สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ตัดกิเลสเรื่องกินก๋วยเตี๋ยว.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ตัดกิเลสเรื่องกินก๋วยเตี๋ยว _ผาหิน....กราบนมัสการครับ...ขอถาม... จากหนังสือคนคืออะไร?ฯ หน้า150...เมื่อเริ่มได้ฌานจิตขั้นต้นนี้ อันเรียกว่า"ปฐมฌาน"ก็คือ ผู้นั้นตัดโลกภายนอกออกไปส่วนหนึ่งแล้ว ปล่อยวางเรื่องภายนอก ส่วนที่เกิดจาก"สังขารธรรม".... 1.คำว่า"สังขารธรรม"คืออะไรครับ...ผมไม่แน่ใจหรือจะคือวัตถุหรือสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งยั่วยุให้เราเกิดกิเลสที่อยู่ภายนอก.... 2.สมมุติว่าเราติดก๋วยเตี๋ยว....คำว่า"ตัดโลกภายนอกออกไปส่วนหนึ่งแล้ว"...หมายความว่าเราจะเลิกกินก๋วยเตี๋ยว...แต่ในใจเราอยากกินอยู่..ใช่ไหมครับ?..เราก็ทำใจในใจจนรู้ตามความเป็นจริง"สักแต่ว่ารู้"ลักษณะนี้จะเรียกว่า"ฌาน ขั้นที่ 1"(กายวิเวก)ได้ไหมครับ 3.จากข้อ 2.ใจอยากกินก๋วยเตี๋ยวยังมีอยู่...แต่ก็อยากทำให้ความอยากหมดไปจากใจ...ความอยากนี้จะเรียก"ภวตัณหา"ได้ไหมครับ? พ่อครูว่า...ตอบจากข้อ 3 ก่อน ความอยากกินมีอยู่ในใจ แล้วอยากให้ความอยากนี้หมดไปความอยากนี้ ความอยากนี้เรียกว่า ภวตัณหา ใช่ แต่ทุกวันนี้เขาไม่ได้ทำตั้งแต่ภายนอกเบื้องต้นทำภายในเลย พวกนั่งหลับตาเป็นพวกที่ทำผิดตั้งแต่ต้น ผิดมาจนถึงตรงกลางและตอนปลาย นั่งหลับตาปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธนี้ผิดหมด ศาสนาพุทธไม่มีหลับตาเลย ปฏิบัติตอนแรกลืมตา เป็นกามตัณหาก็ล้างกามให้ได้ ล้างจิตที่เป็นกามราคะ กามตัณหา ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัส กิเลสมันไม่เกิดเลยกับภายนอกมันยังระริกระรี้ภายใน ข้างนอกไม่ออกมาทางกายเลย บอกว่ากายวิเวกนั้น กายต้องมีทั้งภายนอกภายใน กายเป็นโอฬาริกอัตตา ก็รู้ แล้วมันก็ทำอะไรไม่ได้ ในพระอนาคามีเหนือมันได้ เหลือแต่ภาวะในเป็นภวตัณหา คุณก็ต้องทำให้หมดในระดับ ภว ในรูปราคะ อรูปราคะ มานะ

อ่านต่อ

อุทธัจจะ อวิชชา ก็ล้างอาการสภาวะที่ตามพยัญชนะ ล้างหมดก็เป็นอรหันต์ อยากให้เกิดความอยากมีหมดไปในใจเรียกว่า วิภวตัณหาได้

ข้อ 2 สมมุติว่าเราติดก๋วยเตี๋ยว....คำว่า"ตัดโลกภายนอกออกไปส่วนหนึ่งแล้ว"...หมายความว่าเราจะเลิกกินก๋วยเตี๋ยว...แต่ในใจเราอยากกินอยู่..ใช่ไหมครับ?..เราก็ทำใจในใจจนรู้ตามความเป็นจริง"สักแต่ว่ารู้"ลักษณะนี้จะเรียกว่า"ฌาน ขั้นที่ 1"(กายวิเวก)ได้ไหมครับ พ่อครูว่า... การตัดกิเลสได้ไม่ใช่ว่าเลิกกินก๋วยเตี๋ยว กินก๋วยเตี๋ยวได้แต่ไม่มีกิเลสกับก๋วยเตี๋ยว ถ้าตัดภายนอกนี่หมายความว่ารสอร่อยหยาบไม่มีแล้ว แต่ก่อนต้องได้กินๆ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว มันไม่ได้ตามต้องการอย่างนั้นก็ได้ แต่ก็ยังติดอยู่ในรสที่มีอยู่บ้างเบาบางลง อยู่ในใจเรียกภวตัณหา แต่ว่าทำสักแต่ว่ารู้ก็ใช่ ถ้าจิตเราเฉยกับมันก็เรียกว่าสักแต่ว่ารู้ แต่ว่าความจริงแล้วจิตใจเรามันมีความเหนือกว่ามัน อาการที่อยากได้เพิ่มเติมได้ความอร่อยนั้นไม่มีแล้ว ฌาน 1 ไม่ได้ตัดขอบเขตขนาดนั้นหรอก จริงๆฌาน 1 2 3 4มันซ้อน เป็นอจินไตย อธิบายได้ยาก จะบอกว่าภายนอกหยาบไม่มีก็ใช่ แต่ภายในมีอยู่ ก็ไม่ได้ตัดขาดจากภายนอก ไม่ใช่ไปหลับตาให้หมดจากภายนอก ไม่ใช่หรอกคุณลืมตานี่แหละ วันหนึ่งคุณจะเหนือภายนอกได้ แต่นี่คุณไม่ได้ปฏิบัติเลยไปปฏิบัติในภายใน ปฏิบัติแต่ภายในไม่ใช่ปฏิบัติธรรม คนปฏิบัติภายนอกแล้ว เหลือส่วนที่ยังมีภายใน กระทบสัมผัสอันนี้แล้ว มีส่วนเหลือที่ภายใน เป็นภวตัณหาหรือรูป อรูปแล้ว ถ้าวิภวคือหมดภพแล้ว คุณก็ล้างอรูปให้หมดไปแล้วก็ยังสัมผัสกับภายนอกอยู่นั่นเอง ศาสนาพุทธไม่มีการปฏิบัติหลับตาเลย การหลับตาปฏิบัติเป็นโมฆะจากศาสนาพุทธเลย มันหลงผิดไปไกลเป็นเดียรถีย์ชัดๆ มันไม่มีเลยศาสนาพุทธ แล้วทำไมมันหลงผิดกันจนกระทั่งทุกวันนี้นั่งสมาธิ นั่งฌาน ใครไม่มานั่งหลับตาปฏิบัติไม่ใช่การปฏิบัติของศาสนาพุทธ เข้าใจอย่างนั้นอีก เอาหัวมาเป็นหาง เอาเหตุมาเป็นผล เอาขี้มาเป็นข้าว แล้วก็กิน แล้วเอาอะไรมาเป็นข้าวแทน อยู่อย่างนั้น ยกตัวอย่างอย่างนี้จะได้รู้สึกบ้าง รู้สึกบ้างไหมว่าคนนั้นผิด อย่าเอาขี้มาแทนข้าวสิ รู้ตัวเสียบ้าง หลับตาไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย ศึกษาให้ดี ศาสนาพุทธในพระสูตรแรกคือ พรหมชาลสูตรบอกไว้ เล่ม 9 ข้อ 87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เวทนาเป็นกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ ไม่ปฏิบัติที่อื่นนอกจากเวทนา กายคือรูปกับนาม ก็มาอ่านที่เวทนา แยกอกุศลจิตที่เป็นเหตุให้เกิดเวทนาสอง ฆ่าเวทนาเก๊ให้เหลือเวทนาเดียว ก็สามารถเรียนรู้ดับเวทนาให้เป็น 0 ได้ นปุงสกลิงค์ ก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ผู้ที่ฟังอาตมาเข้าใจจะประโยชน์ ผู้ที่ไม่เชื่อก็ซวยไป บาปไม่ใช่ของอาตมา บาป สำหรับคนที่ไม่ให้มาฟังอาตมา ไม่ได้ใส่ความนะ มันไม่ได้ตัดจากภายนอกไปไหน ศาสนาพุทธภายนอกภายในสัมผัสอยู่ ระวังกิเลสออกตั้งแต่ สักกายะ แล้วดับตั้งแต่สักกายะ ไม่ใช่ดับอย่างอื่น จะตัดเล็บก็ตัดแต่เล็บ ไม่ใช่ตัดหนังด้วย นิ้วด้วย ให้แยกกายแยกจิตให้ออกอันไหนกายอันไหนจิต หากแยกกายแยกจิตไม่ออก คุณดับกิเลสไม่ได้ ฆ่าสัตว์โอปปาติกะไม่ได้ สัตว์โอปปาติกะมี 9 สัตตาวาส 9 มีสัญญาที่สัมมาทิฏฐิกำหนดรู้กาย แล้วทำให้สัตตาวาส 9 หมดก็เป็นพระอรหันต์ เวลาเรียนจะต้องเรียนวิโมกข์ 8 สัมผัสกายด้วยวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงถึงวิมุตติ วิโมกข์ แล้วไปนั่งหลับตาจะเห็นรูปที่ไหน วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 รูปีรูปานิปัสสติ ผู้มีรูปจึงเห็นรูป แล้วไปนั่งหลับตาจะเห็นรูปที่ไหน 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท.แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) 3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 66 / เล่ม 23 ข้อ 163

_นักรบธรรม...ที่ว่า หลับตาไม่ใช่ศาสนาพุทธ ผมก็ระลึกอยู่ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น ผมก็เห็นพ่อครู และสมณะ มีการสอนเรื่องศาสนาพุทธไม่หลับตาปฏิบัติ เมื่อมีการสอนอย่างนี้มันก็เป็นอุปการะ พ่อครูว่า...เขาเอาเป็นตัวเมนหลักเลย เป็นตัวจริง อุปการะไม่ใช่ตัวจริงตัวหลัก ให้ชั่วคราว มีประโยชน์ 4 อย่างคือ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน)

จบหมดเวลา 610815_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เทวนิยมคือมีเวทนาสองอเทวนิยมคือมีเวทนาเดียว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน