คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ 4 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ 4 ประการ _Jaitham Sittinawin (ใจธรรม สิทธินาวิน) · ขออนุญาตเรียนถามพ่อครูว่า พระโพธิสัตว์ คือใครคะ ทำไม ลุงตู่ ลุงชวน ไอสไตน์ ก็เป็นโพธิสัตว์ คือไม่คิดว่าเขาเป็นโพธิสัตว์ จนรู้สึกงงมากค่ะ กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า... คือ โพธิสัตว์โพธิรักษ์ รัก รักพงษ์ อาตมาเคยกล่าวพาดพิงคนเหล่านั้นมา ว่าเป็น คุณไม่รู้ก็ต้องงงเป็นธรรมดา หากคุณรู้อย่างอาตมารู้ก็ไม่งง โพธิสัตว์คืออะไร โพธิสัตว์ แปลว่า ความตรัสรู้ คือ ความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านค้นพบสูงสุดแล้ว เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วท่านเอามาตรัส เอามาพูดให้คนอื่นรู้ แล้วเอาไปฏิบัติได้ เรียกอันนี้ว่า ความตรัสรู้ ความรู้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วคนเอาความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไปเรียนรู้และปฏิบัติได้ด้วย สรุปอันนี้เรียกว่า ความตรัสรู้ ตอบ ความตรัสรู้คืออะไร คือ อันนี้ไง คือโพธิสัตว์ คือคนที่มีความตรัสรู้ มันก็วนเนาะ คือ คนที่มีความรู้ตรงกับที่พระพุทธเจ้ารู้แล้วเอามาตรัสมาพูดให้คนฟัง เช่น โลกุตระ หรือโลกุตรธรรม คำนี้ พวกเราฟังแล้วก็คงเข้าใจได้ว่า มันมีเฉพาะในศาสนาพุทธ ความรู้เหนือโลก โลกอื่นก็ไม่มี คนอื่นไม่มี ศาสนาอื่นไม่มี มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียว สัมมาทิฏฐิด้วยนะ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ ก็โลกุตระเก๊ แต่ถ้าโลกุตระแท้ มีอันเดียวกัน ตรงกันหมด ทีนี้ โลกุตรธรรมคืออะไร คือ 1.ไม่มีตัวตน 2.รับใช้ผู้อื่น 3.ซื่อสัตย์ ที่จริงมีอีกอันนึง คือ 4. มีสมรรถนะ นี่เป็นยอดคน ยอดประชาธิปไตย ยอดมนุษยชาติ ได้น้อยหนึ่งก็เป็นยอด น้อยหนึ่ง ใครเริ่มมีคุณสมบัติ 4 อย่างนี้น้อยนึง ก็เป็นยอดน้อยหนึ่ง หรือเป็นโพธิสัตว์น้อยหนึ่ง ทีนี้กลับไปตอบ ลุงตู่มีคุณสมบัติ 4 อย่างนี้หรือไม่ หลายน้อย คุณชวนมีไหม มี ไอสไตน์มีไหม มี ถามมาว่า ทำไมเป
อ่านต่อ
็นโพธิสัตว์ ตอบแล้ว ชัดไหม คุณบอกว่าไม่คิดว่าเขาเป็นโพธิสัตว์เพราะคุณไม่รู้ว่าโพธิสัตว์คืออะไร อาตมาบอกแล้วนะคุณใจธรรม (มีสามีเป็นเภสัชฯ) สู่แดนธรรม... เขามองว่าโพธิสัตว์ต้องเป็นแบบเจ้าแม่กวนอิมต้องเป็นตัวแทนศาสนา พ่อครูว่า... นั่นท่านเป็นใหญ่ เป็นผู้ช่วยผู้คนได้เยอะ อันนั้นมันเป็นตำนาน
มาเข้าสู่ฌาน เข้าฌานคำนี้เป็นภาษาเนาะ แต่ที่จริง ฌาน ไม่ได้เข้าไม่ได้ออกหรอกเป็นสามัญ ฌาน ของพระพุทธเจ้าคือสัจธรรมที่จิตไม่มีนิวรณ์ 5 คุณมีอยู่ในปัญญาของคุณ คุณทำได้ว่า อาการนิวรณ์เป็นอย่างนี้ แล้วเราก็ทำให้ไม่มีนิวรณ์ในจิตเราได้ นั่นแหละคือ ฌานแท้ๆ ที่นี่มันก็มีนัยยะสำคัญ 2 ประการคือ น 1. กดข่มไว้ ไม่ให้มีอาการ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา คุณทำได้ 4 อย่างนี้ไม่มีอาการ กาม พยาบาท รู้แล้วและ ถีนมิทธะ ที่เกาะตัว อุทธัจจะกุกกุจจะ ที่ฟุ้งซ่านก็ไม่มี จะบอกว่าไม่เกาะมันก็เกาะ ของ เดียรถีย์ นิ่ง แต่ของพุทธไม่นิ่ง มันไม่เกาะตัวแต่มันไม่มีนิวรณ์ 5 จิตไวคล่องแคล่วเป็น มุทุภูตธาตุ แล้วทำงานด้วยการอยู่เหนืออาการจิตของตัวเอง ให้จิตมันทำงาน วิตกวิบัติ คุณวิเศษของจิตวิญญาณที่ทำได้ มันมีแต่ประโยชน์กับประโยชน์และประโยชน์ เพราะฉะนั้น มนุษย์ผู้ที่มี ฌาน ขั้นสมาธิหรือสมาหิโต ยังแข็งแรงตั้งมั่นด้วย จิตไม่มีนิวรณ์อย่างแข็งแรงตั้งมั่นด้วย เป็นปกติ เป็นสามัญ แล้วทำงานช่วยมนุษย์อยู่ด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข อุเบกขา นี่แหละคือมนุษย์ยอด มนุษย์โพธิสัตว์ มนุษย์อรหันต์ ที่คุณจะเกิดมามีชีวิตคนแบบนี้ จะอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ก็อยู่ไปสิ เพราะมีแต่ประโยชน์คุณค่าให้แก่มนุษยชาติ คุณจะกิน คุณจะกินเท่าไหร่กันเชียว คุณจะใช้ก็ใช้เท่าไหร่กันเชียว แล้วคนที่รู้จัก กาละเวลาและกรรม รู้กรรม และ กาล คุณไม่เอากรรมไปทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ วาระ กาละ เวลา คุณใช้กาละทุกวินาที (วินะ อาที) อาที หรือ อาทิ แปลว่า เป็นต้น วินะ แปลว่า มีกับไม่มี , วิ แปลว่า มียิ่ง , น แปลว่า ไม่มี วินะ อาทิหรืออาที วินาที กาละที่นับวินาทีนี่แหละ คุณจะเร่งเท่าใดก็ได้ วิ คุณจะทำให้เร็วเท่าไหร่ก็ได้ เขาจะเรียกว่าภาษาอะไรก็แล้วแต่ คุณไปตั้งภาษาใส่วินาทีที่เร็วกว่านาที นาฬิกาที่คนตั้งวินาทีหนึ่งชช้านานเท่านี้นะ กำหนดในโลกเท่ากัน แต่อันนี้มันเร็วกว่านี้ ก็เรียกวินาทีเหมือนกัน ซึ่งมันมีอัตราส่วนต่างกันก็เท่านั้นเอง แต่ความเข้าใจตรงกัน ตรงที่ว่าก็คือการเคลื่อนไปของเวลา กาละ เพราะฉะนั้นทุกเวลาหรือทุกกาละที่มีอยู่ คุณก็มีชีวิตสุขสำราญเบิกบานใจ และคุณก็มีกรรมอันเป็นประโยชน์คุณค่า คุณจะอยู่ไปคุณก็ภาคภูมิใจ ก็มีชีวิตที่มันไม่ไร้ค่า มันดี แล้วคนอย่างนี้คุณจะมีชีวิตอีกนานเท่าไหร่ก็นานสิ อยู่ให้มันได้ก็แล้วกัน อย่าเป็นภาระคนอื่นก็แล้วกัน อย่าเจ็บอย่าป่วย อย่าไปทำอะไรที่ทำให้คนอื่นต้องมาช่วย ช่วยตัวเองให้รอดก็ยิ่งดีใหญ่ พูดไปแล้วนี่เท่ากับเป็นการอธิบายถึงคุณลักษณะ หรือ คุณสมบัติ หรือ คุณธรรมอันวิเศษของมนุษยชาติ พูดไปแล้วก็ทำให้ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์จะเอาอะไร จะทำอะไร จะเป็นอะไร ก็ทำแบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว คุณไม่เปลืองคุณไม่ฟุ่มเฟือย แม้แต่อารมณ์ที่จะไปกระดี๊กระด๊า เอาไปเสพอารมณ์อะไรก็แล้วแต่ เสพอารมณ์ บำเรอใจตัวเอง อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นปฏิกิริยาคุณก็ไม่มี คุณก็อยู่กับกรรมกิริยาที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น คุณจะเสพประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น คุณจะเสพอารมณ์นี้เป็นอารมณ์ชื่นใจ คุณทำประโยชน์ให้คนอื่นแล้วชื่นใจก็ทำไปสิ ไม่ได้ไปรบกวนใคร คุณทำประโยชน์ต่อคนอื่นได้แล้วคุณก็ดีใจของคุณเอง จะถือว่าเป็นอุปกิเลส ก็ไม่ได้เปลืองใคร ไม่ได้เสียหายกับใคร คุณก็เป็นอัตตาของคุณเท่านั้นเอง ถ้าคุณยึดมันก็ติด ก็ติดกับกาละกับอัตตา ถ้าคุณไม่รู้ก็สลายไม่เป็น สลายไม่เป็นก็วนเวียนอยู่ในโลกนี้ แต่มันก็ไม่เสียหายเพราะสิ่งที่คุณติดมันเป็นประโยชน์ แล้วคุณก็ดีใจที่ได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ฟังทันนะ แล้วมันก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าอยู่กับคนอื่นแบบนี้ คุณจะมีประโยชน์ อย่างไรคนก็ไม่ปฏิเสธหรอก มันเป็นคุณวิเศษ หรือคุณสมบัติของมนุษยชาติที่กลั่นกรองแล้วว่า คุณปฏิเสธไม่ได้นอกจากคุณเป็นคนโง่หรือคุณตะแบง ถ้าไม่โง่หรือตะแบง คุณก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นความจริง สำหรับคนที่พอมีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด ที่จะรับได้ ชาวโลกียะเขาก็ฟังได้รับได้ ยิ่งชาวโลกุตระแล้วไม่ต้องพูด นี่คือคุณวิเศษหรือคุณสมบัติอันดี หรือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์พึงศึกษา และเป็นให้ได้มีให้ได้ อยู่ในโลก เมื่อคุณจะเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วคุณมีคุณสมบัติคุณวิเศษอย่างที่ว่านี้ล่ะ คร่าวๆ เมื่อยคุณก็พัก ไม่เมื่อยคุณก็เพียร เราไม่พัก เราไม่เพียร เราข้ามโอฆะสงสารได้ คุณเพียรได้เท่าที่เพียรได้ พักเสร็จก็เพียร เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ) นี่เป็นความรู้ที่อาตมารู้แล้วก็ทำได้ด้วย ไม่ใช่พูดลอยลมฟุ้งซ่าน เพ้อๆ แล้วคนก็มีคุณสมบัติคุณวิเศษหรือคุณธรรมอันนี้ ขณะที่อาตมาพูดอยู่ตอนนี้ พูดดังนะ แรงนะ แล้ว อาตมายังกับคนหนุ่ม ฌานวิสัย เป็น อจินไตย ที่คนเข้าใจยาก แต่ไปเข้าใจว่าเป็นสิ่งลึกลับ ลึกซึ้ง จนต้องเต๊ะท่า ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น นั่งเพ่งแล้วทำให้จิตนิ่งไม่มีนิวรณ์อะไรอย่างนี้ ลำบากชิบหายเลย กว่าจะได้ฌาน เป็นฌาน ที่ได้โดยยากโดยลำบาก มันไม่ไหวนะ ของพระพุทธเจ้าเป็น ฌาน ที่ได้โดยง่ายโดยไม่ลำบาก หายใจเข้าก็เป็นฌานหายใจออกก็เป็นฌานได้ สบาย ใช้ได้ด้วย กำหนดให้มีคุณสมบัติ วิตกวิจาร ปีติ สุข อุเบกขา เอกัคคตา คุณก็จัดสรรมันได้ ตามพยัญชนะที่กำหนดไว้ คุณทำได้หมด ก็ครบแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้มีจิตวิญญาณมีเท่าที่ พระพุทธเจ้าตรัส ก็เหลือแหล่แล้ว ใช้งานได้ตลอดจะตายกี่ชาติจะเกิดอีกกี่ชาติ ทำฌาน อย่างนี้ได้ ทำจิตแบบนี้ได้ แล้วคุณก็รับใช้ปวงชนอยู่อย่างนี้
1.ไม่มีตัวตน 2. รับใช้ประชาชน 3. ซื่อสัตย์ 4. มีสมรรถนะ 5. มีอายุ ก็ได้ คุณจะอยู่ก็อยู่ไปสิ เพราะฉะนั้นจะบอกว่าคุณมีเศรษฐกิจแบบนี้ 5 อย่าง 4 อย่างนี้ คุณจะมีรัฐศาสตร์หรือมีการเมือง 5 อย่าง 4 อย่างนี้ คุณจะมีเศรษฐศาสตร์ 4 อย่างนี้แหละ จบเลย เศรษฐศาสตร์ก็ตาม การเมืองก็ตาม สังคมก็ตาม ไม่มีตัวตน ตัวเดียวนี้ก็จบแล้ว นอกจากไม่มีตัวตนแล้วก็รับใช้ประชาชนหรือมีสมรรถนะภาพ แล้วมีความซื่อสัตย์แถมอีก คุณประยุทธ์ พลเอกประยุทธ์นี้ ได้รับการยอมรับอยู่ทุกวันนี้ เพราะมีความซื่อสัตย์ จะเก่งหรือไม่เก่งคนก็หามุมเหลี่ยมไปตำหนิกันไป แต่ความซื่อสัตย์ตำหนิคุณประยุทธ์ไม่ได้ อันนี้รักษาตัวรอด สำหรับคุณประยุทธ์ 2. ทำงานรับใช้ประชาชนไหม…รับใช้ 3. เห็นแก่ตัวไหม…ก็ไม่ 4. มีสมรรถนะไหม ...มี พอสมควร จะบอกว่าเก่งหรือไม่เก่งก็ทำได้ขนาดนี้แหละ มีคนรายงานผลงานที่พลเอกประยุทธ์ทำมา 8 ปีนี้ อย่าง ดร.อานนท์ลิสต์มา 60 อย่าง อย่างน้อยใช้หนี้ไป หลายแสนล้านแล้ว เพราะคนทำฉิบหายไว้ รู้สึกรู้สากันไหม พูดถึงใคร ทำไมไม่รู้สึกรู้สา ก็เหลือเกินคนแล้ว ตัวเองทำชั่วแล้วมาพูดชั่วอยู่อย่างนี้ ... ยังบอกว่าอะไรหรือ ฉันทำชั่วหรือ ยังงั้นชั่วหรือ จะพูดกับคนอย่างนี้ยังไงดีนะเนี่ย แล้วก็ลอยหน้าลอยตาอยู่อย่างนี้ แล้วคนที่ไปหลงใหล ยกย่อง เชิดชู คนอย่างนี้อยู่นี้ก็ช่างกระไรหนอ อาตมาเห็นแล้วก็ โอ้โห.. ล่าสุดนี่ นกเขาก็ดี จตุพรก็ดี หัวก็โต๊โต ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น หัวก็น่าบรรจุสมองไว้อยู่นะ มันยังไง สู่แดนธรรม... คงตรงกับที่ พระพุทธเจ้า แยกบุคคลเอาไว้ ใครชอบอะไรก็เดิน ตามหลังกันไป พ่อครูว่า... เป็นตัวอย่างที่เขาอาจจะไม่อยากเป็น แต่เขาก็เป็น มันเป็นตัวอย่าง หยิบขึ้นมาชี้ หยิบขึ้นมาอธิบาย ประเดี๋ยวจะพูดไปแล้วจะหาว่าไม่มีตัวตนจริง ใครเป็นได้จริง อันนี้เป็นได้จริงนะ ซึ่งมันเป็นไปได้นะ ที่จริงมันไม่น่าจะเป็น แต่มันก็เป็น นี่เป็นการศึกษา คนเรามีการศึกษาที่เราสามารถศึกษาได้ จากของจริง มีปรากฏการณ์จริง ไม่ใช่ลอยลมคิดฟุ้งซ่านเป็น นิรมาณกาย อาทิสมาณกาย สัมโภคกาย เนรมิตเองแล้วก็ร่วมกันบริโภค แล้วมันก็ไม่มีตัวตน กาย 3 นี้ ที่อาตมาพูดบ่อยๆ เข้าใจสภาวะไหม เข้าใจกันไหม เคยสร้างให้แก่ตัวเองไหม ก็เคยกันทุกคน เพ้อเจ้อไป เคยกันแล้วก็เข้าใจกันแล้วว่า มันเสียเวลา มันไร้ค่า มันไม่มีค่าอะไรหรอก มันลมๆแล้งๆ บ้าๆบอๆ สู่แดนธรรม... แม้แต่ความฝัน ฝันตรงกันก็ยังเป็นพวกเดียวกันเลยครับ กายตรงกัน พ่อครูว่า... ก็ขอแวะนิดนึงว่า หมอปลา ไปปราบผี อาตมาเห็นแล้วก็โอ้ยหนอ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าแท้ๆ ยังเข้าใจกันไม่ได้ เข้าทรง ผีเข้า มันจิตตัวเอง สะกดจิตตัวเอง แล้วเป็นไปตาม อุปาทาน ที่ตนเองยึด ฟังตรงนี้ให้เข้าใจ คือ จิตคนนี้ไปยึดไว้ สมมุติอย่างนี้ ยึดอย่างนี้ ยึดว่า คนเรามันจะต้องมีพลังงานพิเศษมาเข้าทรง ทรงผีตัวนั้น ทรงเทวดา ทรงพระพรหม ต้องออกท่าอย่างนี้ ต้องมีความแรงอย่างนี้ ต้องมีพิเศษอย่างนี้ และถึงขั้นทำได้ ตอนเข้าทรงมันมีพลังงานพิเศษ ทำได้ มันดูดยาได้ทีละ 10 ม้วน 100 ม้วน ทำได้ หรือมันทำอะไรพิเศษที่คนธรรมดาทำไม่ได้หรอก มันมีพลังพิเศษ ก็บ้าๆบอๆไป มันเป็นเรื่องสะกดจิตตัวเอง มันเป็นเรื่องยึดถืออุปาทานตนเอง ตามที่ไปยึดไว้ จำไว้ มีไว้ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเข้าใจแล้วก็ปัดโธ่เอ๋ย มันไร้สาระ ก็มาอยู่กับปัจจุบัน มีกรรมกิริยาที่รู้ได้ เป็นกรรมกิริยาที่มีประโยชน์แก่กันและกันนี่ เป็นประโยชน์แก่กันและกันอย่างนี้ ไม่เสียพลังงานเปล่า ไม่เสียเวลาเปล่า ไม่เสียทุนรอนเปล่า ไม่เสียพลังงาน ไม่เสียแรงงาน ไม่เสียทุนรอน ไม่เสียเวลา ความสูญเสีย 3-4 อย่างนี้ เอาคืนมาได้หมด เหลือเวลาอีกไม่ถึงนาที 650824 คุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ 4 ประการ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ