560217_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง อรูปฌานพุทธ ไม่เคยหยุดรู้ข้างนอก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์339 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560217 รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท… เรื่อง อรูปฌานพุทธ ไม่เคยหยุดรู้ข้างนอก วันนี้พ่อครูได้เทศนาถึงเรื่องอรูปฌาน 4 ซึ่งเป็นการทบทวนและเพิ่มเติมในเรื่องอรูปฌานที่เคยได้เทศนาในครั้งก่อนดังนี้ อรูปฌาน มี 4 ระดับ อันดับแรก คือ อากาสานัญจายตนะ เนื้อหาหลักคือคำว่า อากาส ซึ่งทางรูปธรรมก็หมายถึง ที่ว่าง หรือท้องฟ้า ถ้าทางนามธรรม ก็คือ อารมณ์ว่างๆ อาการของนามธรรมที่ว่างใส ผู้ปฏิบัติก็พยายามสร้างอารมณ์ภายในจิตใจให้เกิดอาการ ว่างๆ แจ่มใส เวิ้งๆว้างๆ ประหนึ่งท้องฟ้าที่สะอาดขาวโปร่งใสไปไกลไม่มีที่สุด ในความเป็น "อรูปฌาน" นิ่งหลับตาปฏิบัติสะกดจิตแบบนี้ ก็ทำต่อ "รูปฌาน" ที่ทำได้แล้ว คือสร้างอารมณ์จาก "วางเฉย" ให้ "ว่าง" หรือให้ สะอาดใส ยิ่งกว่าความเป็น "อุเบกขา" ที่ตนทำได้นั้นยิ่งๆขึ้นไปอีก ตามที่ตนเข้าใจซึ่งก็คล้ายคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจเรื่อง "ฌาน" กันในยุคนี้ คือ จากที่จะมีอารมณ์เฉยๆ มีความรู้สึกกลางๆไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ก็จะสร้างหรือทำใจให้เข้าไปเป็น อารมณ์ที่ว่างๆเวิ้งว้าง ดั่งท้องฟ้าที่สะอาดขาวใสโล่งโปร่งทะลุไปไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตามแต่ใครจะกำหนดภาวะที่ตนเข้าใจในความเป็น "อากาส" เท่าที่ภูมิปัญญาของตนมี นักปฏิบัติผู้ใดสร้าง "ภพ" ซึ่งเป็น "แดนเกิด" (สัมภว) ที่เรียกว่า "อากาสานัญจายตนะ" (อากาสานัญจายนตภพ) สำเร็จได้ ก็เป็นผู้บรรลุ ภพ แห่ง "ที่ว่าง" หรือมี ความรู้สึก (อารมณ์,เวทนา) ประหนึ่่งได้เข้าสู่ท้องฟ้ากว้างไกลอันเวิ้งว้าง ว่าง ใ ส สะอาดปราศจากธุลีใด แล้ว "เสพรส"จากที่ว่างนั้น ซึ่งไม่ใช่ "ความรู้สึก" (เวทนา) อัน "ว่าง" จากกิเลสเลย ผู้ปฏิบัตินี้แค่ ได้ความว่าง (อากาสปฏิลาโภ) เสพอารมณ์ "ที่ว่างใส" อันเวิ้งว้างนั้น อยู่อย่างนั้น เป็นการเข้าสู่ "ภพ" ภพหนึ่งเท่านั

อ่านต่อ

้น แล้วเสพอารมณ์ที่เป็น "อากาส" โดย "ตนเอง" ขณะเข้าสู่ "อากาสานัญจยตนณาน" นี้ตนเองก็ยังไม่รู้ตัว มีแต่เสพ หมายความว่า "ตนเองยังไม่รู้ตัว" ว่า ตัวเราคือใคร ซึ่งในขณะนั้นจะมีแต่ "ความรู้สึกเสพรสว่าง" (เวทนา) นี้ ขณะนี้เองที่ชื่อว่า "อากาสานัญจายตนฌาน" คือตัวเองยังไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร เพื่ออะไร หรือไม่รู้อะไรอื่นต่างๆ จะได้แต่จมด่ำดิ่งอยู่กับการเสพรสนั้น (เสพรสว่าง) "ธาตุจิต" ยังเป็นแค่ "เวทนาเสพ" ยัง "จมดิ่งอยู่แต่กับรสเสพ" ยัง ไม่ใช่ "วิญญาณ" ที่บริสุทธิ์ ยังเป็นแค่ อารมณ์เสพ (เวทนา) ซึ่งเป็น “ อารมณ์ของสัตว์โอปปาติก" อยู่ และ "ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว" เพราะด่ำดิ่งจมอยู่กับอารมณ์เสพนั้นอย่างลืมตัวไปเลย ภาวะของ "อากาสานัญจายตนสัตว์" นี้จึง ได้แก่ "อารมณ์ว่างๆเท่านั้น" จิตใจหรือวิญญาณจมอยู่ใน "ความเป็นสัตว์เต็มตัว" เพราะยังไม่ได้ลดละ ภพ-ชาติแต่อย่างใด "วิญญาณ" ขณะนี้อยู่ในความเป็นสัตว์เต็มสภาพ ลืมความเป็นตัวเองไปเลย ยัง "ไม่รู้ตัวเอง" นั่นเอง จึงยัง มิใช่ "ธาตุรู้" (วิญญาณ) ที่รู้ตัวของตนเต็มตัว ต่อเมื่อ "ธาตุรู้" อันคือ "วิญญาณ" ได้ทำหน้าที่รู้ตัวว่า เป็นเรา รู้ตัวเอง เต็มตัว ว่า ตัวเองคือใคร และขณะนี้ตัวเรากำลังอยู่ใน แดนแห่งความว่าง รู้ตัวแล้วว่าเมื่อกี้นี้ เรายังไม่รู้ตัว มีแต่อารมณ์จมดิ่งดื่มด่ำอยู่กับรสเสพ ลืมตัวไปชั่วระยะหนึ่ง เมื่อผู้นี้เข้าสู่ภาวะ "รู้ตัว" ผู้ปฏิบัตินี้ก็เข้าสู่ความเป็น "วิญญานัญจายตนฌาน" ณ บัดนี้ (สัมปติ) แล้วก็เป็นผู้ เสพ "ภพแห่งวิญญาณ" ที่สามารถสร้าง "ภพ" ในภวังค์อันเป็น "อรูปภพ" ให้แก่ตนได้ปานฉะนี้ ต่อไป ฌาน หรือสมาธิ แบบที่ไม่สัมมาทิฏฐิแบบพุทธ นี้ก็จะเป็น "ภพ" เป็น "ชาติ" ตามนัยนี้ "วิญญาณ" ที่มีความตื่นจากที่ได้ลืมตัวไปชั่วขณะ บัดนี้ วิญญาณแห่งความเป็น "ตัวเอง" เกิดขึ้นใน "อรูปฌาน" แล้ว หลังจากมีแต่ "เวทนา" จมด่ำดิ่งกฤษณาลืมตัวอยู่กับ "ความว่าง" (อากาส) ตกอยู่ใน "อากาสานัญจายตนภพ" มาชั่วครู่ ตอนนี้ ตื่น (ชาครติ)และ รู้สึกตัว จาก "ภพ" เดิม (อากาสานัญจายตนภพ)นั้น มีสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวมากขึ้นต่อจากสติเข้าไปสู่แนวลึกภายใน) รู้ตัว ว่าตนเองเป็นใครที่เสพอารมณ์นี้อยู่ มีสัมปชัญญะได้มากขึ้น แต่ยังไม่มากถึงขั้นมีสัมปฌาน (ความรู้สึกตัวต่อจากสัมปชัญญะสูงขึ้นไปอีก) จึงไม่มีภูมิรู้ถึงขนาดจะ "รู้ความจริง" ถึงขั้นแยก "ภพ-ภูมิ" ออก ว่าตนเอง ณ บัดนี้ (สัมปติ) อยูู่ใน "อรูปภพ" หรืออยู่ใน "กามภพ" หรืออยู่ใน "รูปภพ" ผู้นี้ก็จะยังไม่มีภูมิสามารถรู้แจ้งในเรื่อง "ภพ" เรื่อง "ชาติ" หรือเรื่อง "อัตตา" ที่มี "อธิปัญญาสิกขา" ที่เจริญพัฒนาด้วยไตรสิกขาถึงขั้นเกิดสัมมาญาณพอรู้ได้ เพราะคนผู้นี้ยังตกอยู่ใน "ภพ" นั้นด้วยอวิชชา ยังมี "วิชชา" หรือโล กุตรภูมิไม่ถึงขั้น จนสามารถรู้ธรรมะขั้นนี้ได้ จึงไม่มีภูมิรู้พอว่า ตนเองอยู่ใน "กามภพ" นะขณะนี้ หรือรู้ตัวเองว่า เป็นตัวเองตกอยู่ใน "รูปภพ" นะขณะนี้ หรือตอนนี้ ตนเองอยู่ใน "อรูปภพ" นะ เพราะยังไม่เรียน ยังไม่ได้ฝึกตนเพื่อรู้แจ้งเรื่อง "ภพ" ต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ขั้น "กามภพ" แถมยังต้องแยกเรียนรู้ "อบายภพ" ที่เป็นเบื้องต้นของ "กามภพ" ก่อนเสียอีก เป็นต้น แล้วจึงจะรู้แจ้งจริงใน "รูปภพ" และ "อรูปภพ" เป็นลำดับ ความรู้ในเรื่อง "ภพ-ชาติ-อัตตา" ยังไม่มีมากพอ จึงไม่สามารถรู้แจ้งจริงในความเป็น "ชาติ" เป็น "ภพ" โดยเฉพาะความเป็น "อัตตา" ต่างๆ "วิญญานัญจายตนฌาน" ขั้นที่ 2 ของ "อรูปฌาน" ที่ ยังไม่สัมมาทิฏฐิ นี้ ณ บัดนี้ จึงเป็น "อัตตา" อยู่ตามภูมิตน เพียงแต่ วิญญาณ หรือ ภาวะธาตุรู้ของคนผู้นี้ รู้สึกตัวขึ้นมาจาก "เวทนา" ก ลับมาสู่ความเป็นตนเองเต็มสภาพของ "วิญญาณ" ของตนเอง จา กที่ "จมดิ่ง " หลงดำกฤษณา อยู่กับ "รสเสพ" นั้นแล้ว บัดนี้กลับมา "ฟื้นคืนความรู้ตัว" แล้ว ตอนนี้อยู่ใน "ภพ" ที่เรียกว่า "วิญญานัญจายตนภพ" ซึ่งมิใช่ "การดับภพ" แต่อย่างใด แต่กลับยิ่งสร้าง "ภพใหม่" ขึ้นมาอีกลึกลับไกลเวิ้งว้างออกไปจาก "ภพ" แห่งมนุษย์สามัญ จึงยิ่งลึกยิ่งลับจาก "ภพสามัญ" ของคน ธรรมดาโลกเข้าไปอีก เมื่อได้ "ภพอรูป" ขั้นนี้ ผู้นี้ก็ "เสพภพ" นี้ต่อไป ซึ่งเป็นภพ "ที่ว่าง" (อากาส) แต่ขณะนี้อยู่ในฐานะของผู้ "รู้ตัวเอง" แล้ว มี "วิญญาณ" อันเป็น "สัตว์โอปปาติกะ" ของตน ทำงานเต็มสภาพแล้ว มีเวทนา-สัญญา-สังขาร ทำงานตามหน้าที่ของเจตสิก แต่ “วิญญาณ” ก็เป็น “ธาตุรู้” ที่อวิชชาอยู่ในภวังค์เท่านั้น ยังเป็นสัตว์ (ยังไม่พ้นสังโยชน์) ที่ด่ำดิ่งใน “ภพของการเสวยความว่าง” นี้ คือจมอยู่แต่ในภวังค์คือ ภพภายใน ไม่มีส่วนรับรู้เกี่ยวเนื่องกับภายนอกเลย ปิดสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย(กามทวาร)ทั้ง 5 อยู่ แล้วก็ “รู้” เฉยอยู่อย่างนั้น ความว่าง (อากาส) ก็ สว่างใสกว้างไกลไป ไม่มีที่สิ้นสุด (อนันตัง อากาโส) วิญญาณ สิงสู่เสวย “ภพ” นี้อยู่ ก็ถือว่า นี่คือ ภูมิ “วิญยา นัญจายตนฌาน” ของการปฏิบัติ “ฌาน” ในแบบนี้ ซึ่งผู้สร้าง “ภพ” นี้ได้สำเร็จ ก็กำลังเสพ “อากาส” หรือเสวยอารมณ์ว่างๆ สว่างใสนี้อยู่อย่างภาคภูมิใจ ความเป็น “ ภพ” คือ “ภพอาภัสสรา” หรือ “แดนแห่งความสว่างใส” นี้แหละ ซึ่งเป็น “ภพ” จริง เพราะ ไม่ได้ “ดับภพ” แต่ อย่างใดเลย กลับสร้าง “ความสว่างใส” ขึ้นมาใส่จิตใจตนยิ่งขึ้น จึงยิ่ง “เกิดภพ” เพิ่มขึ้นเสียอีก เพราะยังอวิชชา ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น ภพ-ชาติ จึงยังหลง “ทำให้เกิด” แทนที่จะ “ทำให้ดับ” และหลง “เสพภพแห่งความสว่างใส มีรัศมีซ่านแผ่ไปไกล” อะไรก็ว่าไป ตามที่พูดกัน ยืนยันกันอยู่ ซึ่ง “สร้าง” (นิมมิต=เนรมิต) ภพสว่างใสนี้ ขึ้นมาจนสำเร็จได้ และ รู้สึกเอาเอง ได้ ซึ่งเป็น ความรู้สึกเป็นแดนที่น่าอยู่น่าเป็นน่ามี (ภวภพ) จริงๆ รู้สึกอย่างนี้อยู่จริง จิตของท่านผู้นี้จึงบรรลุ ความเป็น “อาภัสสราพรหม” นี่คือ การบรรลุธรรมของ “เทวนิยม” หรือผู้สามารถ เข้าถึง “แดนแห่งความสว่างใส ด้วยการนั่งทำฌานแบบหลับตาสะกดจิตเข้าไป “เกิดภพ” อยู่ใน ภวังค์ หรือใน องค์ของภพ อาภัสสรา” คือ ความสว่างใส ซึ่งตรงกันข้ามกับ ความมืด ที่ศัพท์บาลีว่า “กิณหะ ” เป็น “อาการ” ของจิตใจที่รู้สึกอย่างนั้นอยู่จริงๆ เป็นเรื่องของ “นามธรรม” เองโดยเฉพาะแท้ๆ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เป็นรูปธรรม หรือ ไม่ใช่เรื่องของวัตถุธรรมเลย จึงยิ่งทำให้ผู้ปฏิบัติตามแบบนี้ ลัทธินี้หลงซ้ำหนักเข้าไปใหญ่ว่า นี่แหละคือ “ปรมัตถ์” เพราะมันเป็นเรื่องของ “จิตเจตสิก” ล้วนๆ “อภิธรรม” แท้ๆ นอกจากจิตไม่เกี่ยวอื่นใดเลย มันก็จริง ไม่ขัดแย้งเลย มันเป็นเรื่องของจิตในจิต แต่มันมีนัยสำคัญว่า แบบไหนเป็นไปเพื่อเพิ่ม “สมุทัย” หรือเพื่อลดละ “ภพ-ชาติ” ลดละภาวะกิเลสไปสู่ “นิโรธ” ถ้าเป็นทางรูปธรรมหรือวัตถุธรรม ความสว่างใส นี้ก็คือ สภาวะที่มันเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติภายนอกจิตใจ ซึ่งเป็นภาวะภายนอกต่างหากจากจิตวิญญาณ (เป็นมหาภูตรูป) อย่างคนจะเอา “ตา” ไปสัมผัสมัน หรือ ไม่สัมผัสมัน มันก็เกิดของมันตามธรรมชาติของมัน ไม่เกี่ยวกับคนมันก็สว่างใสของมันเองอยู่แล้ว ตามความเป็นตัวของมันเอง นั่นคือ ความจริงของธรรมชาติ เป็นของแท้ทางรูปธรรม ฟิสิกส์รู้กันดี ถ้ามีใครมี “ตา” ไปสัมผัสมัน ก็เห็นว่ามันสว่างใสตามความเป็นจริงที่มันเป็นอยู่ จะสว่างอย่างใดก็เห็นอย่างนั้น แต่ถ้าหลับตาก็ไม่เห็นความสว่างนั้น เพราะหากคนหลับตาลง ก็จะมีแต่ ความมืด (กิณหะ) เท่านั้นในขณะหลับตาสนิท ย่อมไม่ได้สัมผัสกับความสว่างที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดังกล่าวมาแล้ว จึงมีแต่ความมืดตามสัจธรรมในขณะหลับตา นี่คือ ความจริงแท้ของสัจธรรม แม้ทางฟิสิกส์ แต่ที่ใครก็ตามรู้สึกว่า มีความสว่างใสอย่างนี้บ้างหรือมีแสงสีอย่างอื่นบ้าง เกิดหรือมีอยู่ในขณะหลับตานั้น นั่นมันคือ “มโน มยอัตตา” คือ “อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ” ซึ่งเป็น อุปาทาน ทั้งนั้น เป็นปรากฏ การณ์ที่เจ้าตัวปั้นขึ้นเองพากเพียรทำขึ้นมาจนสำเร็จ จึงเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นหลอกตนเอง เป็น เท็จ (อลิกะ) แท้ๆ ผู้ยังไม่สามารถเข้าใจในสัจธรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็จะยังอวิชชาอยู่ ยังไม่รู้แจ้งใน “ความมี” ของสรรพสิ่ง และหรือยังไม่รู้แจ้ง ใน “ความมีที่เป็นปรากฏการณ์หลอก” หรือยังไม่รู้แจ้งใน “ความไม่มี” ที่จริงแท้ ได้ถูกต้องกันง่ายๆ ส่วน อาภัสสรา หรือ ความสว่างใส ที่เป็นภาวะเกิดอยู่ในจิตใจของผู้ “ทำฌาน” แบบนั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปในภวังค์ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่ขณะนี้ เพราะตามจริงมัน ไม่ใช่ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นจริงตามที่วิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ ได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่า “ตา” มนุษย์ ไม่สามารถรับแสงสว่างใสอย่างที่ภายนอกมีนั้นได้ แต่มันเป็น ปรากฏการณ์ที่ตนสร้างขึ้นมาเองในจิตใจ เป็นปรากฏการณ์หลอกตนเองยังมีความไม่รู้ (อวิชชา) ซึ่งปรากฎการณ์ที่เกิดในขณะหลับตานั้นเป็น ของเท็จ (อลิกะ) เป็น สมมุติธรรม เท่านั้น คือธรรมะที่จริงโดยสมมุติ หรือธรรมะที่รู้ร่วมกันแล้วยอมรับว่าจริงร่วมกันของคนหมู่หนึ่ง ยังไม่ใช่ ความจริงขั้นปรมัตถธรรม ซึ่งเป็น “อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต” เรียกว่า มโนมยอัตตา ซึ่ง ตนเอง แท้ๆสร้าง ความสว่างใสนี้ ขึ้นมาด้วยตนเองจนสำเร็จมาให้ตน หลงว่าจริง ไม่ใช่แสงสว่างใสที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแท้ เพราะโดยสัจธรรมนั้น ในความเป็นคนนั้นถ้าหลับตาลงสนิท แสงสว่างใส (อาภัสสร,ปภา,อาโลกา) ที่ว่านี้จะไม่ปรากฏให้สัมผัสเห็นแต่อย่างใด ผู้ใดเห็นแสงสีต่างๆไม่ว่าใดๆ อันไม่ใช่ความมืด (กิณหะ,กัณหะ) เมื่อ หลับตาสนิท จึงเป็นของเท็จ (อลิกะ) จบ..............................

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน