สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ การศึกษาของเรา เราเห็นว่านี้เป็นสาระ ก็เพื่อที่จะให้ความรู้เพิ่มขึ้น โดยมีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ เป็นผลกับชีวิต ถ้าใครก็แล้วแต่ สามารถดำเนินไปในชีวิต ให้มีผลวิมุติให้แก่ตัวเอง เพิ่มเป็นอินทรีย์พละ ก็คือเพิ่มศรัทธา เพิ่มความเชื่อถือ เพิ่มความรู้ความเข้าใจ ศรัทธาเป็นเชิงเจโต จิตก็ยิ่งจะควบแน่นเข้าไปได้ เป็นแก่นแก่นสาระของสัจจะ เป็นศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีกระบวนการ อาชีวะ กัมมันตะ วาจา จนถึงสังกัปปะ เราก็จะทำอาชีพ ทำวาจา มีกาย มีเวทนา มีจิต มีธรรม ที่เราจัดสรรมันได้ ทำให้เกิดเป็นประโยชน์ เป็นผล ที่ไม่ประกอบไปด้วยกิเลส เราจะฝึกตนได้ความรู้ได้ทฤษฏี ที่จะยังชีวิตไปได้ สิ่งที่ได้ไป เราจะเรียกรวมว่า สิกขา หรือการศึกษา จะได้ไป ทีนี้เราจะรู้ว่า เราเจริญหรือไม่เจริญ ก็อยู่ที่ ศีล เป็นเครื่องบ่ง แต่คนไม่ค่อยรู้ว่า ถือศีลเวลาไหน นอกวัดหรือในวัด เขาถือศีลก็หยาบๆง่ายๆ มาวัดวันศีลวันพระ บางวันมาวัด ก็ทำศีล 8 ก็บอกว่า ไม่นัจจะคีตะวาทิตะ สำรวม ท่าทางสุ้มเสียงสำเนียงภาษาคำพูด แต่ไม่รู้เรื่องว่า ควรจะสำรวมอะไร ศีลข้อที่ 6 ก็บอกว่ามาวัด จะกินสองมื้อ หรือหนึ่งมื้อ พวกเรามื้อเดียวเป็นหลักก็ระวัง วิกาลโภชนา ก็ค่อยยังชั่ว ส่วนข้อ 7 มาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนะ ก็ไม่รู้เรื่องเลย ไปวัดก็มีดอกไม้ดอกไร่ ประดับประดาตกแต่ง คิดอ่านเป็นเรื่องอะไรไป ส่วนข้อ 8 อุจจาสยนมหาสยนา คือรวมกันเข้า ก็คิดอ่านทำใหญ่ใน ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข แทนที่จะไปลดละเรื่องเหล่านั้น ที่เราไปหลงไหลแย่งชิง ในลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข ก็ไม่ได้สำนึก หรือคั้นเอาแก่นอย่างที่ว่า สิ่งที่เราคั้นเอาแก่น นี่เรียกว่าสมาธิ เมื่อคั้นเอาแก่น แก่นที่ได้สมบูรณ์สุด ก็คือนิ
อ่านต่อ
โรธหรือวิมุติ ไม่มีกิเลสเลว คั้นเอากิเลสออกหมด โดยระมัดระวัง ทั้งคูณร่วมน้อย หารร่วมมาก เอาแก่น แต่อย่าให้แก่นติดออกไปนะ สาระที่เป็นจิตแท้ๆ อย่าให้จิตเราเสียออกไป ให้เอาแต่อกุศลจิต ชัดเจน เลือกเอาออกไปให้ได้ วิธีเอาออกไปก็มี เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย กระทบสัมผัสทางข้างนอกตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นวิธีทำสมาธิของศาสนาพุทธ ไม่ใช่นั่งสะกดจิตเข้าไป อย่างนั้นไม่ ครน. หรม.เลย ไม่ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุดเลย มันกลายเป็น เอาคนไปทำเป็น เศษดินเศษหิน ไร้สาระ ไร้ประโยชน์ คนมีกายกรรมวิจีกรรม ความรู้ความสามารถ ที่ยิ่งเป็นสมาธิ จะยิ่งทำอาชีพใดเจริญ มีกัมมันตะที่เจริญ มีสมรรถนะ มีการพูดที่ดี ไม่มีการพูด อย่าพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ มีแต่พูดที่ดีได้สาระ ได้ประโยชน์เป็นต้น มีการคิดอย่างไม่มีกามหรือพยาบาท มาปนในความคิด ได้ประโยชน์สูงสุด ก็ไม่ได้สมาธิ ไม่ได้สาระอย่างนั้น สาระของสมาธิ ก็คือวิมุติเป็นผลที่จะได้จากคำว่าสมาธิ สมาธิคือจิตตกผลึกตั้งมั่น มันได้อะไร ก็ได้ความเป็นวิมุติ ตั้งมั่นแข็งแรง วิมุติ มีคุณสมบัติเป็นอุเบกขา อุเบกขาเป็นคุณสมบัติของจิต ที่เป็นฌาน ถึง ฌาน 4 คั้นออกมาแล้ว จะได้คุณสมบัติ ฌาน 4 และได้อุเบกขาเจตสิก และจะเจริญด้วย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อุเบกขาเป็นสมาธิที่เจริญ ในระดับฌานที่ 4 ไม่ได้หลับตาปฏิบัติด้วย แต่กระทบสัมผัสเกี่ยวข้อง ในการทำงาน ในการอาชีพ ในการทำกัมมันตะ ในวาจา จิตใจก็สะอาดขึ้น สะอาดขึ้น ปริสุทธา ผุดผ่องขาวรอบ ยิ่งผุดผ่องขาวรอบ ยิ่งเจริญมีสมรรถภาพ ซึ่งขัดแย้งกับทางโลก ที่จิตใจจะยิ่งมีแต่ติดยึด ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมาก พวกเราสังเกตตัวเองไหม ชีวิตตัวเองที่มาปฏิบัติ ตามที่อาตมาพาทำ เราไม่ได้จี๋จ๋า กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ถ้าเป็นคนข้างนอก อายุยาวขึ้น ทำกิจการเจริญขึ้น ก็ยิ่งจะหวงแหนสะสม พอจะตายก็ตายไม่ลง เพราะมีสมบัติมาก กลัวจะพรากจากสมบัติไป เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ตายไปแล้ว จิตวิญญาณก็เกาะอยู่กับสมบัติตัวเอง ไม่ไปไหน มีอุปาทานติดยึด ในองค์ธรรมต่างๆ ที่มีในพระไตรปิฎก อย่างองค์ธรรม 5 ของอุเบกขา อาตมาไม่เห็น อาจารย์สำนักไหน ปราชญ์คนไหน เอามาให้เรียนรู้ และปฏิบัติให้ได้คุณสมบัติอย่างนี้ ให้มีคุณสมบัติจิตบริสุทธิ์ ปริโยทาตา คือจิตบริสุทธิ์ แม้จะต้องเกี่ยวข้องสัมผัสกับ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กับบุคคล หรือนัจจะคีตะวาทิตะ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอก เราก็ยิ่งแข็งแรงบริสุทธิ์ สู้ได้กับสิ่งยั่วยวน สู้กับสิ่งที่จะทำให้เรามีกิเลส มันจะมี ปริโยาทาตา มุทุ คือจิตหัวอ่อน ทางเจโตก็ปรับได้ง่าย ปัญญาก็แววไว อกุศลไม่ให้เกิด กุศลก็เจริญยิ่งขึ้น เป็นมุทุภูตธาตุ มีปาคุญญตา เกิดกรรมการงาน ไม่ว่าจะเป็นทางอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ก็เจริญขึ้นดีขึ้น ทำอะไรได้เหมาะควรขึ้น งานทำได้ใหญ่ยิ่งขึ้น และจิตใจยิ่งจะผ่องใส ปภัสรา ยิ่งสะอาดขึ้นๆ ไม่ใช่ยิ่งนาน ยิ่งจะหมองหม่นขึ้น เศร้าสร้อยขึ้น อาตมาเองตอนเมื่อกี้นี้ ทำวัตรก็นึกถึงว่า เราเองไม่เคยมีอาการ ใจเศร้าหมอง พอจะรู้ไหม อาการใจเศร้าหมอง เป็นอย่างไร… อาตมาระลึกถึงตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ อาตมาไม่เคยมี อาการใจเศร้าหมอง หรืออาการเครียด อาตมานึกๆ ตามที่คนเขาพูดกันว่า มีความเครียด มีความเศร้าหมอง แม้แต่ว่า อย่าว่าแต่อาการ ใจเศร้าหมองเลย เห็นแต่หน้าตาก็รู้แล้วว่า คนนี้มีใจเศร้าหมอง มันก็จะต่างกันกับความเฉย ความเศร้าหมองกับความเฉย จะต่างกัน อาตมาก็ว่า อาตมาไม่เคยเศร้าหมองเลย ตั้งแต่เกิดมาจนถึง 80 กว่าปี ไม่เศร้าหมองก็คือ อโศก ไม่โศก วิรชะ ไม่กระดี๊กระด๊า ไม่แถไปกับโลก ระเริงไปด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุข รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เรื่องโลกๆเริงรมย์ ยิ่งชอบรุนแรง ยิ่งชอบทั้งโรแมนติก ทั้งซาดิสม์ ทางโลกเขา ทั้งนิยมความรุนแรงจัดจ้าน ทั้งนิยมความหวานเยิ้ม นิยมยิ่งหวานเยิ้มยิ่งขึ้น หรือจัดจ้านทางลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมากขึ้น
600409_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน4