สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 โดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 โดยพิสดาร ในพลังงาน จนกระทั่งเป็นสัตว์เป็นมนุษย์ เป็นเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่มีภูมิปัญญา มีอัญญะ มีธาตุรู้ที่รู้เหนือกว่าโลกีย์ธรรมดา โลกีย์ธรรมดาอยู่ในวงวน ออกไม่ได้ หากไม่มีอัญญะ เป็นธาตุรู้ที่สูงกว่าโลกวงวน จะเจริญสูงอย่างไร อยู่ในวงวนก็แค่นั้น แต่นี่สูงสุด ถึงขั้น ไม่ต้องหลงใหลในความสูงหรือต่ำ ของโลกียะอีกแล้ว จะเป็นก็ได้ แต่ไม่เป็นก็ได้ จะอยู่กับความเก่ง ความเจริญโลกีย์สูงสุดไปอีกนานเท่าไหร่ก็ได้ เพราะว่าสูงสุดแล้ว ไม่เบียดเบียนใคร เป็นแต่เพียง คุณยังมีอัตตา ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ตายอย่างขั้นสุดท้าย เลิกแล้วต่อกัน ไม่มีอัตภาพอีก สลายไปหมดเลย ไม่มีอัตตาหรืออัตภาพ ปรากฏอีกแล้ว ในมหาเอกภพนี้ มหาจักรวาลนี้ ที่เป็นชีวะ เป็นจิตนิยามที่ชื่อว่า เป็นตนขึ้นมา นี่เป็นสุดยอดความรู้แล้ว ไม่มีปราชญ์หรือผู้รู้ใดๆ เหนือคนนี้อีกแล้ว ในมหาจักรวาล ที่จะเป็นธาตุรู้ที่เป็นผู้รู้สูงสุด เมื่อมีอัตภาพสูงสุดโลกุตระ ก็คือ สัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ชีวะที่ประเสริฐสูงสุด ก็คือให้ มีทาน พระพุทธเจ้าถึงได้สรุปความรู้อีก 10 ตัวไว้ มี ทาน ยิฏฐัง หุตัง มีกรรม ถ้าเราไม่รู้คำกิริยา ในการทำอิริยาบถต่างๆ อยู่ในกรอบหลักเกณฑ์ ที่จะดีที่สุด ตั้งแต่เป็นชีวะที่ดีที่สุด ก็คือ จะต้องมีหลักเกณฑ์สำคัญ คือศีล 5 ศีล 5 ศีล 3 คืออย่าทำร้ายสัตว์ใด อย่าไปเบียดเบียนกระทบกระเทือน สิ่งที่ไม่ใช่ของใครๆของสัตว์ใด โดยเฉพาะมนุษย์ด้วยกัน ถ้าไปเอาอะไร ที่เกี่ยวกับชีวะของสัตว์ มันมีพยาบาท ก็อย่าทำ เราจะเอามาเป็นเรา จำเป็นต้องใช้ก็ใช้แค่พีชะ กับอุตุก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตสัตว์ สัตว์ที่ใหญ่สุด คือปลาวาฬ มันกินแพลงตอน คือสัตว์ที่เล็กที่สุด ราชสีห์จะต้องอาศัยหนู นี่เร
อ่านต่อ
ื่องเล็ก ปลาวาฬอาศัยแพลงตอน นี่ละเอียดกว่า จากทานแล้วเกิดผลเจริญต่อมา ต้องรู้จักการให้ การประกอบพิธีกรรม หรือยิฏฐัง สังเคราะห์สังขารเหตุปัจจัยสร้างขึ้นมา จะ design จะมีการ Create ขึ้นมาอย่างไร จะมีผลตั้งแต่ พลังงานนิดหนึ่ง จนถึงพลังงานเป็นชีวะ จนกระทั่งเป็นสสาร เป็นปรมาณู จนใหญ่ไปถึงขั้นเอกภพ เราก็ต้องรู้ ทั้งชีวะและวิญญาณ ที่ไม่ใช่ชีวะเป็นดินน้ำไฟลม เราก็จะใช้เท่าที่มีภูมิปัญญา อย่างไม่ให้เสียให้เป็นสิ่งดี ความรู้จะต้องรู้ละเอียดซับซ้อน อย่างประโยชน์สูง ประหยัดสุด มีรายละเอียดของ ครน.หรม. Greatest common factor กับ Least common multiple ใช้พยัญชนะแทนสภาวะได้ คนที่สูงสุดเป็น หุตัง เป็นผลรวมที่จิต สรุปผลแล้วตั้งลง ตั้งลงเป็นพลังงานจิตที่สั่งสมลง เป็นนิวเคลียร์ fusion ควบแน่นแข็งแรงใหญ่โต ไปตามลำดับ เกิดจากปฏิกิริยาการเคลื่อนไหว แล้วสังเคราะห์กัน หรือเรียกว่ากรรม มีทั้งการรวมตัว และสลายออก หรือดูดเข้า เลือกเฟ้น คัดเฟ้น ให้เอา 1 ที่ดีที่สุด สิ่งที่ไม่ดีก็เอาออก แม้แต่ธุลีละอองก็ต้องคั้น เลือกเฟ้นเอาออก ในสิ่งที่ไม่ดี เจริญเล็กน้อย ธุลีละอองเท่าไหร่ ก็เอาออก ที่ดีก็ให้ดีสุดๆให้เป็นมวล ทั้งคุณภาพและปริมาณควบแน่นแข็งแรง ไม่มีการสลายได้ง่ายๆ สมบูรณ์สูงสุด ผู้ใดสามารถเข้าใจวิธีทำ และทำให้ถึงจุดหมายอย่างนี้ ท่านใช้ภาษา ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง มันเกิดการควบแน่นสมบูรณ์ ได้บทบาทสภาวะ อันรวมตัวได้อย่างนั้นแล้ว เกิดจากกรรมกิริยาทุกอย่าง แล้วรวมตัวเป็นสภาพของวงวน ตั้งแต่วงเล็กที่สุดในโลก ของสามเส้า แล้วขยายขึ้นๆ ก็เรียกว่าโลก สังขารสังเคราะห์เป็นวงวน มีมากโลกก็สัมพันธ์กันมากมาย หุตัง แปลเป็นสังเวยที่บวงสรวง สังเวยคือการมุ่งหมาย ให้ได้รับประโยชน์ให้เกิดสิ่งที่ประเสริฐสุด เรียกว่าการสังเวย การสังเวย คือถวายแก่พระพุทธเจ้าทำสูงสุด เพื่อให้แก่สิ่งที่สูงสุด เรียกว่าสังเวยที่ทำแล้ว บวงสรวงที่ทำแล้ว ทำสิ่งสูงสุดให้แก่สิ่งที่สูงสุด เรียกว่าสังเวยที่บวงสรวงแล้ว ก็คือเสร็จ จบ ชีวิตยอดที่สุดคือ เราต้องรู้จักให้ และผู้ที่ควรให้ คือผู้ที่สุด ผู้ที่ควรให้สูงสุดคือผู้ที่สูงสุด สูงที่สุดคือของมนุษย์ สัตว์โลกเดรัจฉานมันไม่มีความรู้อย่างนี้ แม้แต่มนุษย์ ก็ต้องเป็นผู้มีภูมิธรรม ให้จิตวิญญาณ แล้วจะมีแต่เจริญพัฒนา เป็นผู้ที่มีปัญญา และสมรรถนะสูงสุด ให้แก่ผู้ที่ควรให้ ให้แก่ใคร ก็ให้แก่ผู้สูงสุด แล้วกิริยาที่สูงสุดก็คือการให้ ให้แก่ใคร ก็ให้แก่ผู้ที่ให้สูงสุด สุดท้าย คนมีกรรมการกระทำ คือการให้และมีปัญญา ที่จะให้แก่ผู้ที่ให้ได้สูงสุด นั่นแหละ คือสูงสุด ทีนี้ เมื่อให้แล้ว เกิดสภาพเกิดผลต่อ สังเวยที่บวงสรวงแล้วจะเกิดกรรม ก็เกิดผล ผลดีกับผลเสีย กุศลกรรมกับอกุศลกรรม ไม่มีใครอยากจะทำให้เกิดผลเสียหรอก เกิดผลต่อไปก็เกิดโลก อันแรกวงวนเป็นโลกียะ เป็นโลกที่ต่ำ แล้วก็เริ่มจะสูงขึ้น เป็นโลกีย์เต็มที่ แล้วก็เป็นโลกุตระ คนทุกคนพยายามแสวงหาโลกีย์เต็มที่ เช่น เราจะต้องเป็นคนรวยสูงสุด ไม่รวยไม่ได้ ก็ตั้งหน้าตั้งตารวย แล้วจะจำได้ไหม ว่าชาติไหนรวยมาก แล้วรวยแล้วก็ต้องจน เพราะว่าต้องมีคู่แข่ง ก็ต้องมีการแข่งขัน ไปอีกนานนับชาติ ผู้ใดรู้แล้วว่า จะไปแย่งกันทำไม แย่งกันไปเพื่อที่จะแข่งกันไป แย่งเพื่อหนึ่งอวด สองทำลายผู้อื่น อวดได้สรรเสริญยกย่อง แล้วก็ทำลายผู้อื่นเป็นบาป ยกย่องแล้วมีคนมาชิงตำแหน่งแต่นั้นแหละ สายที่เกิดปัญญาแล้วก็พอ รวยที่จริงแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องแข่งไปสูงสุด หากใครจะแข่งไปรวยต่อ ก็โง่ต่อไป โง่ต่อไป….ไอ้โง่! เพราะว่าจะต้องมีศัตรู มีคู่แข่ง คนเขาเสียก็ต้องเอาคืน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็เอาคืน ชาติไหนข้าจะกินเอ็งได้ก็จะกิน อย่านึกว่า มันไม่จองเวรจองกรรม มีพลังงานผลักกับดูด เท่านั้นเอง ใครรู้แล้วหยุด รวยก็เอามา บำเรอกิเลสตัวเองเท่านั้น แต่เราไม่รวย แต่มีอุดหนุนบำรุงขันธ์ขนาดนี้ก็พอแล้ว เหลือเฟือ นี่ฟักทองของจริงไหมนะ เป็นลูกที่ไม่ค่อยมีปุ่มนะ คนมีปัญญาคัดเลือกพันธ์ุ สรุปแล้วสิ่งที่สูงสุดคือ ให้แก่ผู้ที่ให้ ด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ใจ ให้อย่างไม่มีอะไร สิ่งที่จะโค้งงอมาให้แก่ตนเอง แต่โดยสัจจะ มันก็จะมาอุดหนุนจุนเจือส่งเสริมกันและกัน มันเป็นธรรมชาติของปัญญา ปัญญาซึ่งเป็นความฉลาดที่จริง ปัญญาเป็นการพัฒนา อยู่ในข้อ 258 มันจะเกิดได้อย่างไรต้องอธิบาย ซึ่งคนยังเข้าใจไม่ได้ว่า ปัญญาไม่ใช่ธาตุฉลาดอย่างโลกีย์ปุถุชนเข้าใจ ฉลาดเป็นคำกลางๆ เพี้ยนเป็นภาษาไทยแล้ว มาจากทวารทั้ง 6 เป็นความรู้ รู้ยอด ฉลาดทางโลกียะและโลกุตระ ฉลาดโลกุตระเข้าใจไม่ได้ง่ายๆหรอก สำหรับปุถุชน ทั้งที่เขาอยากเข้าใจ บางคนก็ไม่บังอาจรู้หรือคิด แต่ถ้าคนอยากรู้ว่าฉลาดแบบโลกุตระ เริ่มตั้งแต่อัญญะ สัญญะ ปัญญะ คำว่าปัญญา มันไกลจากอัญญะ อัญญะคือตัวต้น ปัญญาคือตัวปลาย แล้วปัญญาก็จะเพิ่มปัญญาไปเรื่อยๆ เป็นวิชชา 8 อาสวักขยญาณ ญาณรู้จักอาสวะ หรือ สูงกว่าญาณรู้อาสวะก็เรียกว่า ปัญญา เป็นธาตุ ตัวสูงสุด เรียกว่าปัญญา ปัญญาที่สูงสุด ท่านเรียกว่า ปัญญาวิมุติ เป็นปัญญาที่พ้นทุกอย่างแล้ว เป็นความฉลาด วิมุติคือพ้นทุกสิ่งทุกอย่าง สูงกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เรียกว่าปัญญาวิมุติ มุติแปลว่ารู้ วิ คือวิเศษ สุดยอด ไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้อีกแล้ว เมื่อทุกอย่าง เรารู้อย่างมีสภาวะ สองมีความเคลื่อน หนึ่งเป็นความนิ่ง เป็นหลักแก่นแกน static แล้วมี dynamic เมื่อเกิดสองอย่างก็ มีความหมุนเวียนเป็นโลก ตั้งแต่โลกนี้ กับโลกหน้า ปโรโลโก อยังโลโก ปรัญจโลกัง อิมัญจโลกัง โลกโลกุตระนั้นล้างตัวตน เอาความเห็นแก่ตัวตน ออกจนจบ ก็หมดตัวหมดตน มีแต่พลังงานอันประเสริฐ มีสมรรถนะและความขยัน มีความรู้ และมีความขยันสร้างสรรค์ให้แก่โลก รับใช้โลก โลกุตระเป็นโลกที่ไม่มีตัวตน แต่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ช่วยโลกไปตามฐานะ ที่เขาจะต้องอาศัย อนุโลมยอมตามให้เขาบ้าง สูงกว่านี้เขาไม่ได้ ก็ต้องอนุโลม ก็แยกแยะโลก คือพลังงานที่จะสังเคราะห์สังขาร การเกิดกระบวนการ เป็นปฏิกิริยาใดๆอยู่ เกิด Activity สูงสุด ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีผลเสียน้อยที่สุด กับดีสุดเท่าที่จะทำให้ดีได้ ของฐานะซับซ้อน จึงต้องใช้ความสามารถ เลือกเฟ้น ต้องการให้มีพิษภัย น้อยที่สุดคือ หรม. ต้องการให้เจริญสูงสุด แต่อย่าสูญเสียคือ ครน. สรุปแล้ว รู้จักวิธีทำโลกุตระ คือโลกหน้า แต่โลกนี้ มันก็เจริญของมันได้อยู่แล้ว และโลกสูงสุดสามารถทำได้ทำเป็น และจะทำให้ไม่มีก็ได้ ให้เขารู้ว่าไม่มีทำได้อย่างนี้นะ เราไม่จำเป็นต้องทำความไม่มี ให้กับใคร สิ่งที่ไม่ควรจะให้มีที่สุดก็คือตัวที่เป็นพิษภัย จากตัวเป็นพิษภัยแล้วก็มีตัวเมา ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีปัญญารู้ความจริงชัดเจน เรียกว่าเมา จริงๆคนเมา ยังทำอะไรร้ายแรงไม่ได้เท่าไหร่ แต่คนมีพิษนี่ ร้ายแรงกว่าความเมา
มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา เป็นอีกสามหน่วย เป็นหน่วยที่สาม ตั้งแต่ ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง โลกนี้โลกหน้า กรรม ต่อจากนั้นก็แม่ พ่อ สัตว์โอปปาติกะ แม่พ่อ คือสิ่งที่จะมีการสังเคราะห์สังขาร ให้เกิดลูก เป็นพลังงานบวกกับพลังงานลบ ทําให้เกิด อันที่สาม เป็นพลังงานองค์รวม คนและสัตว์โลก ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น สัตว์โลกก็ต้องมีพ่อแม่ มีบวกหรือลบ มีเพศชายเพศหญิง แล้วสังเคราะห์สังขารกันขึ้นมา ทุกอย่าง ตั้งแต่อุตุ พีชะ จนถึงจิต ถ้าจิตก็เป็นสัตว์โลก จนถึงมนุษย์ ที่รู้จักการผสมทางอุตุ พีชะ จนกระทั่ง เป็นตัวตน บุคคลเราเขา จนถึงตัวตนที่เป็นนามธรรม ตัวเรา ตัวเขา สองสภาวะ ธรรมะสองก็เป็น อิตถีภาวะ กับปุริสภาวะ จนกระทั่ง สามารถทำให้ไม่มีได้ เรียกว่า 0 เป็นปุงลิงค์ อิตถีลิงค์ แล้วทำให้หมดอิตถีลิงค์ เหลือแค่ ปุงลิงค์ นปุงสกลิงค์ ปุงลิงค์ เป็นสภาพของชาย เป็นธาตุ 1 เพศหญิงคือธาตุ 3 เพศชายคือธาตุ 1 เพราะฉะนั้น เพศชายจึงคือ I เพศหญิงคือ Y มีสามแฉก เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถเข้าใจถึงนามธรรม และรูปธรรม ในพยัญชนะอังกฤษ กรีก ก็ไปศึกษาสายประวัติศาสตร์ ก็มีที่สุดของความรู้พวกนี้เหมือนกัน สรุปเป็นสองสภาพที่ให้เกิดอีกสภาพหนึ่ง คือมาตาปิตา และเกิดลูก ลูกทางวัตถุ สัตว์หรือคน ไม่อธิบาย แต่มนุษย์โลกุตระสูงสุด จึงไม่ต้องมาสร้างลูก ทางวัตถุทางกาย เพราะคนไหนเขาก็สร้างเป็น ปุถุชนโง่ขนาดไหนที่คนพิการคนไหน ก็สร้างเป็น สัตว์เดรัจฉานก็สร้างเป็น เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปแย่งสร้างกัน ก็มาช่วยกันสร้างธาตุรู้ ให้อยู่กันอย่างประเสริฐ เรียกว่าโอปปาติกะ มาสร้างการเกิดทางจิตวิญญาณ คนในศาสนาพุทธ จึงพยายามพัฒนาตัวเอง ให้เป็นโพธิสัตว์ มีลูกเป็นพันเป็นเอนก แต่เป็นลูกทางนามธรรม ไม่ต้องไปแย่งสร้างลูกทางวัตถุธรรม ใครจะสร้างก็เชิญ เรามีลูกทางนามธรรม โดยอาศัยร่างที่มีองคาพยพ อาการ 32 หากไม่ครบอาการ 32 แต่ก็พากเพียรได้ สรุปแล้ว ไปสู่การสร้างคนทางนามธรรม การจะมาช่วยสร้างลูกทางจิตวิญญาณ จึงสูงสุดแล้ว ในความเป็นความรู้ ทางโพธิสัตว์ อาตมาจะมีลูกเป็น 1,000 ไหมหนอ ในปลุกเสกฯ คนโง่ไม่ยอมมา ที่ไม่มาโง่ทั้งนั้น ที่มาก็ฉลาดแล้วได้ประโยชน์กันไป ในปีหนึ่ง ก็มีเพียง 2 ครั้ง มีงานพุทธาภิเษกฯ กับงานปลุกเสกฯ ถ้าทำเดือนละครั้ง มันก็จะมากไป เราต้องพึ่งตัวเองเลี้ยงตัวเอง ไม่มีใครมาเลี้ยงเรา ถ้าปางใดยุคใด รัฐบาลมาส่งเสริม จะปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ ก็ทำปีหนึ่ง หลายครั้งก็ได้ สรุปคือการจะเกิดลูกทางจิตวิญญาณ ก็จะต้องมีเหตุปัจจัยให้เกิด เช่นจะเกิดจิตเจริญ ก็ต้องมีปัญญาและศีล อธิศีล อธิจิต เป็นจิตที่เจริญได้ ต้องมีปัญญา ต้องมีจิต และมีศีลไปตามลำดับๆ ความเป็นตามลำดับได้อย่างเรียบราบรื่น เหมือนฝั่งทะเล ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส จึงเป็นเรื่องสั้นที่สุด เร็วที่สุด ดีที่สุด ถ้าได้ราบเรียบ ไม่ขรุขระ ไม่วกไปวนมา ตรงที่สุดในองศาที่สุด ใครเก่งที่สุดได้ 90 องศาเลยนะ ใครสามารถเอาให้สูงทิศไหนก็ 90 ใครทำได้ก็นิมนต์ ใครยังทำไม่ได้ ได้แค่ .00001 องศา มันก็เรียบพื้นไป ก็น้อยไป ให้มันมา 20 - 30 องศาหน่อย ไม่เช่นนั้น เมื่อไหร่จะสูงสุด ขึ้นมาสักที อาตมาก็เป็นสมณพราหมณ์ อันที่ 10 ทินนัง ยิฏฐัง หุตุง ก็เกิดโลกนี้โลกหน้าโดยกรรมแล้ว เพื่อให้เกิดลูกทางจิตวิญญาณ โดยมีลักษณะพ่อและแม่เป็นเหตุ
600408_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน3