฏิภาณ เพราะคนเราจริงๆแล้วมันไม่กินใช้ส่วนตัวมากเท่าไรนักหรอก แม้จะพยายาม ตะกรุมตะกรามไปเพิ่มให้ตัวเองมากๆ มันก็ไม่เท่าไหร่หรอกมันเหลือเฟือ สมบัติในโลกนี้ดูดเอามาให้แก่ตัวเองมากจนกระทั่งเหลือเฟือจนกระทั่

อ่านต่อ

งเกิน แล้วก็ไปสะสมกักตุนอีก เพราะฉะนั้นคนที่ไม่มีภูมิธรรมก็มีจำนวนมาก คนเหล่านั้นจะต้องพยายามที่จะเอามาให้ได้ จะต้องมีความคิดอยากได้เอามาให้กับตัวเอง ยังเห็นแก่ตัวมันมีมากอยู่ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถที่จะลดความเห็นแก่ตัวได้แล้วไม่มีตัวตนได้แล้ว จึงต้องพยายามที่จะช่วยคน สั่งสอนแนะนำพากันปฏิบัติให้ลดความเห็นแก่ตัวได้จริง จึงเป็นงานหนักงานยิ่งใหญ่ วิธีทำถ้าจะบังคับกดขี่ให้ทำ มันก็ไม่เต็มใจทำ มันได้ชั่วคราว แล้วคนกดข่มกดขี่เขามันก็ต้องหมดแรง ได้สักเวลาหนึ่ง ไม่หมดแรงก็ตาย ไม่ถาวรไม่ยั่งยืน ถึงไม่มีทางเลือกอื่นเลยที่จะดีไปกว่าการให้เขาเข้าใจเอง ให้แต่ละคนเข้าใจเองว่า มันดี มันเห็นแก่ตัว เอามาให้แก่ตัวเองมากมันไม่ดี การจะลดกิเลสไม่เห็นแก่ตัว ไม่ให้มักมากนั้นกิเลสมันสามารถลดได้จริงๆ สามารถฆ่ากิเลสทำลายกิเลสได้จริงๆ ผู้ที่เป็นไปได้แล้วเป็นจริง เป็นความจริงที่เป็นไปได้อย่างยั่งยืนถาวร นิจจังทุวังสัสสตัง เป็นไปได้อย่างนั้นตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลงเลย อะไรจะมาหักล้างก็ไม่ได้ อสังหิรัง ไม่กลับกำเริบอีกเลย เป็นอย่างนั้นตลอดกาลนาน นี่เป็นสัจจะที่พิสูจน์จริงแล้ว จนไม่ต้องพิสูจน์อีก เป็น Axiom พิสูจน์ได้แล้ว คนเป็นเช่นนั้นได้ เป็นสภาพนั้นได้ เป็นสัจจะที่ไม่ต้องพิสูจน์อีก เป็นความจริงในตัวมันเองเลย เป็นกฎเกณฑ์หลักการที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้หรอก ทุกคนนอกจากคนที่โง่เง่าจะไม่รู้ แต่คนที่มีปัญญาพอสมควร ไม่ต้องฉลาดมากจะยอมรับความจริงอันนี้เลย ความจริงที่ว่านี้คุณสมบัติที่ว่านี้เป็นไปได้แล้วสุดยอด สมณะฟ้าไทว่า...จะเข้ากับภาษาบาลีว่า ตถตาไหม? พ่อครูว่า...ได้ คือ axiom คือตถตา เป็นเช่นนั้นได้แล้วอย่างถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ของพระพุทธเจ้าสุดยอด axiom สุดยอดตถตาจนเป็น ตถาคตาเลย คนไม่เข้าใจความจริงเช่นนี้ก็จะเดาไม่ออก นึกไม่ถึงว่ามันเป็นลักษณะอย่างไร เป็นความจนหรือคนจนแบบนี้มันจะอยู่เป็นสุขหรือ มันจะมีคุณค่าประโยชน์หรือ จะเอาอะไรไปช่วยเขาหรือ เอาประเด็นนี้ คนจนนี้ไม่มีสมบัติ หรือมีสมบัติน้อย แล้วจะเอาอะไรไปช่วยเขา สิ่งที่ คนจนที่มีเป็นของตัวเองในตัวเองก็คือความรู้ความสามารถ กับความขยัน และความมีน้ำใจ มีความเป็นพรหม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาอย่างแท้จริง เป็นจิตลักษณะนี้อย่างแท้จริง จึงเอาความรู้กับความสามารถนี้แหละ ไปให้ผู้อื่น สร้างให้แก่ผู้อื่น จะสร้างอะไร สร้างตั้งแต่ของกินของใช้ ไม่สร้างสิ่งที่มอมเมา ไม่สร้างสิ่งที่เป็นพิษ ที่จะเลว อะไรเลวร้ายไร้สาระ สร้างแต่สิ่งมีสาระ มีปัญญาความเฉลียวฉลาดรู้ว่านี่มันเป็นพิษภัย อันนี้เป็นสิ่งมอมเมา อันนี้ไม่เข้าท่า อันนี้เข้าท่าก็สร้างสิ่งที่ดีที่เข้าท่า เป็นสัจจะเลย เพราะฉะนั้นเราจะมีการสร้างก็ต้องรู้ด้วยปัญญาว่าควรสร้างอะไร และเป็นคนมีความขยัน แถมมีน้ำใจ และแถมอีก เป็นคนกินน้อยใช้น้อย เป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย พอของตนเอง พอแล้วจบ ไม่มาก พอดีๆ เป็นคนรู้จักความพอดี จึงเป็นประโยชน์คุณค่ารวมอยู่ในคนที่มีคุณสมบัติดังกล่าวที่ว่านี้จริงๆ นี่เป็นสัจจะที่รู้และฝึกฝนตนเองให้เป็นคนเช่นนี้ได้ จนเป็นความจริง เป็นตถตา axiom เป็น axiomatic มันเป็นที่แน่ชัด ในตัวของมันเอง มันรู้มันจบมันไม่มีอะไรดุ๊กดิ๊กอีกแล้ว สมบูรณ์ทั้งรู้ทั้งเป็นและทำได้อย่างไม่สงสัยไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากนี้แล้วมันสูงสุดแล้ว supreme truth เป็นความจริงสูงสุดแล้ว เป็นสิ่งสุดยอดแล้ว แต่คนส่วนใหญ่คนทั่วไปนี้ไม่ใช่จะเข้าถึงความจริงได้ง่ายๆ ไม่เชื่อเลยว่าจะเป็นจริงในคนส่วนใหญ่ พอจะใช้ปฏิภาณปัญญารู้เข้าใจได้ แต่เขาไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ มีด้วยหรือคนจะไม่เห็นความเห็นแก่ตัวเลย เป็นคนไม่กลัวเลยว่าถ้าไม่มีตัวตนแล้วจะอยู่อย่างไร อันนี้ต้องขยายความ คนจนชนิดนี้จะอยู่คนเดียวไม่ได้ อยู่คนเดียวตาย อยู่คนเดียวไม่พออยู่คนเดียวจะเหงาไม่อบอุ่นแล้วไม่เป็นไปได้ด้วย แม้จะทำกินใช้เองได้ แต่ก็ว้าเหว่เหงา ไม่ได้เรื่องหรอก ทำไปก็เบื่อเซ็งตายดีกว่า สุดท้ายมันไปไหนไม่รอดหรอกคนเดียว มันไม่มีอะไรเปรียบเทียบให้เห็นประโยชน์คุ้มค่าที่จะช่วยเหลือกันได้ มันไม่มีประโยชน์รู้สึกไม่มีค่าอะไร จะต้องอยู่กับคนหมู่มากเพราะว่า เราจะเป็นคนที่ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)เป็นความสุดยอดประเสริฐดีงาม นี่เป็นความจริงที่มนุษยชาติสามารถทำให้ตนเองเป็นเช่นนั้น คนที่มีปฏิภาณปัญญารู้แล้วจะไม่มีใครปฏิเสธความจริงนี้ได้ แล้วจะเป็นคนชนิดนี้ได้อย่างไร ที่จะมีความจริงดังที่ว่านี้ เป็นได้ในตัวเองจนสำเร็จจริง successfull มันก็ต้องมีวิธีการ มีวิถีการยังชีพแบบนี้ มันมีของจริงที่เป็นจริงอยู่ได้ เป็นคนจนที่ คนชนิดนี้ เป็น Poverty classic หรือ Subsistence classic มาพิสูจน์ได้เลย ผู้ที่ใฝ่ใจศึกษามายืนยันพิสูจน์ เป็นความ poor but happy ความจนมี 2 แบบ ความจนที่ใช้ไม่ได้ กับความจนที่ประเสริฐ ความจนอย่างประเสริฐนั้นเป็นความจน อัปปิจฉะ เป็นผู้มักน้อยอย่างมีปัญญา มีชั้นวรรณะ เป็น the classes ส่วนคนจนที่ไม่ได้เรื่อง ท่านเรียกว่า ทลิทโท เป็นความจนที่ไร้สาระ โง่เง่า เป็นความจนที่เป็นภัย เป็นความจนแบบโลกีย์ แต่คนจนที่เป็นหนึ่งโลกุตระ คือคนจนอย่างอัปปิจฉะ เป็นภาษาบัญญัติไว้ เป็น axiom เป็นความจริงสองนัย ความจนที่ไม่ได้เรื่องเป็นการทำลายเป็นภาระเป็นตัวร้ายของสังคมเลย เขาเป็นก็ไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากเราจะพยายามช่วยกัน โดยปฏิภาณปัญญาแล้วคนชั่วมันก็อยากเป็นคนดี โดยสามัญสำนึก คนชั่วก็อยากเป็นคนดี ถ้าคนชั่วอยากเป็นคนชั่วก็ตัดหางปล่อยลงนรกไป มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัย ก็ต้องตัดหางปล่อยไปลงนรกไป ในสามัญสำนึกจริงๆคนชั่วนี้มีน้อย คนชั่วที่ไม่อยากดี มันมีไม่มากหรอก พวกนี้ก็ต้องปล่อยอยู่ลงนรกไป ธรรมดาสามัญถ้าเราชั่วเราก็อยากดี ส่วนคนที่อยากจะชั่วตลอดไปก็ปล่อยให้ลงนรกอเวจีไป พวกนี้คนพิสดารไม่เหมือนสามัญสำนึก แล้วพวกนี้อาจจะรวมตัวกัน ถ้ามีคนดีที่แข็งแรง มีความไม่ย่อท้อ ไม่กลัวคนชั่ว เอ็งชั่วก็ต้องพยายามช่วยให้ดีให้ได้ โดยไม่ไปทำร้ายคนชั่วหรอก สุดท้ายจริงๆ ถ้าเราทำอย่างบริสุทธิ์ใจเต็มที่ อาจจะต้องใช้เวลา จะใช้เวลาอย่างไรสักวันหนึ่งมันก็ต้องดีขึ้น คนชั่วพวกนี้ ส่วนคนชั่วที่มันไม่อยากจะเป็นคนดีเลย จะต้องเป็นคนชั่วตลอดกาลและนานพวกนี้ตัดออกไปเลย ยุคนี้เป็นยุคที่เลวร้ายใกล้จะถึงกลียุคแล้วก็ยังช่วยคนได้อยู่เลย เหนื่อยมากก็ไม่เป็นไร ตายเป็นตาย ตายแล้วก็เกิดมาทำต่อ อาตมาว่าอาตมาทำนี่มีผล มีอัตราการก้าวหน้าที่ก้าวหน้า ปฏิภาคทวีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าทำไปแล้วยิ่งจะเสื่อมลงมากกว่าจะดีขึ้น ก็ไม่ใช่ มีอัตราการก้าวหน้าที่เป็นปฏิภาคทวีขึ้นโดยเรื่อย เท่าที่เห็น ถึงไม่สิ้นหวังที่จะทำ อย่างน้อยอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ในยุคศาสนาพระสมณโคดมรับผิดชอบหน้าที่ที่สำคัญมากเลย ในอนาคตอาตมาก็ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า จะเป็นได้หรือไม่เป็นไม่สำคัญ แต่มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ศาสนาพุทธของพระสมณโคดมไปถึง 5000 ปี อันนี้ต้องทำเท่านั้น เป็นหน้าที่ ส่วนมันจะต่อไปได้มากกว่านี้ เจริญกว่านั้นก็เป็นผลพลอยได้ จะตายแล้วจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกถ้าพวกเราช่วยกันได้ดี จนกระทั่งอาตมาไม่ต้องเกิดแล้ว อาตมาไม่ต้องมาเกิด ศาสนานี้ก็จะไปครบห้าพันปี คนที่เข้าใจแล้วว่าการเกิดมาเป็นคนจะต้องไปให้สุดเป็นคนที่ดีที่สุดประเสริฐที่สุด สูงที่สุด มีค่าที่สุด มันจะเป็นอย่างไร เกิดมาเป็นคนได้แล้ว แล้วมันก็มีฐาน ฐานะที่เราไม่ตกต่ำแล้ว แล้วมันจะไปถอยทำไม สมณะฟ้าไทว่า...ทำแล้วดีขึ้นเรื่อยๆ ตายแล้วก็เกิดมาทำใหม่ ผมตามดู พระมหากษัตริย์ที่ได้มาทำงาน พระนารายณ์ท่านวางแผนไว้บอกว่าถ้าทำแบบท่านนี้ กรุงศรีอยุธยาจะไม่แตกเด็ดขาดตลอดกาลนาน แต่คนชั่วก็มาทำให้แตก พ่อครูว่า...จริงๆ เมื่อได้อัตภาพมาเป็นคน มันไม่มีอะไรสนุกเท่านี้หรอก ไปสนุกในอบายมุขโลกีย์ ไร้สาระ แต่สนุกแบบนี้สนุก เป็นสุดยอดสาระของโลกความเป็นมนุษย์ อันนี้มันน่าท้าทายให้มาทำ มีนักคิดนักอะไรต่างๆนานาโดยเฉพาะนักวิชาการของโลกเขามากมาย อาตมาไม่ใช่นักการศึกษาเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยได้ดูได้รู้เท่าไหร่ แต่ก็ดูเจ้าหนึ่งสองเจ้าก็น่าสงสาร เพราะว่าคิดมากเหลือเกินไม่สรุปลงเป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อไหร่จะสรุปให้ตัวเองเป็นสาระได้เป็นชิ้นเป็นอันแทนที่จะไปรู้มากมาย นี่แหละคือโลกจินตา ไม่มีจบหรอก ความคิดของโลกแบบนี้มันไม่จบเป็นอจินไตย บานไปเรื่อยๆ มันบานจนหลอกตัวเอง อันนี้ก็รู้ไปรู้ไปรู้ไปจนวนมาเป็นของเก่าก็ลืมหมดแล้วนึกว่าเป็นของใหม่ ก็รู้ไปอีกเราก็นึกว่าเป็นของใหม่ๆๆๆ ก็กลับมาวนอยู่ที่เก่า อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสว่าเปิดตำราไปหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายบอกว่าอนาคตยังมีอยู่นะ ก็เปิดใหม่อีกอยู่ที่หน้าแรกใหม่ก็อันเก่า วนอยู่ที่เก่า ได้หัวลืมหาง สมณะฟ้าไทว่า...มันเหมือนกิเลสที่เราเสร็จแล้ว เราก็ไปเสพกันใหม่อีก วนกลับไปอันเก่า ก็นึกว่าเป็นอันใหม่ พ่อครูว่า...เขาจึงได้พยายามกัน แม้แต่คำว่า เศรษฐกิจเขาก็จะไปหาเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจแบบใหม่ หาการเมืองแบบใหม่ หาเสรีนิยมแบบใหม่ มันมีแล้วอันใหม่น่ะ อันใหม่คืออะไร?ก็คืออันเก๊าเก่าที่คุณได้จริงแล้วลืมไปแล้ว มันเคยมีมาแล้ว แต่ว่าลืมกันเท่านั้นเอง โลกนี้มันซ้ำๆวนเวียนซ้ำซาก อยู่ในยุคไหนก็แล้วแต่ มันก็วนเวียนมาในกรอบที่จะวนเวียนอยู่แค่นั้นแหละ มันจะมีแค่ของแต่ละยุคแต่ละกัปป์ มันจะเป็นเหตุปัจจัยที่มีวัตถุสิ่งแวดล้อม มีผู้คน มีความต้องการอยู่ในแต่ละยุคสมัยมันก็มีเท่านี้ อันเหมาะสมของมัน เช่น ในโลกนี้มีทองคำอยู่เท่านี้ ไม่มากกว่านี้แล้วมันก็แย่งกันแจกกันในโลกนี้ไม่มากกว่านี้แล้วก็แย่งกันเท่าที่มีเท่านี้ เสร็จแล้วก็เป็นสมบัติผลัดกันชมนึกว่ามีมากกองใหญ่ก็กองเท่าเก่านั่นแหละเป็นสมบัติผลัดกันชม พอเราหยุดแย่งแล้ว เราไม่ใช้ทองคำเลยก็ไม่เห็นจะมีปัญหา เรารู้จักปัจจัยที่สำคัญกว่า เป็นดินน้ำไฟลม พืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นสิ่งที่อาศัยปัจจัย 4 เราทำอันนี้ก็พอแล้ว นอกนั้นจะเพิ่มเติมอะไรอีก ถ้าเกิดว่าเพิ่มเติมขึ้น ถ้ามันไม่พออย่างน้อยปัจจัย 4 ต้องพึ่งตัวเองให้รอดสิ่งอื่นมากกว่านั้น เพื่อให้เสริมการสร้างสรรค์ให้ทวีขึ้นไปอีก เพื่อจะได้ช่วยคนอื่นได้ เพื่อที่จะเหลือเกินสิ่งที่เรากินเราใช้ เราจะต้องใช้อุปกรณ์เครื่องช่วย ต้องมีเครื่องเทคนิคอะไรที่จะพัฒนาได้มากกว่านี้ เราก็ทำ ทำเพื่อผู้อื่น ถ้าไม่ต้องใช้เทคนิค มีความสามารถของเรานี่แหละ กับดินน้ำไฟลม พลังงาน ความรู้ ทำกินรอด ทำกินทำใช้อยู่รอด เหนือกว่าสัตว์ สัตว์มันต้องอาศัยธรรมชาติจริงๆมันสร้างและคิดไม่เป็นไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร แต่คนนี้รู้หมดเลยมีอุปกรณ์อะไรบ้าง ประกอบด้วยอะไรบ้างรู้หมดเลย จับธาตุอะไรมาผสมกันทำได้จริงๆ ทำให้มันสดขึ้นมา เป็นชีวะ ทำปฏิกิริยาจนเกิดได้ สำหรับขั้น พีชะ แต่จะให้มันสดขึ้นมาจนเป็นขั้นสัตว์นั้นยากเพราะสัตว์มีเวทนา แต่พืชนี้ breed ได้แล้ว เป็นพีชะ สัตว์จะต้องมีเชื้อของไข่และเชื้อตัวผู้ถึงจะได้ แต่พืชนี้เอาธาตุอุตุนิยามมาผสมให้ได้สัดส่วน แล้ว spark เข้าเนื้อกันเป็นชีวะ เดี๋ยวนี้ทำได้แล้ว แต่จะทำให้เกิดเวทนาเกิดเป็นวิญญาณอย่างนั้น ยังไม่ง่าย เป็นพีชะนี้เขาพอทำได้แล้ว ใครเคยได้ยินว่ามีไข่เทียม

มีความเจริญที่เขาใช้คำว่า เศรษฐศาสตร์การเมือง เขาพยายามแยกเป็น 4 ของการเมืองแบบใหม่(New Politics) ได้แก่ 1. ความยั่งยืนทางนิเวศ (Ecological Sustainability) 2. ความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) 3. ความสุขสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ (Economic Welfare) 4. เศรษฐกิจพอเพียง ( sufficiency Economic) เขาถือว่าเป็นเสรีนิยมชนิดใหม่ เรากำลังชี้ให้เห็นว่า เสรีนิยมนี้ คือของคนที่เข้ามาสู่ความจน มาสู่ความพอ ความมักน้อย มีน้อยลงกว่านี้ได้ก็ดี ดีอย่างไม่ทรมานตนเองนะ ตนเองอยู่แข็งแรงสุขสำราญดี เป็นคนจนอย่างนี้ มีความเจริญ ทำให้ตนเองกินใช้เพียงพอแล้วทำได้มากโดยไม่เอาไปหากำไรจากผู้อื่น แต่เอาไปแจกจ่ายให้ผู้อื่น จึงเป็นคนจนที่มีสมรรถนะ ในสังคมคนจนที่ได้กล่าวคร่าว ๆนี้ มันจะเกิดสภาพทับทวี มีความรู้ความสามารถอยู่กันเป็นหมู่มวล มารวมตัวกันเป็นหมู่มวลชุมชน เป็นหมู่บ้าน เป็นอำเภอ เป็นจังหวัด หรือเป็นเครือแหที่เชื่อมสัมพันธ์กันอยู่ในโลกในสังคม มีทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา มีความเห็นความรู้ความเข้าใจและจุดหมายปลายทางอันเดียวกันสอดคล้องกัน ส่งเสริมกัน ช่วยกันทำ เป็นสุดยอดของความรู้และเป็นสุดยอดของความจริง ที่ได้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา สรุปแล้ว คนเหล่านี้รวมตัวกันก็จะมีมวลของผลผลิต แล้วมีน้ำใจ เห็นแก่ตัวน้อยหรือไม่เห็นแก่ตัวเลย เมื่อมีผลผลิตมากก็จะสะพัด เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์คือนักสะพัด เศรษฐศาสตร์ที่เจริญก็คือตัวเองพึ่งตนเองรอด และอยู่ได้ มีเหลือมีผลผลิตส่วนได้ส่วนเกินที่สุจริต ส่วนเกินเหลือ เอาไปแจกจ่ายผู้อื่นได้ แจกจ่ายก็ไม่ได้เอาเปรียบหรือไปค้ากำไรมาก มีแต่ขาดทุนให้ เพราะเชื่อมั่นในตัวเองและบุคคลที่สามารถสร้างได้เหลือและเกินหยุดตลอดเวลา ค่าเฉลี่ยนั้นใกล้จะเจ็บป่วยไร้สมรรถนะลงไป ก็มีตัวแทน มีผู้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูล เผื่อพอเหลือเกินในนี้แล้วมีตัวตายตัวแทน มีอัตราก้าวหน้าของตัวตายตัวแทน มีการเพิ่มขึ้นของตัวบุคคลและสมรรถภาพ ถ้าเข้าใจพอแล้ว คนที่มีลักษณะดังกล่าวจึงอยู่อย่างขาดทุน เป็นสังคมขาดทุนให้แก่คนอื่น เป็นคนที่ตัวเองขาดทุนให้แก่คนอื่น เป็นสังคมที่ขาดทุนให้แก่คนอื่น เพราะตัวเองพอกินพอใช้เหลือแล้วจะไปเอามาเพิ่มทำไม ขนาดขาดทุนนี่นะ ยังเพิ่มการขาดทุน เพิ่มเจริญทางขาดทุนยิ่งขึ้น ๆ ได้อีก นี่คือการทวนกระแสที่ซับซ้อน ยิ่งขาดทุนยิ่งๆขึ้นๆ ยิ่งสูง เพราะว่าความสูงของคนชนิดนี้จะสูงเพราะว่าตนเองขาดทุนได้มากขึ้น ขาดทุนได้ดียิ่งขึ้น ขาดทุนได้ดีขึ้น คิดค่าเฉลี่ยการเสียแล้ว เป็นค่ารวมค่าเฉลี่ยองค์รวม ที่คิดค่า GDP แล้วยิ่งเจริญ เจริญเพราะตนเองลดน้อยลงแล้วให้ผู้อื่นได้มากขึ้นนี่คือ GDP ชนิดใหม่ GDP แบบเดิมนั้นตัวเองจะต้องได้มากขึ้นดูดได้มากขึ้น กอบโกยเป็นนายทุนได้มากขึ้น ตรงข้ามกันเลยทวนกระแสกันเลย สัจจะที่ว่านี้เป็นคนจนแบบใหม่ เป็นเสรีนิยมแบบใหม่ เป็นปัญญานิยมแบบใหม่ เป็นปัญญานิยมที่ไม่เหมือนความคิดแบบเดิม แบบความคิดเก่าแล้ว เป็นผู้ที่มีสตางค์น้อย แปลภาษาอังกฤษเขาเรียกสตางค์ว่า penni คนมีสตางค์น้อยจึงเรียกว่า pennilist จึงเป็นคนจน แต่เป็นคนจนชนิดใหม่ neo pennilist คนที่มีสตางค์น้อยเรียกว่า poorman เป็นคนมีสตางค์น้อยแต่เป็นคนที่ช่วยคนอื่น เป็นคนจนที่ช่วยคนรวย เพราะว่าคนรวยนั้นตะกละไม่เสร็จ ก็ให้มันรวยให้เสร็จ เราทำให้ พวกเราไม่มีปัญหาทำให้เหลือเฟืออยากรวย รวยไป เมื่อไหร่จะรวยเสร็จ เมื่อไหร่จะรู้สักทีว่าแบกหนักหนาสาหัส กลัวจะสูญจะพร่องมันทุกข์จะตายชัก ก็ไม่เป็นไรให้รวยให้เข็ด คงจะเข็ดสักชาติหนึ่ง คือผู้ที่คิดได้อย่างที่อาตมาพูดไม่สิ้นไร้ไม้ตอก คนที่จะเจริญได้ แต่ก็จะมีคนที่ไม่เจริญเลยก็จะยิ่งกิเลสหนาขึ้นก็วิบากมาก แต่คนที่พัฒนาขึ้นเจริญขึ้นนั้นมีได้ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เมื่อพัฒนาขึ้นเจริญขึ้นว่าไม่ได้สิ้นหวัง ไม่ได้เป็นโมฆะ ไม่ได้เป็นหมันอะไร ก็สามารถสร้างสรรได้ ไม่ถือว่าเสียของไม่ถือว่าสูญเปล่า แค่นี้ก็คุ้มแล้ว อาตมาว่า เกิดมาในชาตินี้ช่วยเหลือพวกเราได้เท่านี้ตายก็คุ้มแล้ว อัตราก้าวหน้าปฏิภาคทวี ที่เป็นการพาณิชย์แบบใหม่ที่เรียกว่าการพาณิชย์แบบบุญนิยม การค้าขายขาดทุนของเรานี้ เรายิ่งทำการค้านี้ ยิ่งได้ตัดกิเลสสำหรับผู้มีกิเลส อยากจะเสียสละให้แก่สังคมได้เท่าไหร่โดยไม่ run shot ไม่ขาดตอนไม่กู้หนี้ยืมสินใคร เราก็ทำได้อยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรายิ่งทำก็ยิ่งขาดทุนให้แก่สังคมก็ยังอยู่ได้ดี ยิ่งหมุนได้ดี สมรรถนะของเราก็สูงขึ้น เราจะมีผลผลิตเมื่อไหร่ให้แก่สังคมก็ไม่คุ้ม เขาได้ไปอาศัยใช้กินอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอาไปเป็นกระดาษหลอกเหมือนเงินดอลล่าร์ มันไม่มีค่าแล้วเอาไปคืนเขาก็ตายทั้งเป็นเลยนะอเมริกา ในโลกขณะนี้

601022_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนจนที่ถึงตถตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน