สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน รายละเอียดการไม่ค้าขายอาวุธและสัตว์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข24 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน รายละเอียดการไม่ค้าขายอาวุธและสัตว์ ในยุคสังคมน้ำเน่าเกิดสังคมอย่างนี้ได้ก็สุดยอด ใครไม่เอาก็แล้วแต่ เราไม่เน่า เราเห็นสังคมเน่าแต่เราไม่เน่า ซึ่งเรียกว่าหมู่บ้านชุมชน “สาธารณโภคี” และดำรงความเป็นอยู่ของชีวิตจริงที่ไม่ใช่ละครหรือการแสดงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นชีวิตจริงสังคมจริงของคนที่สมัครใจมาอยู่ร่วมกันมีชีวิตอยู่กับเศรษฐกิจ “สาธารณโภคี” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้จริง สำเร็จอย่างเป็นจริง คนทุกคนในชุมชนนี้จึงชื่อว่า “คนจน” ที่แท้จริง เพราะแต่ละคนไม่มีสมบัติ “ของตน” มีแต่ของส่วนกลาง ทำอาชีพก็ไม่มีมาเป็นของตน ฉะนี้เป็น “สัมมาอาชีพ” สูงสุด นั่นคือ ทำงานเลี้ยงชีพโดยไม่รับรายได้มาเป็นของตน ซึ่งพ้นจากการทำงานอาชีพที่ยังมีลาภแลกลาภ(ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา) สังคม “สาธารณโภคี” จึงเป็นสังคม “คนจน” ที่เป็นจริงที่สุด และเป็น “คนจน” ที่เจริญสูงสุด ประเสริฐสุดด้วย คนลักษณะนี้แหละที่คือคนจน สร้างสรรได้ด้วยสมรรถนะและขยันทำได้ผลผลิต แต่ไม่สะสม ให้ส่วนกลาง แล้วมีคนช่วยจัดสรร บริหารเงินทองกัน คนจัดสรรก็ต้องขอบคุณเขา ล้วนแล้วแต่มีงาน พ้น การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) แล้วพ้นอาชีพ บาปสามประการคือ หนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ สองไม่เอาของใคร สามลดกาม จนหมดกาม หนึ่งไม่ฆ่าแล้วสัตว์แม้สัตว์เซลล์เดียวก็ไม่ฆ่า เพราะรู้ว่ากว่าเขาจะหลุดพ้นจากกรอบพีชนิยามไม่ใช่เล่นๆ ปล่อยเขาไปตามวิบาก เขาอาจจะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ แล้ววิบากบาปตัดรอนพระพุทธเจ้า ทำเป็นเล่น พูดชัดๆว่าฆ่าพระพุทธเจ้า ถ้าเซลล์นี้ จะไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต คำว่าไม่ฆ่าสัตว์เลยนี้จึงสูงสุด ในอุตุนิยาม พีชนิยาม พีชนิยามไม่มีวิบากไม่มีพยาบาทหมุนเวียนใช้หนี้ ไม่มีเวทนา วิญญาณ มีแ

อ่านต่อ

ต่สังขาร แต่เริ่มเป็นชีวะระดับจิตนิยามอย่า โทษที่ยังมีประมาณน้อยอย่าทำ สัตถวณิชชา เขาไปอธิบายว่า อาวุธฆ่าสัตว์ แต่วัตถุฆ่าสัตว์ สัตถวณิชชา นี้บาปอันดับหนึ่งเลย ในธาตุต่างๆ ธาตุความเป็นสัตว์สูงสุดคือธาตุจิตนิยาม หลุดจากพีชนิยามได้แล้ว ธาตุจิตนิยามอย่าฆ่าเขาเลย คุณไม่ฆ่าแต่สร้างอาวุธมาฆ่าก็บาปเป็นอันดับหนึ่งเลย ถ้าโดยวัตถุมันไม่เป็นที่หนึ่งได้ แต่พอเป็นวัตถุฆ่า มันเป็นอันดับหนึ่งเลยอย่าค้าขายแลกเปลี่ยนกันเลย แล้วขายแพงอีก จะบาปซ้ำซ้อนอีกเท่าไหร่ คิมจองอึน หรือโดนัลด์ทรัมป์ หรือปูติน หรือสีจิ้นผิง ระวังจะไปทำอาวุธร้ายแรงฆ่ากัน แต่ถ้าเป็นเทคโนโลยีสร้างสรรก็แล้วไป ถ้าขายแพงก็วิบาก แต่ขายถูกก็ดี แต่ถ้ายิ่งเป็นอาวุธร้ายแรงแล้วขายแพงด้วย ก็ยิ่งบาปหลายชั้น ทำไมวัตถุต้องยกเป็นข้อแรก คือเพราะเป็นวัตถุที่ใช้ฆ่าสัตว์ ระวังอย่าไปสร้างอย่าไปทำขึ้นมา ปล่อยให้สัตว์เขาปลอดภัย ไปสร้างวัตถุฆ่า แต่สร้างมีดพร้าวัตถุทำงานก็แล้วไปนะ เช่นขวานจะใช้ตัดไม้ก็ดี แต่ถ้าเอาไปฆ่ากัน อย่าทำเลยมีดดาบ ทำแค่อีโต้ปังตอก็พอ แต่ดาบ อาวุธ ไปห้ำหั่นคน อาวุธกับสัตว์จึงสลับไปมา เมื่อไหร่ วัตถุ อุตุนิยามที่จะเป็นอาวุธ ถ้าสร้างมาใช้งาน ไม่ต้องไปค้าขายกัน การค้าขายห้าประการ ค้าขายอาวุธ สัตถวณิชชา บาปหนาอันดับหนึ่งเลย 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) แม้ไม่สร้างอาวุธ อย่าเลี้ยงสัตว์ขาย อย่าไปทำสิ่งเป็นพิษมาขาย เขาไม่เอาพิษแบบฆ่า แต่เอาของมอมเมา เมาแล้วก็ตายกันเป็นเบือ เมาไม่มีสติสัมปชัญญะ ขณะนี้ เศรษฐีในเมืองไทย มีสร้างสัตว์กับสร้างน้ำเมา นี่บาปหนักสองหนัก อาตมาพูดสัจจะนะ อย่ามาฆ่าอาตมานะ บาปมากบาปแรงนะ ถ้าเพลาได้อย่าไปค้าขายกันเลย สัตว์มันเป็นวิบากของสัตว์ คุณไม่สร้างสัตว์เป็น เอาเนื้อมาขายก็เลี่ยงไม่ออกหรอก จะค้าขายสัตว์เป็นไปให้ฆ่ากินเลย ถ้าเขาจะขายให้ไปเลี้ยงอย่างรักจนตายก็พอทำเนาแต่นี่ขายให้เขาฆ่า? หรือขายอาหารมาเลี้ยงสัตว์อีก คือสัตว์นี่เลี้ยงมันมา ประคบประหงม แล้วก็ฆ่ามันกิน หลอกให้สัตว์มันตายใจว่ารักสัตว์ อํามหิตยิ่งกว่ายักษ์มาร หลอกให้ตายใจแล้วฆ่า ฆ่ากินหรือขายให้คนอื่นฆ่า จะขายให้คนอื่นไปเลี้ยงจนตายก็พอทำเนา สรุปแล้ว หนึ่งวัตถุหรือสสาร กับความเป็นสัตว์ จะสลับกันไปมา เมื่อใดที่สำคัญกว่ากัน หนึ่งสัตว์ ปล่อยเขาไปอย่าไปทำลายชีวิต สองวัตถุที่จะไปทำลายชีวิตอย่าไปทำ วัตถุจะเอาไปตัดต้นไม้ก็พอทำเนา แต่อย่าเอาไปฆ่าสัตว์ อยากไปสร้างวัตถุฆ่าสัตว์ จะไม่ค่อยเข้าใจด้วยปัญญาสูงขึ้นไป แล้วจะสามารถอยู่อย่างปลอดจากโทษบาปภัย มีแต่กุศล ศีล เราจะปฏิบัติศีลไป ตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ ศีล 5 8 10 หรือไล่เป็นศีล 26 แต่ละข้อที่คุณจะเอาไปปฏิบัติ ศีล 5 กลั่นกรองมาสุดยอดแล้ว เลย ศีล 8 10 ก็ละเอียดไป จากนั้นก็ศีล 26 ตามแต่ใครจะเอาอะไรก่อน ถ้าเลยศีล 10 ไปแล้ว รับรองว่าถ้าได้ใช้ศีล 26 ข้อนี้ เป็นอรหันต์เด็ดขาดไม่ว่าใคร เลือกให้เหมาะสม ถ้าได้เกินศีล 10 แล้วมีหลักประกันไม่ตกต่ำแล้ว ที่เหลือเลือกในศีล 26 ข้อนี้

จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลต่างกันอย่างไร มหาศีล เป็นศีลของศาสนา ทุกคนต้องเคารพ ไม่ละเมิดมหาศีลที่ห้ามเดรัจฉานวิชชา ในเดรัจฉานกถาอยุ่ในมัชฌิมศีล เดรัจฉานวิชชาคือมีความรู้เท่านั้นแล้วทำเลย ส่วนเดรัจฉานกถาคือมีความรู้เป็นเนื้อระดับคำพูด ถ้าเป็นเดรัจฉานวิชาก็จะทำ ใช้เลี้ยงชีพด้วย รู้แล้วทำ ทั้งพูดและทำ ส่วนเดรัจฉานกถานั้นได้แต่พูดยังไม่กล้าทำ พูดให้คนอื่นทำ ยังไม่พ้นนะ เข้าตัวนะ เพราะฉะนั้น ถ้าพ้นทั้งเดรัจฉานวิชา เดรัจฉานกถาก็สมบูรณ์ เราไม่พูดไม่ทำเลย แล้วก็รู้เท่านั้น ไม่ต้องไปบังคับหรือระวังเลยว่าจะไปทำ เพราะจิตเป็นแล้ว สรุปคือ เดรัจฉานวิชาเป็นของส่วนรวม ในเดรัจฉานวิชา หรือในมหาศีล ที่ห้ามเดรัจฉานวิชาทั้งสิ้น หยุดเถอะ ศาสนาพุทธในยุคพระพุทธเจ้าไม่มียังไม่เสื่อม จนเดี๋ยวนี้มีเต็มไปหมดเลยในวงการศาสนา มีในอโศกเท่านั้นไม่มีทำตามที่ห้ามทำในมหาศีล จุลศีลคือศีลส่วนตัวแต่ละบุคคล มัชฌิมศีลคือศีลละเอียดกว่าจุลศีล ทำจุลศีลได้ก็ขยับไปละเอียดเป็นมัชฌิมศีล ส่วนมหาศีลคือของส่วนรวมทั้งศาสนา อาตมาจึงยืนยันว่าในอโศกไม่ละเมิดมหาศีลแล้วนี่คือชาวอโศกแน่นอน เป็นศาสนาที่รักษาความบริสุทธิ์สะอาดได้อย่างนี้ สมณะเดินดินว่า..ได้ฟังข่าวว่ามีพระวัดหนึ่ง เลี้ยงหมู ให้ขนมกินทุกวัน วันหนึ่งไม่ได้ให้ขนมมันกัดเอาเลย ถ้าศึกษา จุลศีล ห้ามเลี้ยงสัตว์ก็จะไม่ทำ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องช้าง ก็ช่วยกันมากเลย สุดท้ายมันก็ตาย เครียดตาย นึกถึงสัตว์ที่ถูกฆ่าเอาไปขายกิน มันก็ต้องเครียดมากสารพิษจะหลั่งในเนื้อจะมีมากกว่าอีก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน