ฝันของพระอรหันต์ต่างจากฝันของปุถุชน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข8 พฤศจิกายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

ฝันของพระอรหันต์ต่างจากฝันของปุถุชน _1. ในฝันตอนไม่มีสติ.. ทำไมโทสะของเรามันขึ้นแรงกว่า ตอนลืมตามีสติ(ตอนลืมตาผมว่าผมลดมันได้เยอะและไม่ออกมาข้างนอกหยาบ ๆ แล้ว) 2. วิธีจะไม่ให้มันเกิดแรง ก็ต้องทำจาก ภพนอก ของเราให้หมด เพื่อเข้าไปหา ภพใน จะบรรเทาสภาวะทุกข์ของเราได้ใช่ไหมครับ? 3. พระอรหันต์ จะมีการฝันแบบ โกรธคนแต่ไม่มีรสโกรธ ไหมครับ? แบ่งตอบ 2 วันก็ได้นะครับถ้าคำถามผมได้ลง แบ่งให้ท่านอื่นได้ถามบ้างนะครับ พ่อครูว่า... (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... คนบางคนทำไมตอนมีสติลืมตาตื่น ถึงสังวรได้ดี ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำไมตอนฝันถึงแรงกว่าตอนตื่นปกติ มันน่าจะเป็นธรรมชาติของคนขาดสติ กิเลสที่อยู่ลึกๆจะขึ้นมาทำงานเต็มที่ พ่อครูว่า... ใช่ๆ ก็สติมันมีพลัง ท่านเรียกว่าอธิปไตย เป็นอำนาจ เป็นพลัง สติเมื่อตื่นเต็มลืมตา มันจะเป็นธรรมชาติธรรมดาคน นอนหลับไป มันก็ตกภพ สติ มันแปลว่าร้อย มาจากศัพท์คำว่า สต แปลว่าร้อย ก็คือตื่นเต็มร้อย ชาคริ หรือชาคระ หรือชาคริยา ตื่น มีภาวะตื่นเต็ม ศาสนาพุทธเป็นศาสนาชาคริยานุโยค แม้จะหลับตานอนหลับก็ต้องตั้งความตื่น พยายามอย่าให้มันตกหลับไหล ถ้าหากหลับไหลก็ถูกผีเข้า ถูกอำนาจกิเลสครอบงำ มีฝันเลอะเทอะไปหมด ซึ่งเยอะมากในตอนนอนหลับนี้ เพราะเราปิดทวารทั้ง 5 ข้างนอก มันก็เลยไปรวมอยู่ในทวารข้างใน ชีวิตตอนตื่นนอนเรามีทั้ง 5 ทวารแบ่งไปตาหูจมูกลิ้นกาย มันก็กระจายออกไป ทีนี้เมื่อไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไปรวมอยู่ภายในหมดเลย มันก็เลยเป็นพลังงาน รูปก็ดี เป็นเสียงรสสัมผัสมันมะรุมมะตุ้มรวมกัน ปรุงแต่งกันเป็นเรื่องราว เรื่องของรูปมันก็ต้องเอาของมันบ้าง เสียงก็จะเอาของมันบ้าง กลิ่นก็จะเอาของมันบ้าง ไม่ว่าจะกลิ่นหรือรส แม้ โผฏฐัพพะ มันก็มีมโนสังขาร มีการปรุงแต่งทางจิต มัน

อ่านต่อ

ก็เต็มไปหมดเลย เรื่องก็เลยเยอะ อยู่ในจิต เพราะฉะนั้นการที่จะควบคุมให้ตื่น เป็นชาคริยาเต็มร้อยมันก็ยาก คุมไม่ค่อยได้ ถึงต้องมาฝึกฝน จริงๆแล้วมันก็เป็นธรรมชาติของการปรุงแต่ง เป็นพระอรหันต์ก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นในตอนนอนหลับ มีเรื่องราวมีสภาพของพลังงานรูปนาม ปรุงแต่งกันเป็นธรรมชาติ ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็มีกิเลสเลอะเทอะไปกับโลก พอเป็นพระอรหันต์แล้ว จิตก็ไม่มีเรื่องของกิเลสของโลก มันก็มีเรื่องของธรรมะ ก็ปรุงแต่งเป็นธรรมะไป เป็นเรื่องเป็นราวของธรรมะไปเท่านั้นเอง คนไม่รู้ก็บอกว่าพระอรหันต์นอนแล้วจะมีฝันไหม คนไม่รู้ว่าฝันคืออะไรก็นึกว่าเป็นเรื่องราวที่ปรุงแต่งกันก็เรียกเลอะกันเป็นฝันหมด ฝันในความหมายของชาวโลกที่คนเข้าไปเข้าใจก็คือ สภาพที่ปรุงแต่งกันแล้วก็มีกิเลสเข้าไปปรุงกันใหญ่นั้นเรียกว่าฝัน พอไม่มีกิเลสแล้ว อย่างพระอรหันต์ท่านไม่เรียกฝัน แต่มีเรื่องราว ปรุงแต่งเป็นเรื่องราว ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นธรรมะเป็นเหตุเป็นผล เป็นนิมิตเป็นเครื่องหมาย มีความเข้าใจ สังเคราะห์สังขาร ชนิดที่ไม่ได้เป็นรสของโลกๆที่จะต้องมีรสอร่อยรสสนุกแบบรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มีอัสสาทะ มันไม่มี มันก็เป็นการปรุงแต่งตามจริงของมัน มีความรู้มีความหมาย ก็มี 2 ชนิด ชนิดปรุงแต่งเป็นธรรมชาติ กับชนิดสะกดจิตไม่ให้ทำงาน ที่จริงมันทำงานได้ แต่พวกหลับตาสะกดจิต สะกดจิตไว้ สะกดจิตตัวเองให้ไม่เอาสัญญามารับรู้ มาปรุงแต่งอะไร ซึ่งไม่ใช่มันไม่ปรุงแต่งนะ มันไม่หยุดปรุงแต่งหรอกสำหรับพลังงานสังขาร มันก็ปรุงแต่งอยู่ แต่ตัวเองไปดับสัญญาดับการกำหนดรู้ ดับความรู้สึกดับเวทนา มันก็เลยไม่รู้จักสังขาร โง่เองเป็นวิธีของเดียรถีย์นั่งหลับตาสะกดจิต ดับสัญญาดับเวทนาก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองปรุง มันก็เลยสะดวกใหญ่ไม่มีอะไรไปควบคุมไม่มีสติสัมปชัญญะมันก็ปรุงหนักเข้าไปใหญ่ มันยิ่งหนักกิเลสยิ่งได้โอกาส สู่แดนธรรม... พอดีผมนึกถึงที่พ่อท่านเคยตอบพวกเรา ที่ไปสร้างชุมชนอยู่ไกลๆพอสมควรแล้วไปมีปัญหากับชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไม่ยอม เขาไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร ก็แสดงออกไปประท้วงกับชาวบ้าน เอาโซ่รัดตัวเอง แล้วไปประท้วงกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็รับไม่ได้ เขาก็บอกว่าตัวเองทำไปโดยไม่รู้ตัวที่เอาโซ่ไปรัดตัวเองไปประชุมกับชาวบ้าน พ่อครูว่า... ถ้าคุณบอกว่าคุณทำไปโดยไม่รู้ตัวนั่นแหละมันเป็นกิเลสที่หยาบมาก ในขณะลืมตาตื่นแล้วทำอะไรแบบไม่รู้ตัว มันเป็นกิเลสที่มากแบบใดครับ พ่อครูว่า... คนเราโมโหจัด เคยเห็นไหม แม้ตัวเองไม่เคยทำ แต่จะมีคนอื่นทำให้เห็น ไม่รู้ตัวหรอกเหมือนผีเข้าสิง โมโหจัด ทำอะไรรุนแรงเลอะเทอะ บางทีกิเลสราคะจัด ไม่มีบันยะบันยัง โลภจัด จนกระทั่งต้องแย่งชิงเข่นฆ่าคนอื่น ซึ่งมันมีอำนาจของกิเลสนี้จริง เพราะฉะนั้นมันจึงต้องสร้างพลังงานที่ไป 1. รู้ว่ากรรมกิริยาหรืออารมณ์โกรธ อารมณ์ความโลภ อารมณ์ราคะเป็นอย่างไร ก็อย่าให้มันเป็นตัวนี้แหละ อย่าให้มันเป็นราคะ อย่าให้เป็นโทสะ อย่าให้เป็นโมหะ ให้มันเบาลง ให้มันอ่อนลง คนไม่ปฏิบัติธรรมก็มีความรู้มีสำนึกมีความเข้าใจอันนี้เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว และได้ป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นมาขายขี้หน้า คนแสดงความโลภจัดออกมาต่อหน้าใครมันน่าเกลียด โทสะก็ตาม ราคะก็ตาม ยิ่งราคะหรือโทสะนี้ง่าย มันโกรธแล้วแสดงออกมามันน่าอายก็เลยต้องควบคุมบังคับ ควบคุมได้เท่าไหร่ก็สุดวิสัยแสดงออกเท่านั้น ควบคุมได้น้อยก็แสดงออกเลย ฝึกปรือกดข่มไว้ก็แสดงออกไม่แรง แต่ของพุทธฝึกฝนนั้นไม่ต้องไปกดข่ม ต้องเรียนรู้ด้วยปัญญาจริงๆไม่ได้ไปข่ม กดข่มมันไม่รู้แล้ว ยิ่งกดข่มมันจะถึงจุดระเบิดได้ เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นคนไม่มีสติไม่มีอะไรยับยั้ง ระเบิดออกมานั่นแหละคือคนหน้ามืด โทสะมากก็หน้ามืด ราคะหนักก็หน้ามืด โลภะหนักก็หน้ามืด พระพุทธเจ้าบอกว่ากดข่ม ไม่รู้แล้วมันสะสมก็จะระเบิด เรื่องของเรื่องคือมีกิเลสราคะโทสะโมหะนี่แหละคือตัวเหตุ ต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ว่าถ้าไปมีพลังงานอย่างนี้มันโง่ โง่ๆๆๆ พลังปัญญาจะมีอำนาจแห่งความรู้ธาตุรู้ที่มีพลังจริงๆ พลังรู้แล้วมีอำนาจลดพลังราคะโลภะโทสะ เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เมื่อเกิดปัญญาได้ปัญญาก็จะกำราบ ลดโทสะ ด้วยความรู้ว่าอย่าโง่นะ เพราะฉะนั้นความโง่หรืออวิชชาก็ยอมแพ้ไปตามสัจจะ ปัญญาจึงเป็นธาตุรู้ที่ยิ่งใหญ่ สายเทวนิยม สายเรียนรู้แบบหลับตาวิธีเทวนิยมทั้งหลาย ไม่มีปัญญาเกิดได้หรอก ธาตุรู้ที่เป็นโลกุตระที่เรียกว่าปัญญา ปัญญา 8 ที่อาตมากำลังเขียนอยู่ยังไม่จบนี่แหละ ละเอียดลออชัดเจน ยิ่งเขียนยิ่งเห็นชัดเจนว่า ธาตุรู้เป็นปัญญาที่ตรัสรู้โดยพระพุทธเจ้า แล้วคนก็เอาคำว่าปัญญาไปเรียกกันเลอะเทอะ ซึ่งแท้จริงมันมีไม่ได้ง่ายๆหรอก แม้แต่ ข้อ 1 ไปจนถึงข้อ 8 ในปัญญา 8 มีเองไม่ได้ ต้องได้รับการเรียนรู้จากพระพุทธเจ้า จากสัตบุรุษจากครูที่สัมมาทิฏฐิ ฟังแล้วก็เรียนรู้ซ้ำตามปัญญาข้อที่ 2 ต้องไปไต่ถาม เอาไปปฏิบัติเกิดข้อสงสัยก็ไปไต่ถาม ให้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จึงจะมีปัญญารู้ว่ากิเลสมันลดลง กิเลสมันดับลงไป จิตมันสะอาดมันสงบ สงบเพราะกิเลสลดลง กิเลสมันตาย ไม่ใช่ลดธรรมดา แต่กิเลสมันตายจริงๆ มันถูกทำลายตัวตนของกิเลสลงไป จิตใจก็เลยสงบแบบลดตัวตนและตัวตน ถูกพลังปัญญากำจัดออกไป เป็นความสงบอีกแบบนึง ต่างกับความสงบที่เป็นีบบโลกีย์ ปัญญาข้อที่ 3 จึงได้รู้จักความสงบ 2 อย่าง คนเรียนรู้แบบโลกียะธรรมดาก็บอกว่ามีความสงบ 2 อย่างเขาไม่รู้หรอกว่ามีความสงบ 2 อย่าง อย่างที่เป็นโลกุตระเป็นอย่างไร สายอาจารย์มั่น สายมหาบัว สายนั่งหลับตา แม้แต่เถรสมาคมก็เถอะ ไม่ใช่จะมีปัญญาข้อที่ 3 นี้ได้ง่ายๆ จะรู้ว่ากิเลสลดเป็นความสงบ ลดจากราคะก็สงบ ลดจากโทสะก็สงบ สงบเพราะว่าลดละกิเลสจริงๆ กับสงบเพราะกดข่มกิเลส สงบแบบโลกุตระนั้นลดไฟกิเลสให้ตายไปได้จริง กับสงบแบบสะกดมันไว้มันก็ยิ่งดิ้นมากสักวันมันก็ระเบิด ไม่ได้เข้าใจอย่างนี้หรอก ไปเข้าใจกายสงบจิตสงบ กายสงบก็คือ บังคับไม่ให้ร่างกายกระดุกกระดิก กายคือร่างสรีระเคลื่อนไหวกายวิญญัติ ทำให้กายไม่กระดุกกระดิก นี่คือกายสงบแบบมิจฉาทิฏฐิ เดียรถีย์ ไม่ใช่ปัญญา ได้แค่นี้ แล้วเขาพยายามสะกดจิตให้จิตนิ่งอย่าไปรับรู้สัญญา เวทนาเห็นไหมความสงบแบบเดียรถีย์เป็นอย่างนี้ ส่วนความสงบของพระพุทธเจ้านั้น กายยิ่งแคล่วคล่องว่องไว กิเลสยิ่งตาย กายยิ่งคล่องแคล่วเป็น กายปาคุญญตา กิเลสสงบอีก จิตก็ยิ่งแคล่วคล่อง กายก็ยิ่งแคล่วคล่อง ไม่ใช่หมายความว่าไม่กระดุกกระดิก หยุดไปหมด กายภายนอกก็ไม่กระดุกกระดิก จิตก็ไม่นึกคิด ไม่มีสัญญา ไม่มีเวทนาก็คือสงบ ซึ่งมันคนละเรื่องกันเลย ฟังเข้าใจพอแยกกันออกชัดขึ้นไหม นี่คือปัญญาข้อที่ 3 เป็นความสงบ 2 อย่าง ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ มันเป็นโลกุตระแล้ว ข้อ 1 ข้อ 2 ต้องฟังถ่ายทอดจากผู้มีโลกุตระแท้ ข้อ 1 นั้นโดยตรงจากของพระพุทธเจ้าเลย แล้วยังต้องเข้าไปถามพระพุทธเจ้าอีกในข้อที่ 2 หรือผู้รู้ไม่มีแล้วพระพุทธเจ้า มีสัตบุรุษ ผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิอย่างมีอยู่ในยุคนี้ โพธิรักษ์อย่างนี้ ก็ต้องเข้ามาถาม ต้องเข้ามาศึกษาจากโพธิรักษ์ ก็มีอยู่เท่านี้ เพราะมันไม่รู้จักค่าของความเป็นโลกุตระ โลกุตระมันหมดไปแล้ว ตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตร เหลือกลองอานกะที่มันเปลี่ยนแปลงไปแล้วในครึ่งศตวรรษของพุทธกัปของพระพุทธเจ้ามันก็จริงที่สุดตามพระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ทั้งนั้น ผู้ที่เข้มาหาสัตบุรุษ มาฟังธรรมะไตร่ถามอย่างพวกเราทำ ก็เห็นความสำคัญเรื่องของการฟังธรรม โดยฟังธรรมจากสัตบุรุษมันเป็นลาภอย่างยิ่งของชีวิต คนที่รู้ค่ารู้สาระ จะต้องพยายามเข้ามาในชีวิตนี้ ผู้ที่ไม่รู้ค่าเห็นอย่างอื่นสำคัญกว่า เขาก็ยังอยู่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไป เห็นโลกโลกีย์ มีครอบครัว มีคณะบริวารอะไรที่สำคัญ เขาก็ไป แต่คนเห็นว่าเกิดมาทำแบบนั้นมันทำมาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว เกิดมาแสวงหา คลุกคลีอยู่กับโลกที่เขาพากันทำ มันน่าเบื่อ เพราะฉะนั้นพวกคุณนี้ชัดเจนว่าโลกียะไม่เอา จึงมาทางนี้เลย แล้วก็ชัดเจนว่า คนที่ถูกโลกครอบงำ ยังมีจะเรียกว่าบารมีก็ไม่เชิง คือยังมีโอกาสจะต้องรวย จะต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์ ต้องอะไรต่ออะไรอยู่ มีโลกธรรม ติดอยู่อย่างนั้น ยิ่งยศสูงๆร่ำรวยก็ยิ่งยาก ชาวอโศกเห็นได้เลยว่า มีนายพลได้แค่ พลตรีจำลองศรีเมือง นอกนั้นนายพันก็หายากอยู่แล้ว เท่านี้ หรือคนระดับชั้นปริญญาเอก ระดับชั้นซี 8 ซี 9 ซี 10 ไม่มาหรอก รวยก็ไม่มา ยศสูงก็ไม่มา มากันอย่างพวกคุณนี่แหละ มันสมคล้อยว่า โพธิรักษ์ได้ลูกศิษย์ลูกหาแค่นี้หรือ นายพลมีหรือ ปริญญาเอกมีหรือ ซี 9 ซี 8 ซี 10 ไม่มีหรือ? ไม่มีหรอก มีแต่พวกกระจอกๆ พวกนี้แหละ น่าสงสารเนาะ อาภัพอัตภาพ 641108_พ่อครูเทศน์งานมหาปวารณาครั้งที่ 39 สร้างอาหารให้กับโลก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน