สื่อธรรมะพ่อครู(ทักขิเนยบุคคล 7) ตอน สายศรัทธากับสายปัญญาสู่การบรรลุ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.87 KB
วันที่แก้ไข24 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ทักขิเนยบุคคล 7) ตอน สายศรัทธากับสายปัญญาสู่การบรรลุ _ลอย แคนาดา เรื่อง ประวัติการตีความพระไตรปิฎก มีหลายคนบอกว่า ผู้ไม่เชื่อ เรื่องชาติก่อน ชาติหน้า เวรกรรมเก่าจากชาติก่อน ย่อมไม่ใช่ชาวพุทธ อันนี้ มีใครไปแก้พระไตรปิฎก ให้ผิดเพี้ยนหรือเปล่าครับ หรือเป็นการสอนเพื่อผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงด้วยปัญญา ในการเข้าใจในเรื่องขันธ์ ไตรลักษณ์ และปฏิจจสมุปบาท สามารถเข้าถึงโดย ปฏิบัติด้วยศรัทธา ครับ พ่อครูว่า...ผู้ที่เชื่อว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ เข้าใจว่ามีชาตินี้ชาติหน้า ก็คือผู้มีปัญญา ส่วนนัยของศรัทธาและปัญญานั้นค่อนข้างสับสนกัน พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องของ ทักขิเนยบุคคล 7 สามเส้าแรก เป็น สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ เส้าต่อมา คือ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติ ผู้ที่มีศรัทธาเป็นหลักสัทธานุสารี ก็ต้องพยายามตามหาสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิจริงๆก็คือปัญญา ศรัทธานั้นยากจะเข้าใจ ศรัทธานี้ตามอย่างไรอย่างไรก็หนักไปทาง วิมุติ วิมุติหรือนิโรธ การดับสนิทหลุดพ้น ส่วนวิมุตินี้หลุดพ้นด้วยการวางด้วยปัญญา วิมุตินี้สว่าง นิโรธนี้มืดดับดำ วิมุตินี้สว่างว่าง สายศรัทธาหนักทางนิโรธ ไม่หนักทางวิมุติ สัทธานุสารีก็ได้สัทธาวิมุติ ส่วนธัมมานุสารีก็ได้ทิฏฐิปัตตะ ไม่ดับไม่มืด (ปัตตะ เป็นมรรค ปันนะ เป็นผล) ทิฏฐิปัตตะ เริ่มต้นเป็นผู้เข้าถึงความรู้ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติ เริ่มต้นจะเข้าถึงความหลุดพ้นด้วย ทิฏฐิปัตตะ สายศรัทธา มีสัทธานุสารี สัทธาวิมุติ แล้วกายสักขีได้องค์ประชุมรูปนามก็ยังไม่ครบถ้วนในความรู้ กายสักขี พระพุทธเจ้าสำทับว่า แม้จะหลุดพ้น แต่อย่างไรๆแม้ทางรูปธรรมทางวัตถุนี้ไม่เอา แต่จิตจะบรรลุไหม? จิตยังไม่ถึง กายสักขียังไม่ถึง ต้องเติมความรู้ปัญญาวิมุติให้ไ

อ่านต่อ

ด้ กายสักขี จึงมีอาสวะบางอย่างดับได้ แต่ปัญญาวิมุติดับอาสวะสิ้น ส่วนจะถึงอุภโตภาควิมุติต้องหมดสองอย่างคือ อาสวะและอนุสัย ผู้ดับอาสวะแล้วจะไม่เกิดมาอีกได้ แม้จะเหลือเศษอีกก็เป็นชรตา ไม่มีอุปจยะหรอกไม่มีการเกิด ถ้าคุณไม่เติมสันตติ ให้อุปจยะอีก ชรตาก็มีแต่เสื่อมสูญ เป็นเอง ไม่มีพลังงาน Coefficient ให้มันเพิ่มขึ้นมาอีก อย่างอาตมานี่ อาตมาหมดอายุขัย ไปตั้งแต่อายุ 72 ปี ทุกวันนี้พยายามจะฝืนจะเติมอิทธิบาทให้ได้อีก เติมรอบหนึ่งก็ยังไม่พอใจ รอบนักษัตร 72 เติมอีก 12 ก็เป็น 84 มันก็จะคล่องขึ้น ไปถึง 96 แล้วจะหนัก ถ้า 96 นี้อาตมาไม่รอดก็ไม่รอด แต่ถ้ารอด 96 อีกได้ จะไปถึง 108 ปี ตกลงจาก 72 ไปถึง 108 นี้จะอีก 3 นักษัตร จะขึ้นไปถึง 120 120 ยังไม่พอใจจะต้องไปถึง 132 แล้วจะเอาไปถึง 144 ถ้า 144 อาตมาจะอยู่ต่อไปอีกอย่างมากก็ 7 ปี เป็น 151 ปีก็ไปตาม momentum อาตมาไม่ฝืนแล้ว แต่ก็ต้องพากเพียรให้มี Coefficient อาตมาเชื่อ คนอื่นจะเชื่อหรือไม่ก็ตามว่าไม่น่าเชื่อนะ จะเพิ่มไปอีกสามนักษัตร อาตมาพยายามอยู่ ถ้าอาตมาพิสูจน์ได้นี่ คนจะเชื่อ ถ้าถึง 108 ปีนี้ ฆ้องไม่ต้องมีใครไปเคาะหรอกของมันจะดังเอง เพราะตอนนี้สังคมโลกเข้าใจโลกุตรธรรมแล้วว่าคืออะไร โลกุตรธรรมคือมาหาทางหมด เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์จึงต้องมาหาทางนี้ ตอนนี้ทุนนิยมยังแข็ง เป็นปลายกรวย จนกว่าเขาจะชัดเจนยอมรับก้นกรวย ความคิดจะเข้าใจว่าคน 0 คือ คนไม่มีอะไรเลยไม่เอาอะไรเลย หรือเชื่อพระเจ้า เชื่อบารมีจะมีสิ่งหนุนเนื่องเอง สายเจโตเชื่อพระเจ้า สายพุทธศาสนาเชื่อบารมี จะมีขึ้นมาเอง ไม่มีใครมองเห็นหรอกอย่างทุกวันนี้อาตมาไม่เรี่ยไร ไม่หาเงิน อาตมาใช้จุเหมือนกันนะไม่ใช่น้อย ทุกวันนี้ เพราะเราสะพัดออกไปช่วยผู้อื่นทันที แล้วเราก่อร่างสร้างตัวด้วยนะ ดูสิว่าทุกวันนี้เฮือนสวน ยังไม่เสร็จเลย จะเป็นอาคารที่มีการเรียนการวิจัย มีการพาณิชย์สะพัดออกไปสู่มวลชน แต่ตอนนี้เป็นโครงสร้างใหญ่ได้แล้ว เนื้อรายละเอียดที่ต้องเติมก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น ก็ค่อยๆเป็นไป อธิบายอีกส่วนหนึ่งขอให้ฟังดีๆ แม้แต่คนมาหากินอยู่ในราชธานีอโศก มาอาศัยที่นี่หากินยังมาอู้งานอยู่ในที่นี่เลย เราก็เกรงใจไม่อยากพูดให้กระทบกระเทือนใจ แต่มาอู้งานกินไปวันหนึ่ง รัฐบาลก็ตั้งอัตราค่าแรง วันละสามร้อยสี่ร้อยไปเรื่อย เขาก็มาทำงานก๊อกๆแก๊กๆมาได้วันละสามสี่ร้อย เขาอู้งานนี้เขาเลวลง เขาเป็นหนี้เราก็ค่อยบอก เราไม่อยากรังแก อยากให้เจริญพัฒนาแต่ก็อย่ามาทำอย่างนี้มันจะเป็นนิสัยเสีย อกุศลมากขึ้นนะ ไม่ใช่กุศลมากขึ้น ที่ได้มาเอาเปรียบได้เปรียบมันก็แย่นะ นี่คือความซับซ้อน ว่ากันจริงเราก็อาศัยกัน แต่ว่าเขามาอาศัยเราเขาก็ไม่ควรทำให้ตัวเองเสื่อม เราก็อาศัยเขา นี่คือภาวะซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจ สัทธานุสารี ได้วิมุติก็แบบเดา ส่วนธัมมานุสารีสายปัญญาแท้ๆ พอได้บรรลุขั้นที่สองก็ทิฏฐิปัตตะ สว่างชัดเจนเป็นชิ้นเป็นอันไม่มั่ว พอบรรลุอีกทีก็เป็นอรหันต์ ปัญญาวิมุติ ส่วนกายสักขียังไม่เรียกว่าอรหันต์ จะต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะได้อรหันต์ ผู้ที่เป็นสายศรัทธาเจโต จะเดินไปตามทางเขา ส่วนสายปัญญาเริ่มด้วยธัมมานุสารี แล้วเป็นทิฏฐิปัตตะ แล้วปัญญาวิมุติดับอาสวะได้ ดับอนุสัยได้ต่อไป นี่คือ 7 บุคคล สายแรก สัทธานุสารี สัทธาวิมุติ กายสักขี อีกสายหนึ่ง ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติ พวกสัทธา ไปได้กายสักขีก็จะช้ามีรูปธรรมเป็นสักขีพยาน แต่ก็เสพ วน ดีไม่ดีวนในอบาย อาตมาก็นึกถึงสายอ.มั่น มหาบัว ช้าอยู่อย่างนั้นไม่รู้แม้แต่อบาย สิ่งเสพติดอยู่ก็ไม่รู้ว่าเป็นรสชาติ อย่างนั้นแหละช้า ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างมหาบัว ก็หลงว่าตนวิมุติหลุดพ้นอยู่นั้น ทั้งที่มีสิ่งเสพติดอบายอยู่ ใน 7 อาริยบุคคลนี้ จึงต้องเข้าใจถึงสภาวะ ของสายศรัทธากับปัญญา จะต้องเกื้อกูลกัน ปัญญาต้องอาศัยเจโตเกื้อกูล ศรัทธาต้องอาศัยปัญญา แต่โดยสัจจะแล้วปัญญาจะเร็วกว่าศรัทธา 601023 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนที่ถึงสาธารณโภคี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน