ทำใจในใจอย่างไรให้เกิดฌานที่ไม่สมถะกดข่ม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.66 KB
วันที่แก้ไข1 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

ทำใจในใจอย่างไรให้เกิดฌานที่ไม่สมถะกดข่ม _ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วย สุดเศียรสุดเกล้าครับ ผมได้ฟังธรรมจากพ่อท่านเรื่องฌานในวันจันทร์ที่ 21 ส.ค 66 ฟังแล้วก็เห็นว่าฌาน ต้องมีปัญญาประกอบด้วย จึงเป็นฌานที่สมบูรณ์ ฌานเป็นตัวเผากิเลสโดยใช้สติ และความรู้สึกเป็นตัวพิจารณาด้วยศีลและอปัณณกปฏิปทา 3 โดยใช้ตัวอย่างกวฬิงการาหาร เมื่อสัมผัสที่ลิ้นมันเป็นรสชาติเช่นนี้มีรสเปรี้ยวหวานมันเค็มเผ็ดกรอบนุ่มนิ่มก็อ่านอาการที่จิตว่า รสชาติมันเป็นเช่นนั้นเอง แล้วก็วางเฉย ก็กินเพื่อเอาประโยชน์จากมันเท่านั้น เพื่อเลี้ยงขันธ์เพื่อสร้างความดีต่อไปในการเผากิเลสโดยใช้ไฟฌาน คือต้องวิปัสนาให้เห็นความจริงตามความเป็นจริง เมื่อรู้จักกิเลสโดยการเผาเช่นนี้ในทุกเรื่องที่เป็นสิ่งไม่ดีต่อจิตและกายเรา และปัญญาเป็นไฟกองใหญ่ที่เกิดจากความรู้ของพระพุทธเจ้าที่พ่อท่านนำมาถ่ายทอดสอนก็พอรู้ได้ด้วยตนครับโดยเรียนรู้จากจรณะ 15 และวิชชา 8 ของพระพุทธเจ้า ขอน้อมกราบนมัสการขอบพระคุณพ่อท่านเป็นอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... ถ้าวางเฉยไปเฉยๆมันก็เป็นสมถะ แต่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาต่อว่า แยกแยะ รสจริง รสเก๊ พิจารณา อ่านอาการเวทนาเก๊ เช่น มันสุข มันชอบ มันอร่อย จนมันไม่มีแล้วจนกระทั่งกินอาหารมันก็ไม่อร่อยอย่างที่อาตมายกตัวอย่างตัวเอง มันไม่อร่อยอย่างทุกวันนี้ก็รู้จักแต่ธาตุแท้ รสหรือกลิ่นของมันก็เป็นอย่างของมัน แต่รสอร่อยมันไม่มีแล้ว จนกระทั่งทุกวันนี้อาตมาไม่ประสงค์ที่จะกินอาหารแล้ว เพราะอาตมาฝืนขันธ์ ฝืนอายุขัย ลาก ถูลู่ถูกัง อายุขัยไปเรื่อยๆ สรีระสังขารมันไม่ได้ต้องการอาหารแล้ว แต่อาตมาก็ต้องพยายามใส่ให้มัน มันจึงฝืน แต่ก็ต้องฝืน ต้องกินให้ได้ปริมาณพอสมควร ไม่เช่นนั้นไม่ได้เพียงพอ ตอนนี้น้ำหนักของอาตมาขึ้นเป็น 53.6 แ

อ่านต่อ

ล้ว จะเป็น 54 กก. แล้ว แต่ก่อนนี้ 49-50 แต่เดี๋ยวนี้ 53 ถึง 54 เนื้อตัวเป่งเลย ลำข้อลำแขน มีเนื้อหนัง มีไขมัน มีพุงขึ้นมาตุ่ยๆหน่อยแล้ว สักวันไล่ทันบิ๊กป้อมแน่นอน ดีมาก เข้าหาจรณะ15 วิชชา 8 มันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆที่พวกเราได้ฟังธรรมแล้วเข้าใจเอาไปปฏิบัติจนเกิดมรรคเกิดผล อาตมาขอยืนยันว่าพวกเราเป็นพวกที่ปฏิบัติธรรมแล้วมีมรรคมีผล ทางด้านเถรสมาคมพระป่าที่เป็นพระปฏิบัตินั้นมันได้มรรคผลเหมือนกัน แต่เป็นมิจฉาผลเพราะเป็นมิจฉามรรค มันไม่ได้เป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้องตามธรรมของพระพุทธเจ้า ก็น่าสงสารจริงๆไม่รู้จะกู้กลับอย่างไร เขารักศาสนา เขาอยากไปนิพพาน จริงๆ อาตมาเห็นจริงเลย หลายคนก็ตายไปกับชีวิต บวชไปตั้งแต่เป็นเณรจนกระทั่งตาย บางคนก็บวชเป็นพระจนกระทั่งอายุยืนยาว 80 ถึง 90 หลายคนอายุ 100 ก็ตาย แต่มันน่าสงสารที่เขาไม่สัมมาทิฏฐิและไปหลงผิดได้มิจฉาผล มิจฉามรรค ได้ผลเหมือนกันแต่เป็นมิจฉามรรค มันก็ได้ผลของมัน แล้วก็ไปหลงมิจฉาผล มาเป็นอริยะเก๊ เป็นอรหันต์เก๊กัน มันต้องแก้กลับ มันต้องพยายามช่วยเหลือเฟือฟายความผิดพลาดพวกนี้ พูดยากจริงๆ อาตมาเกิดมาชาตินี้ นี่กำลังเขียนหนังสือ “เกิดมาชาตินี้” ยังสรุปไม่จบเลย แต่เขียนเรื่อง “ประชาธิปไตย” เสร็จแล้ว จบแล้ว เอาไป Edit เอาไปทำต่อแล้วได้ ตอนนี้มาเขียนเกิดมาชาตินี้ จะให้ยาวเท่าไหร่ก็ได้แต่จะไม่ให้ยาว พูดถึงว่าเกิดมาในชาตินี้จะต้องทำอะไรที่มันฝืนโลกเขา จำเป็นจำใจ จำต้อง จำนน มันต้องทำอย่างนี้ จำยอมที่จะต้องทำอย่างนี้ ต้องแสดงอย่างนี้ เป็นสัจจะที่จะต้องว่าไป อาตมาก็ฝากเอาไว้ว่าจะต้องอธิบาย “ฌาน”นี้แหละ ให้เข้าใจให้ดีๆ ว่า “ฌาน” มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องไปสร้างวิธีการ ต้องเข้าต้องออก เข้าฌานออกฌาน..ไม่มี “ฌาน” คือ พลังงานที่เป็นธรรมฤทธิ์ ที่สามารถมีปัญญา ฌานคือปัญญา มันรู้ความจริงแล้วมันก็มีธรรมฤทธิ์สูงขึ้นๆตามลำดับ ฌาน 1 2 3 4 ฌาน 1 คือสภาพ 2 ที่คุณจะต้องรู้ความเป็น 2 ที่เรียกด้วยภาษาว่าวิตกวิจาร ก็ตาม บางทีท่านก็แปลว่า ไตร่และตรอง หรือตริและตรอง ก็เป็นพยัญชนะของสภาพ 2 อัน คือ 1.เจโตกับ 2.ปัญญา อันหนึ่งเป็น Static อันหนึ่งเป็น Dynamic สภาพ 2 นั่นแหละคือวิตกวิจารคุณก็ต้องรู้ความจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องวิตกเห็นแล้วว่ามันไม่ดี และ เมื่อมันไม่ดีมันมีตัวพฤตินัย พฤติกรรมของมันออกมาเป็นจาระ วิจาระ ก็รู้ พฤตินัย นี้มันมีอะไรแทรกอยู่เป็นตัวเหตุก็คือกิเลส อ่านกิเลสได้ ไม่ใช่ไปดับสมถะไปกดหมดทั้ง 2 ตัว ให้รู้มันมีตัวการ มันมีตัวมาร มันมีตัวผี แทรกอยู่ในนั้น เอาเฉพาะกิเลสนี่แหละออก ปัญญาให้รู้ตัวกิเลส ปัญญามีพลังธรรมฤทธิ์สูงขึ้นเท่าไร กิเลสมันไม่รอหน้า ถ้าเจอกิเลสตัวจริงเลยนะไม่ใช่กิเลสตัวแฝงตัวปลอม กิเลสตัวที่มันอาศัยอื่นๆแต่เป็นกิเลสตัวจริงๆของมันเลย มันเจอตัวปัญญาแล้วมันวิ่งหูตูบเลย อย่างที่อธิบายด้วยพยัญชนะที่พระพุทธเจ้าอธิบาย โอ้…ตถาคตเห็นเราแล้ว รู้เราแล้ว มันก็หนีไป หายไป มันจะไม่รอหน้าเลย อธิบายด้วยพยัญชนะได้แค่นี้ มันมีฤทธิ์ข่มกันอย่างนั้นจริงๆ ปราบกันอย่างนั้นจริงๆ นี่คือลักษณะของฌาน คือปัญญาอย่างนี้แหละ ลักษณะของฌานมีธรรมฤทธิ์ที่ไม่ใช่ไปนั่งหรี่นั่งหลับแต่เห็นชัดเจน จนกระทั่งแยกกิเลสได้ละเอียดเลยนะ กิเลสกับปัญญาเจอกัน กิเลสมันจะวิ่งหนีหูตูบเลย นี่อธิบายถึงลักษณะสภาวธรรมได้แค่นี้ เป็นความจบ ไม่รุนแรง แต่ชนะอย่างสงบ ชนะอย่างสง่า ชนะอย่างสุภาพ ปัญญาปราบกิเลส แต่พูดให้มันดูรุนแรง ฟังกันไป ประหารฆ่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ความจริงมันเป็นธรรมฤทธิ์อย่างนี้ มันเป็นเรื่องผู้ดีที่สุดเลย สัจธรรมของพระพุทธเจ้า 660828 เจาะลึกเทวทัตยุคดิจิตอลที่หาความเลวเพิ่มไม่ได้อีก รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #38 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน