สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องซ้ำซากเพื่อเข้าถึงบุญอันละเอียดลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องซ้ำซากเพื่อเข้าถึงบุญอันละเอียดลึกซึ้ง พ่อครูว่า…เราได้อธิบายถึงเรื่องของบุญซ้ำซากวนเวียน แล้วก็มาฟังใหม่ ฟังซ้ำซากวนเวียน อย่าเวียนหัวก็แล้วกัน บุญมีความละเอียดลึกล้ำมากนักต่อนัก แล้วควรจะรู้ให้ชัดจริงๆ บุญเป็นโลกุตรธรรมแท้ๆ ไม่เป็นโลกียธรรมเลย คนที่เอาบุญไปอธิบายเป็นโลกียะคือคนทำลายศาสนา เพราะบุญนี้เป็นโลกุตระถ่ายเดียว บุญเป็นเอกังเสนะ คือเดียว ไม่มีสอง บุญไม่มีบาป บุญไม่มีกุศล บุญมีแต่บุญ มีหน้าที่สร้างพลังงานจิต มันทำหน้าที่กำจัดกิเลส ถ้าไม่กำจัดกิเลส พลังงานจิตอันนี้ไม่ใช่บุญ บุญมีปัญญาคมชัด ไม่ละเมิดสิ่งอื่น จับกิเลสตรงถูกต้องที่สุด และมีฤทธิ์อำนาจการตัดกิเลสได้ ได้ทีละส่วนเรียกว่าส่วนบุญ ได้คือเสีย ได้คือกำจัดออก “บุญ”เป็น“โลกุตรธรรม”แท้ๆ ที่มีความหมาย“พิเศษสุด” เป็น “เอกังสะ-เป็นเอกังเสนะ(แต่ถ่ายเดียว)” เพราะเป็น“พลังงาน”เช่นเดียวกันกับ“พลังงาน”ที่เป็น“อุตุนิยาม”ทั้งหลาย “บุญ”ไม่ใช่แม้แต่เป็น“พีชนิยาม” เพราะ“บุญ”ยังไม่มี“ชีวะ” “พีชนิยาม”นั้นมี“ชีวะ”แล้ว มี“สัญญา” กับ“สังขาร”ที่ปรุงแต่งธาตุให้เป็น“ตนเอง”ได้ แต่“อุตุนิยาม”ยังไม่มี“สัญญา”นะ ยังไม่มี“ความกำหนดรู้”เป็นของ“ตนเอง” “ตัวตน”หรือ“รูปร่าง”ที่รวมตัวกันอยู่ได้ของ“ธาตุอุตุนิยาม”นั้นเกิดจาก“พลังงานทางฟิสิกส์” หรือ“พลังงานวิทยาศาสตร์ที่เป็นความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าแห่งสสารเป็นต้นเท่านั้น” ล้วนเป็นได้แค่“อุตุนิยาม” “บุญ”ยังไม่มีสภาพเป็น“ชีวะ”เลย “บุญ”ยังเป็นแม้แต่“พีชนิยาม”ก็ไม่ได้ “บุญ”เป็น“อุตุนิยาม”เท่านั้นแท้ๆเป็น “พลังงาน”ที่มีหน้าที่“กำจัดกิเลส”เพียงอย่างเดียวด้วย ไม่กำจัดอื่นใดเลย หรือไม่มีภัยต่อภาวะอื่นใดเลย นอกจาก“ธาตุกิเลส” “บุญ”ซื่อสัตย์ที่สุด ไม่ทำห
อ่านต่อ
น้าที่ผิดเลยนอกจากคนผู้เข้าใจคำว่า“บุญ”ผิดเอง “บุญ”เป็น“พลังงานของจิตวิญญาณ” ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงค้นพบ และ “ทำพลังงานทางจิต”นี้ได้ จึงเป็นศาสนาเดียวเท่านั้นในโลก ในมหาจักรวาล จริงๆ และเป็น“วิทยาศาสตร์”แท้ๆ เพราะถ้าใครศึกษาทำตามอย่าง“สัมมาทิฏฐิ”และปฏิบัติเป็น“สัมมาปฏิบัติ”ก็จะสำเร็จเป็นผลที่“สัมมาปฏิเวธ”ได้เหมือนกันทุกคน หากสามารถปฏิบัติบรรลุถึงขั้น“อาริยสัจ 4” ที่เป็น“ทฤษฎีเดียว”อันพิเศษสุดของศาสนาพุทธ ซึ่งสามารถ“กำจัดกิเลส”ที่เป็นเหตุแห่ง“ทุกขสัจ”ได้แท้ ได้จริง ได้อย่างเป็น“สวากขาโต(พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดีแล้ว)”จริงๆ “บุญ”ของศาสนาพุทธมีคุณค่ายิ่งแบบอุตุนิยาม “บุญ”เป็นคำเฉพาะที่พระพุทธเจ้าทรง“บัญญัติ”ขึ้นมาเรียก“พลังงานวิเศษ”ให้ใช้ ใน“จิตนิยาม” แต่ทุกวันนี้คนเอาไปใช้ผิดเอง “บุญ”เป็นภาษาไทย ที่มาจากบาลีคำว่า“ปุญญ” จากพยัญชนะ“ป” สระ“อุ” สะกดด้วยพลังงาน“อัญญะหรืออัญญา” “ป” คือ ภาวะที่เกิดขึ้นบ่งบอกทิศทางของ“ความเคลื่อนไหว”ไปข้างหน้า “ป”นี้จึงหมายถึง สภาพที่ดำเนินไปและดำเนินไปๆๆ ส่วนสระ“อุ” คือ เส้าที่ 3 ของ“สระคี่” ซึ่งมี“อะ,อิ,อุ” เป็น“พลังงานถึงขั้นครบรอบ 3 เส้า”ที่เกิดพลังงาน“วงวน”หมุนเป็น“ตัวตน(อัตตา=ISH)”เป็นสสาร-พลังงานขั้นหนึ่งแค่นั้น ยังไม่ก้าวหน้าถึงขั้นเป็น“พีชนิยาม” ต้องเป็น“พีชนิยาม”ก่อนจึงจะเจริญขึ้นๆถึงขีด“จิตตะ”ได้แล้วพัฒนาขึ้นเป็น“จิตนิยาม” สระ“คี่(อะ,อิ,อุ)”คือ ความเด็ดเดี่ยว มีพลังเป็นของตนเอง เป็นเอกบุรุษ มีนัยสำคัญต่างกันกับความเป็นสระ“คู่(อา,อี,อู=อิตถีภาวะ)” ดังนั้น เมื่อเกิดอาการหรือพลังงานของ“สระ”คือ “อะ-อา-อิ” ก็เป็น“รอบหนึ่ง”ของ“3 สระ” มี“อิสระในตน”(เอาสระ“อิ”มาเรียก“3 สระ”นี้) “อิ”คือ ตัวที่ 3 ของสระ ส่วน“ส”กับ“ร” จับตัวกันเกิด“วงวน”ก็เป็น“อัง(นิคหิต= ๐) เมื่อมีพลังงานของ“วงวน(อัง,๐)”ที่มี“สะ กับ ระ” ปรุงกันเป็น“วงวน”คือ สะกับระ เกิด“อัง(๐)” “ว-ส-ห (3 เส้าเศษวรรค)”ก็จับเอา“สะ”มา ส่วน“ย-ร-ล (3 เส้าเศษวรรค)”ก็เอา“ระ”มา “พลังงานวงวน”คือ “อัง”มี 3 เส้า(ส+ร+อัง) ก็เป็นตัวของตัวเองได้“วงหนึ่ง” หรือ “ตัวตนหนึ่ง”(เกิดเป็น..1.เธอ 2.เขา 3.ประธานผู้ควบคุม ‘เธอ-เขา’(ประธาน=I, เธอ=S, เขา=H)”ได้ภาวะ(วงวน 3 เส้า)นั้นขึ้นมา มี“วงวนที่สมดุล”เป็น“เอก”ในตัวเอง “บุญหรือปุญญา”นี้จึงต้องมี“ปัญญา” ทำงานร่วมกันแนบแน่นที่สุด ขาดกันไม่ได้ “บุญ”ยังมีความละเอียดยิ่งๆ ผู้เขียนจะพยายามสาธยายออกมาดู ก็ตามภูมิที่มีนะ “บุญ”ไม่ใช่“ตัวตน” “บุญ”ไม่มีสถานที่ “บุญ”ไม่มีอะไรจะข้ามกาละเวลาไปจาก“ปัจจุบัน”เลย “จบ”ปัจจุบันใด “บุญ”ก็จบด้วย ณ ที่นั้น “ตัวตน”ของ“บุญ”ก็ไม่มี สถานที่ตั้งของ“บุญ”ก็ไม่มี และพ้นจาก“ปัจจุบัน”ไปแล้ว “บุญ”ก็ไม่มี แล้วจะเอาอะไร ข้ามชาติไปเป็น“ผลในอดีต”กันอีกเล่า บุญมีแค่ปัจจุบัน “บุญ”จึงไม่มี“ชาติ” ไม่มี“ภพ” ชัดมั้ย? “บุญ”ทำงานอยู่ใน“ปัจจุบัน”เท่านั้น แล้วก็หายไปพร้อมกับ“ปัจจุบัน” “บุญจึงไม่มี“ภพ” ไม่มี“ชาติ”ตั้งขึ้นในที่ไหน นอกจากมี“อาการ”ในปัจจุบันแค่นั้น จะว่าเกิดว่าเป็นว่ามี ก็เกิด-ก็เป็น-ก็มีในขณะที่“พลังงาน”กำลังทำหน้าที่“บุญ” ณ ปัจจุบันนั้น เท่านั้น ทำหน้าที่เสร็จก็สิ้นไป จึงมิใช่“การเกิด”ที่เป็น“ชาติ”ข้ามชาติ “บุญ”จึงเป็น“พลังงาน”เพียงชั่วขณะ “ปัจจุบันกาล”เท่านั้น ก็จบตัวเองลง “หาชาติ-หาภพ”ของ“บุญ”ที่จะ“ข้ามปัจจุบัน”ไปไม่ได้เลยสัก“ภพ”สัก“ชาติ” “บุญ”จึงแค่“อาสัย”เท่านั้น แม้“นิสัย”ก็มิใช่ ถ้า“อนุสัย”ก็ยิ่งไกล ถ้าจะมี“บุญใหม่” เจ้าของ“ชาติ”ใดต้องสร้าง“บุญ”นั้นขึ้นมาใหม่ “บุญ”นั้น“ดับชาติ-ดับภพ” มิใช่พาเกิด แต่ผู้ยังไม่มีภูมิสูงถึงขั้นเก่ง“อยู่เหนือ” (อุตตระ)วิภวตัณหา “ชาติ”เกิด“ภพ”เกิดทุกคน “วิภวตัณหา”นั้นคือ “อยากได้” แต่เป็นตัณหาที่อยากได้“จิตว่างจากภพ”หรือ“จิตว่างจากการเกิดกิเลส” ซึ่งผู้ไม่ฉลาดโลกุตระ ไม่มีปัญญาจริง ไม่อยากได้“ตัณหานี้”หรอก ต้องผู้ฉลาดที่เป็น“ปัญญา”แท้เท่านั้นที่อยากได้“วิภวตัณหา(ตัณหาไม่มีภพ)” แม้“อยากได้” แต่ว่า ทำจิตใจของตนให้เป็น“จิตว่าง”ที่“ไม่มีกิเลส” หรือทำให้“จิตจางคลายไปจากกิเลส”ไปตามลำดับไม่เป็น ไม่ถูกต้อง นั่นก็เพราะคนผู้นี้ยังไม่“สัมมาทิฏฐิ” จึงปฏิบัติไม่สัมมาปฏิบัติ” จิตก็มี“ภพ”มี“ชาติ” ที่“ข้ามชาติ”อยู่แน่นอนซึ่งผู้ปฏิบัติก็พยายามปฏิบัติตามทิฏฐิของตนที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิแท้นั้นแหละ จึงได้แค่“เคหสิตอุเบกขาเวทนา”คือ ว่างแบบพักยก เป็นแค่เพียงว่า ได้“อุเบกขา” แต่เป็น “อุเบกขาเวทนา”ที่ยังเป็นของชาวโลกีย์ หรือยังเป็นแค่การปฏิบัติของผู้“ทำใจในใจ ที่สะกดกิเลสกามไว้มิให้ปรากฏอาการในใจ” ชั่วขณะเท่านั้น แต่ยังฆ่ากิเลสไม่เป็น ยังลดละกิเลสไม่ถูกต้องถึงขั้น“สัมมาทิฏฐิ”บริบูรณ์ เพราะถึงแม้จะทำได้ถึงขั้น“อุเบกขาเวทนา” แต่การกระทำของผู้มิจฉาทิฏฐิ ยังมี“ทิฏฐิ”ไม่“สัมมา”แท้ ตามพระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างถ่องแท้ หมายความว่า ยัง“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)ของตนไม่แยบคายถ่องแท้ลงไปถึงที่เกิด” เรียกว่า“อโยนิโสมนสิการ” แม้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติธรรมก็ตาม แต่มี“จิตว่าง”หรือจิตหยุดพักไม่นึกไม่คิดอะไร เป็นครั้งๆคราวๆ หรือผู้นั้นมี“ความอยากได้จิตว่าง” แต่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็จะเกิดความเป็น“จิตว่าง”ที่เป็น“จิตว่าง”แบบ“เคหสิตอุเบกขาเวทนา” ซึ่งผู้ทำก็หมายใจว่าจะเป็นจิต“ไม่มีภพ”หรือ“ว่างจากภพ-ว่างจากความมีอาการปรุงแต่งของกิเลส”(ไม่ดูดไม่ผลัก)ชั่วคราว มันก็ไม่แปลก เราทำได้ “โลกีย์”ปุถุชนทั่วไปก็ทำได้ “เคหสิตเวทนา”นี้ ท่านพุทธทาสเป็นต้น และอาจารย์อื่นๆอีกหลายคน ชอบยกอ้างขึ้นมา และพูดว่า เป็น“นิพพานลำลอง”หรือนิพพานชั่วคราว ซึ่งแท้จริงยังไม่ใช่“จิตที่ว่างจากกิเลสเป็นลำดับ ชนิดที่“กำจัดตัวตน(อัตตา)”ไปตามลำดับที่มี“ความรู้ในความเป็น“อัตตา”จาก“โอฬาริกอัตตา”เป็นเบื้องต้น แล้วก็“มโนมยอัตตา” ที่สุด“อรูปอัตตา”เป็นขั้นปลายท้าย แต่ว่าผู้ได้แค่“เคหสิตอุเบกขาเวทนา”นั้นเมื่อปฏิบัติได้มันก็เป็น“จิตว่าง”ก็จริง แต่“ธรรมภาวะ”เช่นนี้ มันเป็นได้แค่“เคหสิตเวทนา”เท่านั้น ยังไม่ใช่“เนกขัมมสิตเวทนา” “เคหสิตเวทนา”คือ ผู้ยังมีอารมณ์ที่เป็นโลกียะอยู่ ยังไม่เป็นอารมณ์ถึงขั้น “เนกขัมมสิตเวทนา”ที่เป็น“โลกุตรสัจจะ” “เนกขัมมสิตเวทนา”คือ ผู้สามารถทำจิตของตนให้มี“อารมณ์ที่เป็นอาริยะ” ได้เป็นลำดับๆ ซึ่งเป็นผู้สามารถ“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)ของตนให้บรรลุธรรมได้ ถึงขั้นมี“การชำระกิเลส”ของตนออกไปถูกตัวตน มีการเกิดผลตามลำดับสัมมามรรคจริงๆ “อุเบกขา”มี 2 ชนิดคือ “เคหสิตอุเบกขาเวทนา” กับ “เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา” หากผู้ใดไม่เข้าใจตรงนี้แม้แต่ภาษาและไม่สามารถทำให้เกิดเนกขัมมสิตเวทนาได้ ทำเคหสิตเวทนาให้เป็นเนกขัมสิตเวทนาได้ นั่นคือตัวสภาวะนิพพาน ถ้าทำเนกขัมมะไม่เป็น ไม่มีทางปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธบรรลุ โดยเฉพาะไม่มีอรหันต์ มีแต่กดข่มไว้ เป็นนิโรธเลอะเทอะเป็นของเก๊ “เคหสิตอุเบกขาเวทนา”เป็นโลกียะ แต่“เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา”เป็นโลกุตระ คนปฏิบัติธรรมทุกคนที่น่าสงสารมากไปเข้าใจการทำแบบกสิณจดจ้องสะกดจิต เป็นเรื่องเดียรถีย์ เป็นเรื่องของสมถะ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ในการวิจัย วิจัยก็วิจัยที่ไม่ถนัด พระพุทธเจ้าทรงแยกเวทนาที่ 108 หากเข้าใจทั้ง 108 จริง สามารถพิจารณากายในกายเวทนาในเวทนา ตรงนี้แหละ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 หากไม่มีเวทนาแล้ว กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 62 ประการ แม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็น ความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหา เหมือนกัน. ล. 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เดี๋ยวนี้เข้าใจกันผิดที่เรียนกันเป็นตำราของพระพุทธโฆษาจารย์ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นเรื่องออกนอกพุทธเป็นเดียรถีย์เป็นเทวนิยม เป็นการปฏิบัตินอกพุทธ อาตมาพูดนี้เหมือนอาตมาถูกอยู่คนเดียวคนอื่นผิดหมด ก็เพราะว่ากระแสหลักรู้กันอย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้นทั้งกระบวน อาตมาก็เข้าใจแบบนี้คนเดียว ถ้าอาตมาไม่ยิ่งใหญ่ อาตมาก็เท่ากับธุลีละออง ก็มันไปขัดแย้งความเชื่อความเข้าใจของเขาอย่างนั้นมันเท่ากับ ขนเอาของเขามาทิ้งหมดเลย ถ้าอาตมาพูดในยุคพระพุทธเจ้าได้ตายจริงๆ แต่ในยุคประชาธิปไตยอิสระเสรีภาพมีสิทธิอะไรหลายๆอย่าง ทั้งในการพูดด้วย ขนาดนั้นเขายังจะเอาให้ตายแต่อาตมาหนังเหนียว ขออภัยพูดเหมือนท้าทาย ก็ยังพอมีชีวิตรอดมาได้ เพราะอาตมาเกาะพระไตรปิฎกไว้แน่น คำว่าบุญนี้ ถ้าบุญทำงานในปัจจุบันได้สิ้นสุด ก็ปุญญปาปปริกขีโณ ก็สิ้นภพชาติ แต่ถ้าไปแปลว่า ไม่ใช่บุญก็เป็นบาปอีก อปุญญาภิสังขารไปแปลว่าเป็นบาป มันเลยทำลายอภิสังขาร ที่พระพุทธเจ้าจัดไปในอภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เขาแปลกันมา เขาถือว่าเขาเป็นยอดของศาสนาพุทธแล้วอาตมาเป็นใคร ก็ขออภัยที่คำพูดสัจจะวิชาการด้วยความจริงใจไม่ต้องการลบหลู่ ท่านประยุทธ์ท่านก็มีสิ่งที่ดีที่อาตมาได้อาศัยอยู่ ในพจนานุกรมศัพท์ต่างๆ อาตมาใช้เป็นประจำเลย อย่าไปตีขลุมว่าอาตมาดูถูกท่าน อาตมาก็ขอพูดในส่วนที่ท่านไม่ถูก ก็พูดจริงตามนั้นว่าไม่ถูก เขาพูดด้วยความจริงใจ ใครจะมาเอาโทษเอาภัยอาตมาก็คนเอาคนเดียว ตบมือคนเดียวไปอาตมาไม่เอาด้วย ในผู้ที่ปฏิบัติธรรมอย่างสัมมาทิฏฐิ มีมรรคผลไปตามลำดับเท่านั้นจึงจะเกิดจิต“เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา”ที่เป็น“โลกุตระ”จึงจะ“ดับภพ-จบชาติ”กันได้เป็นอาริยสัจจะ กระนั้นก็ยังไม่ใช่จะเก่งเรื่อง“ภพ” เรื่อง“ชาติ”กันได้ง่ายๆ ถึงขั้นเป็นผู้รู้จักรู้แจ้ง รู้จริงว่า “การก่อเกิดภพ”นั้นคืออย่างไร? และ“การดับภพ”คืออย่างไร? แล้วสามารถปฏิบัติได้สำเร็จจนกระทั่งเก่งพิเศษอีกด้วย จึงจะ“ก่อเกิดหรือไม่ก่อเกิดภพขึ้นมาให้ปรากฏแก่โลก”ได้ชนิดที่วิเศษจริงๆเข้าขั้นประหนึ่ง“ยอดมายากล”ทีเดียว เช่น จะให้หายวับไปก็ได้ หรือจะให้มีวับขึ้นมาก็ได้ เพราะท่านเป็นผู้ยังมี“การเกิด”ที่ยัง“ทำชาติ-ทำภพ หรือไม่ทำชาติ-ไม่ทำภพ”ขึ้น มาด้วยตนเองได้อย่าง“ยอดมายากล”จริงๆ จนต้องให้ฉายานามท่านว่า“สิริมหามายา(ผู้ทำการเกิดสัตว์ขั้นโอปปาติกะ)” เพราะ“ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้”(อาวิภาวัง ติโรภาวัง ; พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 133)ที่หมายถึง “ภาวะประหนึ่ง‘ยอดมายากล’ยอดเยี่ยมสุด แสนประเสริฐมหัศจรรย์ยิ่ง”แท้ๆนั่นเอง แต่เป็นสัจจะ เป็น“ความจริง”อันวิเศษพิเศษขั้น“อนุสาสนีปาฏิหาริย์”ที่มีใน“โลกุตรธรรม”ของพุทธ “มาตา(ความเป็นแม่ทางอภิธรรมหรือปรมัตถธรรม)”ที่เป็น“สัมมาทิฏฐิ” ข้อ 7 ใน“สัมมาทิฏฐิ 10”ของพุทธศาสนา จึงไม่ใช่เรื่องโลกีย์ปุถุชน ที่ยังเข้าใจคำว่า“กาย”ก็ดี “ปัญญา”ก็ดี “บุญ”ก็ดี แม้“สมาธิ”ผิด(มิจฉาทิฏฐิ)อยู่แน่ๆ เพราะในที่นี้ไม่ใช่หมายถึง“ผู้เป็นแม่” ที่ยังเป็น“ตัวตนบุคคล”ที่มีเนื้อมีหนัง ให้กำเนิดร่างสรีระ ที่“ก่อเกิดกันทางมดลูก(ชลาพุชะ)-ทางไข่(อัณฑชะ)-ทางจุลินทรีย์(สังเสทชะ)” แต่นี่คือ“การเกิดทางโอปปาติกโยนิ” ซึ่งเป็นการเกิดทางจิตวิญญาณโดยเฉพาะ“เกิดได้ด้วยกรรม(กรรมโยนิ)”เท่านั้น ผู้จะอธิบายมาตาได้นั้นต้องเป็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ
610321_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต้องซ้ำซากเพื่อเข้าถึงบุญอันละเอียดลึกซึ้ง