หัวเจาะทั้ง 7 หัวของประชาธิปไตยโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
หัวเจาะทั้ง 7 หัวของประชาธิปไตยโลกุตระ คอมมิวนิสต์ กับ ประชาธิปไตย ก็เป็น 2 ระบบใหญ่ในโลก คอมมิวนิสต์คือหมู่ที่เป็นคณะ ไม่ใช่เดี่ยว ถ้าหากเดี่ยวเผด็จการก็เป็นแบบเดี่ยว ถ้าหากเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็เป็นหนึ่งเดียว แต่ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็ไม่ใช่หนึ่งเดียวแบบเผด็จการ แต่จะเป็นหนึ่งเดียวที่เป็นราชประชาสมาสัย โดยที่ท่านไม่ยึดถือว่าตัวท่านเป็นตัวตนเป็นตัวเผด็จการเหมือนพระเจ้า ไม่ใช้คำสั่ง แต่จะพยายามใช้คำบอกคำกล่าว หรือเป็นคำสอน ไม่ใช่คำสั่ง อย่างประเทศไทยเรานี่ชัดเจนเลย ไม่สอนด้วยกายกรรมก็สอนด้วยวจีกรรม จิตวิญญาณเป็นประธาน อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 เราชัดเจนเป็นสมเด็จพ่อของประชาธิปไตย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกเข้าใจได้ดีและยิ่งจะเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสายรัฐศาสตร์จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ จะไม่ชนะด้วยการเบ่งข่ม เพราะ กาละ ยุค ไม่เที่ยง แต่ละวาระของโลก ที่มีองค์ประกอบทุกอย่างตั้งแต่คนกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่บุคคล อาหาร เครื่องอาศัยต่างๆด้วย และธรรมะ เช่นธรรมะโลกุตรธรรมในเมืองไทยก็ไม่เท่ากัน ชาวอโศกเข้าใจธรรมะโลกุตระอย่างนี้ กลุ่มอื่นๆก็เข้าใจแตกต่างไปผิดเพี้ยนไปบ้างคล้ายกันมากบ้าง หรือคล้ายกันน้อยลงเรื่อยๆจนแตกต่างกันเข้าใจต่างกันเลย โลกุตระเหมือนกันใช้ภาษาโลกุตระ แต่อีกคนหนึ่งเข้าใจผิดแล้ว ไปเข้าใจโลกียะเป็นโลกุตระอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นสภาวะที่แท้จริง พยัญชนะมันก็ยังอยู่ คำว่าพยัญชนะกับสภาวะเป็นสิริมหามายาที่ยากมากเลยที่จะไปกำหนดมั่นหมายลงไปเลยว่าอันนี้เท่านั้น มันจะพลิกไปพลิกมาไม่ได้ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมองค์ประกอบต่างๆ ที่มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเหมือน
อ่านต่อ
ไม่เท่าเดิมอยู่เสมอ จึงเป็นรายละเอียดที่ยากมากที่ผู้ที่จะสรุปเป็นองค์รวม แล้วก็ได้ความรู้เป็นองค์รวมเรียกว่า Concept ขึ้นมา จึงไม่ง่าย แต่โดยสามัญของแต่ละคนก็ทำอยู่ ยิ่งเป็นผู้ได้ศึกษามาก็ยิ่งต้องเข้าใจในการสรุปรวมให้เป็น Concept ให้สมบูรณ์แบบของแต่ละคนให้เต็มรูป เพราะฉะนั้นคำว่าคอมมิวนิสต์กับคำว่าประชาธิปไตยจึงเป็นเทวะ เป็นคู่ 2 ที่จะเป็นเช่นนี้ไปตลอด นัยยะซ้อน ของประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์คือ คอมมิวนิสต์นี้จะเป็นเชิงกฎบังคับ ส่วนประชาธิปไตยนั้นอิสระสมบูรณ์แบบ คอมมิวนิสต์ไม่อิสระสมบูรณ์แบบ แต่คอมมิวนิสต์ก็พยายามให้อิสระสมบูรณ์แบบ แต่เขาทำไม่ได้ เพราะคอมมิวนิสต์นั้น จริงๆแล้วจะแยกให้ชัดเจนมันจะเป็นสาย ศรัทธาสายเจโต ปฏิภาณปัญญาไม่เหมือนปัญญาธิกะ จะเป็นศรัทธาธิกะ ซึ่งเราก็จะไปบังคับความเป็นจริตที่เป็นศรัทธาจริตกับปัญญาจริตพุทธิจริต ไม่ได้ เราไปบังคับไม่ได้ มันต้องเป็น 2 เพราะ เทวะ เป็นความยิ่งใหญ่ในโลกเหมือนกระดาษ 2 หน้า 1 แผ่นมี 2 หน้า มันจะต้องมีอย่างนี้ไปตลอด คนที่เป็นผู้มีปัญญารู้เป็นสิริมหามายาหรือเป็นมายา เป็นจอมมายาหลอกเลย หรือจริงเลย ถ้าจริงเลยก็สิริมหามายา เหมือนเป็นมายา คนรู้ไม่ทันเป็นเหยื่อจอมมายาเลย เพราะฉะนั้นคนในโลก อวิชชามากหรือวิชชามาก ศิษย์ของจอมมายากับศิษย์ของสิริมหามายา ใครมากกว่ากัน ก็ต้องเป็นศิษย์ของจอมมายามากกว่า เพราะว่าสิริมหามายาเหมือนกับยอดพีระมิด ให้ตายอย่างไรก็เป็นมวลใหญ่ของโลกไม่ได้ พวกอวิชชาพวกไม่เจริญพวกมากก็ต้องเป็นฐานของพีระมิดแน่นอน ผู้ที่มีปัญญาจริงๆจึงเป็นพวกที่มีพวกน้อย อย่าไปน้อยใจอย่าไปสับสนเลย มันก็จริงที่ยอดพีระมิดจะไปมีมากกว่าฐานของพีระมิดอย่างไร ถ้าคนมีปัญญาจะจบ ถ้าทำ ถ้าทำได้ก็พลิกกลับยอดพีระมิดลง ถ้าทำได้อาตมาก็ยอมคุณ
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท...
พ่อครูว่า... ทีนี้ก็มาต่อ เราก็ยืนยันว่า คอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตยต่างกัน คือคอมมิวนิสต์ยังไม่เชิงคำสั่ง Command ส่วนประชาธิปไตยนั้นมีอิสระเสรีภาพสัมบูรณ์ ที่เป็นอิสระเสรีภาพได้สัมบูรณ์เพราะว่าจิตที่เป็นประธานนั้นเจริญเป็นโลกุตระสัมบูรณ์ แม้ไม่สมบูรณ์ก็เจริญมีโลกุตรธรรมเจริญไปตามลำดับ ส่วนพ่อของคอมมิวนิสต์คือคาร์ล มาร์กซ์ ไม่เอาศาสนา หาว่าศาสนาคือสิ่งเสพติด เพราะฉะนั้นก็จึงได้ฝังเชื้อพวกนี้มาซึ่งมันเป็นฐานของคอมมิวนิสต์
มาดู จีน เขารากฐานคอมมิวนิสต์ เขาเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นคอมมิวนิสต์ เขาก็เห็นผลของคอมมิวนิสต์นัยยะที่เขาทำ จนถึงบัดนี้มันก็แปลงมา ตั้งแต่คาร์ล มาร์กซ์มาเป็นเหมาเจ๋อตุง มาเป็นเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่ง เติ้งเสี่ยวผิงก็ค่อยๆขยายกระจายให้อิสระเสรีภาพมากกว่าเหมาเจ๋อตุง พัฒนามาเรื่อยๆจนถึงสีจิ้นผิง ขยายได้มากกว่าเติ้งเสี่ยวผิง ก็เลยได้รับความนิยมชมชอบ จริงๆแล้วมันซับซ้อนตรงที่ว่า ผู้บริหารรู้จักเรื่องของเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ดี เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องของการแบ่งกินแบ่งใช้ เฉลี่ยทรัพยากรให้แบ่งกินใช้กันอย่างดี ทรัพยากรของแต่ละประเทศแต่ละกลุ่มก็มีจำกัด แล้วก็เฉลี่ยให้ทั่วถึง เช่นคนแข็งแรงก็เป็นคนเสียสละไม่ต้องเอามากไม่ต้องกินมาก ทำงานมาก ช่วยเหลือคนที่อ่อนแออย่างนี้เป็นต้น เป็นการเสียสละที่ซับซ้อนจริงใจ คนยังไม่จริงใจก็มีกิเลสแฝงเป็นธรรมดาไป ถ้าคนที่จริงใจเสียสละไม่มีตัวตน ประชาธิปไตยจริงๆ อาตมาก็นิยาม ประชาธิปไตย สามเส้าง่ายๆสามเส้า 2 หมู่ 1. ไม่มีตัวตน 2. อ่อนน้อมถ่อมตน รับใช้ประชาชน 3. มีปัญญา โดยเฉพาะมีปัญญา 8 ประการ ที่จะรู้ทั้งสังคมและรู้ทั้งตัวเอง ผู้ที่สามารถมีคุณธรรมคุณสมบัติที่วิเศษพวกนี้ได้จริง ถ้าเข้าข่ายโลกุตระแล้ว การที่จะเข้าข่ายโลกุตระซึ่งต่างจากโลกียนั้นเป็นอย่างไร โลกุตระ คือ ผู้นั้นมีปัญญารู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้เทวะ แยกแยะกิเลสกับจิตได้ กิเลสมันปลอมตัวมาเป็นจิต จิตเหมือนเป็นตัวมันเลยนะ แต่เราก็แยกได้และปหานกิเลสได้ก็เป็นโลกุตรบุคคล ตั้งแต่คุณไปติดกิเลสหยาบๆมาก็ทำได้เรื่อยๆ ตั้งแต่โสดาบัน ซึ่งจะต้องมีความรู้เรื่องกายอย่างสัมมาทิฏฐิ ตัวนี้เป็นตัวเอก กายอย่างสัมมาทิฏฐิ แม้ทุกวันนี้ปราชญ์ทางเถรสมาคมก็ยังไม่เข้าใจกายอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่ต้องไปพูดถึงคำว่าบุญคำว่า ฌาน คำว่า สมาธิ เลย คำว่า กาย เป็นตัวแรกของสังโยชน์ข้อที่ 1 ในสังโยชน์ 10 ก็ต้องมาเอาที่ตน จัดการ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมของตนเองถ้าไม่อย่างนั้นคุณไม่มีทางบรรลุธรรม ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า จะไปบรรลุธรรมได้อย่างไร คอมมิวนิสต์ไม่ได้ศึกษาธรรมะอย่างมีปัญญา ผู้ที่มีปัญญา ปัญญาสูตร เล่ม 23 ข้อ 92 [92] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุ 8 ประการ ปัจจัย 8 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 8 ประการเป็นไฉน 1. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 1 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว
2. เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 2 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
3. เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ 3 ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ พ่อครูว่า... ประเด็นของกาย คือจิตที่ไปเกี่ยวข้องกับภายนอกแล้วเกิดกิเลสกับสิ่งสัมผัสภายนอก เรียกว่า “กามคุณ 5”ภายนอกมี 5 ทวาร ภายในอีก 1 ทวาร ผู้ไม่รู้เบื้องต้นคือกามคุณ 5 หากคุณไม่รู้จักกามแล้วลดกามมาก่อน กามคือ นอกภูเขา คือเปลือกทุเรียนกับหนาม เข้าไปเนื้อใน แล้วถึงในของมันเอง ใน นี้ภาษาอีสาน = เมล็ด ถึงเนื้อแล้วถึงใน จะเข้าไปถึงในต้องเป็น เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย คนที่หลับตาอยู่ภายในแล้วจะลุยจากภายในฆ่ากิเลสออกมาหาข้างนอก เหมือนคุณไปได้ใบมีดโกนยิลเลตต์บางๆ อยู่ภายใน เอาใบมีดโกนผ่าจากภายในออกมาหาเปลือกหานอกภูเขา มันจะไปสำเร็จได้อย่างไร มันต้องใช้อาวุธที่หยาบ มีดอีโต้ ดาบหนัก ฟันภายนอกออกก่อน ถึงจะไปถึงภายในถึงจะเป็นสัจจะ ไม่อย่างนั้นจะพูดเอาเล่นๆเท่านั้นมันไม่ได้จริง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ความเป็นลำดับนี้น่าอัศจรรย์ ในปหาราทสูตร ข้อที่ 1 อัศจรรย์เหมือนฝั่งทะเลที่ราบเรียบไม่โกรกชันเหมือนหุบเหว ปัญญาเท่านั้น จะเจาะกะเปาะไข่อวิชชาออกมาได้ คอมมิวนิสต์เหมือนเปลือกไข่ ประชาธิปไตย เหมือนหัวเจาะ แล้วอาตมาก็เอาของ พระพุทธเจ้า มาครบเลย หัวเจาะนั้น 7 หัว สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ สำคัญทุกหัวเจาะเลย มีหน้าที่เป็นทุกหน้าที่เป็นพลังรวมของแต่ละอย่าง สาราณียะ คือ มีใจระลึกถึงกัน ไม่ใช่ว่าเป็นคนบรรลุแล้วตัวคนเดียวไม่ระลึกถึงใคร ไม่เอื้อเฟื้อใคร ไม่เผื่อแผ่ให้ใคร ไม่ไปช่วยใคร ไม่ไปทำงานกับใคร ใครจะทำงานก็มาหาฉันสิ อย่างนี้ไม่หมดเนื้อหมดตัวหรอก ใครจะทำงานก็มาหาฉันสิ ฉันเป็นเจ้า คุณจะเอาอะไรก็ต้องมาเอาจากฉัน อย่างนี้มีตัวตน ถ้าอย่างไม่มีตัวตน ใครจะเอาอะไร ก็เอาไปให้ อย่างเช่นพระพุทธเจ้าตื่นเช้ามาก็นึกถึงว่าจะไปโปรดใคร ก่อนใครหลัง ระลึกถึงกันเพื่อจะเผื่อแผ่เพื่อจะสังคหะ เพื่อจะเกื้อกูลช่วยเหลือกัน เพื่อทำอะไรที่จะเป็นประโยชน์แก่กันและกัน เรานี่แหละจะไปทำประโยชน์แก่กันและกัน ถ้าผู้นั้นบรรลุสูงกว่าก็แน่นอนจะเป็นผู้ให้ แต่แม้ว่าผู้นั้นยังไม่สูงกว่า เช่นพระโพธิสัตว์ บางทีก็ไม่ได้จากคนอื่นเขาเป็นผู้ให้เรา เราก็ยกให้พระพุทธเจ้าคนเดียวนั้นไม่ต้องไปเอาจากคนอื่นอีกสูงสุด จนกระทั่งมีแต่ให้อย่างเดียวสำหรับพระพุทธเจ้าเป็นสุดยอด หรือพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกนั้นก็ต้องรับไปรับมา เป็นทายก ปฏิคาหก เป็นผู้ให้ผู้รับเป็นผู้รับผู้ให้ แต่เมื่อสูงแล้วเจริญแล้วก็เป็นผู้ให้ได้มากกว่าเป็นผู้รับ มีค่า สิ่งที่ได้ให้มีค่ากว่าสิ่งที่ได้รับมา สิ่งที่ได้รับมาราคาจะต่ำกว่าสิ่งที่ได้ให้ เช่นผู้ให้ให้เงินเขาไป 1 บาท ราคา 1 บาทของผู้ให้ แพงกว่าผู้ที่ต่ำกว่า ต้องไปอ่านในเพลงอาริยะ100 บาทกับบาทเดียว ค่าของเงินเศรษฐีกับยาจกนั้นต่างกัน 1 บาทนั้นเหมือนกัน แต่มีค่าต่างกันสาราณียะ คือระลึกถึง ปิยกรณะ เป็นความรัก อาตมาขยายไปถึงความรัก 10 มิติ มิติที่แย่ที่สุด คือมิติที่เห็นแก่ตัวอย่างนี้อาตมาไม่เอาไม่นับ ไปนับเริ่มที่ 2 คน โลกนี้มีแต่เราสองคน มันไม่เอาแม้แต่ลูก ต้องไปศึกษาความรัก 10 มิติ เทศน์ไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2517 คุรุกรณะคือการเคารพ คุรุ คือครู ผู้ที่สอนเราบอกเราให้เกิดความรู้ เราก็ต้องให้เกิดประโยชน์แก่กันต่อ คุรุ แล้วคุรุ ก็ต้องมีลำดับ ผู้ที่จะเคารพ แล้วการเคารพก็ เคารพด้วยวุฒิเคารพด้วยวัย เคารพด้วยความสามารถ อะไรต่างๆเราก็แยกกันไป แล้วแต่การยอมรับนับถือ ใครที่มีคุณธรรมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นครูหรือคุรุที่เราก็ยิ่งยกไว้ในประเด็นนี้กรณีนี้ สังคหะ คือตัวกลางใน 7 ทุกอย่างมารวมตรงนี้ รวมที่การช่วยเหลือ ผู้ที่มีผู้ที่เหนือกว่าก็ต้องให้หรือช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าเป็นธรรมดา อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ อวิวาทะคือไม่วิวาท สามัคคียะคือพร้อมเพียงกัน เอกีภาวะคือการเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นปึกแผ่น คุณธรรม 3 อย่างนี้เช่นชาวอโศกไม่มีการทะเลาะกัน ถ้ามีปากหอก แต่ละคนก็พยายาม ปากหอกให้เหมือนหนังรามเกียรติ์ ยิงลูกศรกลายเป็นดอกไม้ไปกระทบกัน กามเทพก็เป็นลูกศรดอกไม้ ก็ต่างกัน มันซ้อนกันอยู่อย่าเพิ่งไปอธิบายเลย ไม่วิวาท มีการติติงกันมีการว่ากันบ้าง แต่อย่างหยาบคายไม่มี เสียงดังก็มีน้อย พวกเราดูได้มีลักษณะเหล่านี้ สามัคคียะ ความพร้อมเพรียงของพวกเราดีมาก เป๊งพรึ่บ อ้าว วันนี้ไปลงแขกที่ไหน ก็มากันพรึ่บ เรื่องพวกนี้มันเกิดจากความสำนึกมันเกิดจากคุณธรรมของแต่ละคน การรวมพลังที่เป็นหมู่ย่อมยังผลสำเร็จในทุกสิ่งทุกอย่าง ความพร้อมเพรียงของชนผู้เป็นหมู่ทำสำเร็จทุกสิ่งทุกอย่าง การรวมกันเป็นพลังงานรวมมีคนละไม้คนละมือก็จะบอกทุกอย่างแล้วทำได้เร็ว ละเอียดและดี ไม่ต้องใช้เวลามาก มันเป็นคุณธรรมที่เป็นประสิทธิภาพของการทำงานที่สุดยอดมากทั้งนั้นเลย เราอยู่กันอย่างอบอุ่น สามัคคียะ สงบอบอุ่น เมื่อไม่มีอะไรแหลมแรงมาก็สบาย สู่แดนธรรม... ไม่ได้ริษยากันด้วย พ่อครูว่า... ไม่เกี่ยงกันไม่ริษยากัน เราสังเกตุดูประเทศไทยขณะนี้ สามัคคียะ ประเทศไทยเรา ความพร้อมเพรียง ยังมีดิ้นมีดีด น้ำหนักของความพร้อมเพรียง ของพฤติการณ์ผู้บริหาร แล้วทำงานบริหารกันอยู่ขณะนี้ อาตมาให้คะแนนถือว่าใช้ได้ ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์จริงๆ ใช้ได้ แต่คนเห็นแย้งกับอาตมาก็เป็นธรรมดา แต่นี่อาตมาแสดงความเห็นส่วนตัวไป คนอื่นแย้งก็ไม่เป็นปัญหา ก็ขอฝากส่งฟ้าส่งดินไป อย่างเหลิง คณะผู้บริหารก็ดีอย่าเหลิงอย่าประมาท ความประมาทคือหนทางแห่งความตาย ประมาทแล้วตายลูกเดียวมันชิบหายลูกเดียว ประเทศไทยเรามีความสามัคคีกันใช้ได้ ความสามัคคีของหมู่กลุ่มคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ นี่ก็เคยพูดไว้ ความสามัคคีที่ไม่มีการขัดแย้งกันเลยมันคือสามัคคีคนกำลังเน่า คือต่างคนต่างหมดแรงเน่าอย่างเดียวตายเน่าอย่างเดียว สามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ อาตมาเคยแยก ความสามัคคี 6 1. เป็นความเรียบร้อยงดงาม 2. เป็นความสุข สันติ เบิกบาน ร่าเริง 3. เป็นความเจริญงอกงาม 4. เป็นพลังสรรสร้าง 5. เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ 6. เป็นปึกแผ่น มั่นคง ยั่งยืน
นี่แหละเข้าหาความเป็นเอกีภาวะ เป็นคุณสมบัติอันสำคัญ เป็นสว่านหัวเจาะหัวที่ 7 มันตกผลึกรวมลงที่นี่ ที่เอกีภาวะนี่ ตกลงไป รวมลงไป ตกผลึกลงไป เป็น สมาหิโต หรือเป็นวิมุติ เป็นสมาธิของพุทธ เพราะฉะนั้นหัวเจาะทั้ง 7 หัวนี้ สาราณียะก็อย่างหนึ่ง ปิยกรณะความรักก็อย่างหนึ่ง คุรุกรณะความเคารพก็อย่างหนึ่ง สังคหะการเกื้อกูลช่วยเหลือก็อย่างหนึ่ง อวิวาทะการไม่วิวาทก็อย่างหนึ่ง สามัคคียะก็อย่างหนึ่ง เอกีภาวะก็สรุปจบ นี่คือหัวเจาะ 7 หัว เพราะฉะนั้น คอมมิวนิสต์นี้ เขาไม่ได้มาใส่ใจกับศาสนาอย่างเต็มตัว เหมือนอย่าง ประชาธิปไตย ใช้ศาสนาเป็นแกนของสังคม เป็นแกนชีวิต เป็นแกนของการเจริญทั้งหมดเลย ที่พูดนี้จึงย้ำศาสนาให้รู้ไว้ ไม่ใช่ให้หลงศาสนา แต่ศาสนาหรือธรรมะ เป็นแกนของทุกอย่าง การเมืองยิ่งสำคัญ คนที่บอกว่าธรรมะก็ไปอยู่กับธรรมะสิ อย่าเอามายุ่งกับการเมือง คนนี้คัดออกนอกเขตเทศบาลเลย มันไม่รู้เรื่องของมนุษยชาติ สังคม ไม่ได้เรื่อง 640825_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจาะใจคอมมิวนิสต์ พิชิตประชาธิปไตย