สมณะอโศกไว้คิ้ว จีวรสีเข้ม เจตนาไม่เลียนแบบพระสงฆ์ มีขั้นตอนการบวช
เนื้อหาในไฟล์
สมณะอโศกไว้คิ้ว จีวรสีเข้ม เจตนาไม่เลียนแบบพระสงฆ์ มีขั้นตอนการบวช
ผู้ตรวจราชการฯ : คืออีกอันนึง คือผมก็เข้าใจพระคุณเจ้านะครับแล้วก็อีกอันหนึ่งคือ... ผมพยายามที่จะนึกถึงภาพที่เขากล่าวถึงเกี่ยวกับ พระคุณเจ้าอย่างไรบ้างนะครับ ก็ พยายามมานึกถึง แล้วก็อยากจะให้พระคุณเจ้านั่นดูนะครับว่า การที่พระคุณเจ้าไม่โกนคิ้ว หรืออะไรอย่างนี้ก็เป็น ส่วนหนึ่งซึ่งทำให้ไม่ถูกต้อง กระผมไม่แน่ใจว่า...ท่านไอ้นั่นยังไง
พระโพธิรักษ์ : อ๋อ! อันนี้นะ มันกลับกันที่ต้องมาไว้คิ้วก็เพราะมาทำให้ถูกต้อง (ผู้ตรวจราชการฯ ครับ) หนึ่งทำให้ถูกต้อง เพราะศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นก็ไม่เคยโกนคิ้ว พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้โกนคิ้ว พระสาวกก็ไม่ได้โกนคิ้วหรอก ก็คงจะพอรู้ๆกันนะ ถ้าอยู่ในวงการศึกษาดีๆก็รู้ว่าโกนคิ้ว เป็นเรื่องของเหตุการณ์เกิดในเมืองไทยเท่านั้นเอง
(ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ)
เราก็มาไว้คิ้วตาม ให้มันถูกต้องตามของพระพุทธเจ้าตรงๆนั่นอย่างหนึ่ง ถ้าจะว่าไปแล้วยิ่งเป้นเรื่องถูกต้องนั่น อีกอันนึงเหตุอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ มันมี...เท่าที่กล่าว เมื่อกี้แล้วว่าเราออกมาเอ๊ ! ถ้าบอกอย่างนั้นมีกฎหมาย รองรับนะ ใครไปแต่งอะไรเลียนแบบพระของมหาเถรสมาคม มันก็จะผิดกฎหมายมาตรา 208 อะไร อย่างนี้เป็นต้น
(ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ)
เราก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เราก็เจตนา เจตนาส่อกรรม ส่อเจตนาก็ไว้คิ้วซะ รู้ว่าพระของเถรสมาคมต้องโกนคิ้ว
(ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ)
เราก็ไว้คิ้วซะอย่างนี้เป็นต้น
(ผู้ตรวจการฯ : หัวเราะ)
ท่านนุ่งห่มเหลือง เราก็มานุ่งห่มน้ำตาลซะ
(ผู้ตรวจราช การฯ : ครับ)
อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่ามีเจตนาว่า เราไม่เจตนาจะลอกเลียนท่านนะ แต่ว่าศาสนาพุทธก็นุ่งห่มจีวร ใช้สบง ใช้อะไร อย่างนี้ต่างๆนานา ตามธรรมวินัย เ
อ่านต่อ
ราก็นุ่งห่มตามธรรมวินัย ส่วนที่จะไม่ไปลอกเลียนของมหาเถรสมาคมเป็นเช่นนั้นๆๆ เราก็ไม่เอา อันไหนที่ของมหาเถรสมาคมยิ่งเป็น เรื่องที่ว่าเราไม่ต้องไปตามเลย เพราะว่าเป็นเรื่องที่ จริงๆแล้ว ไม่ค่อยถูกต้องตามธรรมวินัยด้วยซ้ำ เช่นนุ่งห่มสีเหลือง หรือว่า โกนคิ้วอะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็ไม่ได้ ไปลอกเลียน หรือเราก็ไม่ได้ไปทำตามอย่างนั้น มันก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องขึ้นมา เราเห็นว่าอย่างนั้นด้วยซ้ำ แต่ คนนอกไม่ได้ศึกษาลึกซึ้งอย่างนี้ เขาก็มองว่า เอ๊ ! เป็น เรื่องที่ไม่ถูก ไม่ใช่ไม่ถูกต้อง คือไม่ตรงกับของมหาเถรสมาคมเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย หรือแม้แต่กฎหมาย ความจริงมันยิ่งถูกต้องตามกฎหมาย แล้วยิ่งถูกต้องตามธรรมวินัยยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ
นี่เป็นเรื่องที่เราไม่ได้เถียงกับเขา เขาก็ว่าของเราไป เราก็เอาว่าก็ว่า ตู่ก็ตู่
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : หลวงพ่อ ตอนบวชฮะ ตอนหลวงพ่อบวชสงฆ์ บวชยังไงฮะ? ต้องศึกษาก่อน
พระโพธิรักษ์ : ไหน ? ไหน ? หมายความว่าอย่างไร บวชนี่ หมายความว่าอย่างไร
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : บวชให้รูปอื่นครับ
พระโพธิรักษ์ : อ๋อ ! อาตมาบวชให้รูปอื่นๆ หรือ เป็นอุปัชฌาย์ แล้วก็นำเข้าหมู่ บวชนี่ล่ะหรือ
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : ต้องมาฝึกมาเรียน
พระโพธิรักษ์ : ที่นี่ฝึกกันจริงๆ ไม่ได้บวชเล่นๆ
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : กี่ปี
พระโพธิรักษ์ : หลายปี
ผู้ตรวจราชการฯ : ท่านผู้ว่าฯ บอกหลายปี
พระโพธิรักษ์ : ก่อนจะมาบวชนี่หลายปี
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : ทำไมบวชได้ยากเหลือเกินล่ะ
พระโพธิรักษ์ : ก็ต้องทดสอบกันจริงๆ เพราะว่าขึ้นบวชนี่ ไม่ใช่มาหลอกชาวบ้าน มาทำให้บาปทั้งตัวเอง และส่วนสังคม
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : โอ้โฮ ! เขาเรียกอะไร ตอนนี้ครับ
พระโพธิรักษ์ : ก็ไล่เรียงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่อารามิกมาเป็นคนวัด ต้องอบรมศึกษามาเรื่อยๆ มีเป็นอารามิกอย่างน้อย 1 ปี
(เลขาฯผู้ตรวจราชการ : โอ้โห !)
มาศึกษาดูนะ จะเป็นยังไงอะไรยังไงไปได้เป็นอารามิกแล้วถึงจะ เอ้า ! ตอนนี้ก็มาเตรียมต้วบวชละ ให้ถือเป็นผู้ปฏิบัติเลื่อนมาเป็น ผู้ปฏิบัติ เราเรียกสั้นๆว่าปะ ปฏิบัตินี่เป็นผู้ปฏิบัติอีก 4 เดือน 4 เดือนแล้วทีนี้แล้วตัวเองเขาก็เห็นว่าเอ๊ ! สมควรจะขอเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นนาค ก็ให้มายื่นมาแจ้งความประสงค์ต่ออาจารย์หรือต่อผู้ที่สมควรจะแจ้ง ต่อหมู่ สงฆ์ หมู่สงฆ์ก็จะนำเข้าหมู่ซักซ้อม ซักถามสอบอะไรต่ออะไรเหมือนกับสอบด้วย ถ้าเห็นว่าหมู่สงฆ์มีมติว่ายังไม่สมควรจะเลื่อนขึ้นมาเป็นนาคได้ ก็จะต้องเป็นผู้ปฏิบัติต่อก่อน หรือถ้าเผื่อว่าสมมติว่าควรจะนั่งขึ้นมาเป็นนาคได้ ถึงจะให้เลื่อนขึ้นมาเป็นนาค มาเป็นนาค อ้า 4 เดือนแล้วก็ต้องขอหมู่สงฆ์อีกว่า จะขอเลื่อนขึ้นมาเป็นเณร ถ้าหมู่สงฆ์พิจารณาแล้ว เห็นควรก็ให้เลื่อนขึ้นมาเป็นเณร ถึงจะบรรพชามาเป็นเณร ถ้าหมู่สงฆ์เห็นว่ายังไม่เหมาะสมก็จะมีข้อแม้เงื่อนไขอะไรก็ว่ากันไป ตามที่หมู่สงฆ์จะกำหนด แล้วมาเป็นเณรอย่างน้อยอีก 4 เดือน อีกเหมือนกันจึงจะมีสิทธิ์ที่จะขอเลื่อนฐานะขึ้นมาเป็นพระ นั่นก็เหมือนกันก็จะขอเข้าหมู่พิจารณา ก็เหมือนกันกับบวชนี่แหละ ตอนนี้เณรที่ขึ้นมาเป็นพระนี่เหมือนกับบวช จะซักซ้อม จะมีการถามกัน มีกรรมวาจาจารย์ซัก เหมือนกันบวชเณรขึ้นมาเป็นพระเลยทีนี้
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : แต่ถามเป็นภาษาไทยนะครับ ไม่ได้ถามเป็นภาษาบาลี
พระโพธิรักษ์ : นั่นแหละคือ ภาษาไม่วิบัติ บาลีนั่นแหละวิบัติ เพราะไม่รู้เรื่องกัน ได้แต่ท่องกันไป โสโส กิลา โสแล้วก็ไม่รู้นัตถิหรืออามะก็ล่อกัน ทั้งๆที่มันไม่.... มันเป็นการโกหกด้วยซ้ำไป ก็ว่ากันไป นั่นแหละเป็นภาษาวิบัติ คือจะต้องให้สื่อเป็นภาษาถิ่นให้เป็นความเข้าใจ ได้ถาม-ตอบซักไซ้ ไล่เลียง
ผู้ตรวจราชการฯ : ต่อหน้าสงฆ์.
พระโพธิรักษ์ : ต่อหน้าสงฆ์ในหมู่เลยกว่า 10 รูปขึ้นไป ก็ 10 รูป ตามพระพุทธเจ้า ตามพุทธานุญาตให้ถูกต้อง ซักซ้อม กันเรียบร้อยแล้ว เราก็ค่อยมาบวชทำพิธีสวดญัตติตามพิธี ภาษาบาลีอะไรต่างๆนานา นั่นแหละในตามธรรมวินัยน่ะให้ครบ ครบทุกส่วนทุกด้านแล้วก็ไม่วิบัติอย่างประเภทที่ว่าเลินเล่อ หรือประเภทโมหะ หรือ สีลัพพตปรามาส ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็กลายเป็นอย่างที่บวชกัน เป็นสีลัพตปรามาส แล้วก็เด๋อๆด๋าๆ โกหกกันอยู่แล้วก็ยังผ่านขึ้นมาเป็นพระเป็นเจ้า ทั้งๆที่บอกว่าเป็นข้าราชการอยู่หรือเปล่า ก็ยังบอกว่า ไม่ได้เป็นนะ ทั้งๆที่ยังล่อเงินเดือนอยู่เลย อย่างนี้นี่อาตมาว่ามันวิบัติภาษา แล้วต่างคนต่างถามกัน ไม่รู้กัน เสร็จแล้วก็ผ่านเป็นองค์สงฆ์องค์พระขึ้นมาได้อย่างนี้ อาตมาว่าอย่างนี้ มันไม่ค่อยตรงนะ อาตมาว่า เราก็เอาให้มันถูกมันตรงกัน
ผู้ตรวจราชการฯ : จากตอนเป็นอารามิก จนเป็นเป็นพระจนมาถึงขั้นที่จะบวชเป็นพระนี่ ท่านใช้เวลาประมาณ 5 ปี หรือครับ
พระโพธิรักษ์ : ไม่ถึงหรอก
ผู้ตรวจราชการฯ : ไม่ถึงนะครับ
พระโพธิรักษ์ : บางคนไม่ถึง บางคนเขาสมัครส่วนตัวของเขา เขาจะอยู่ฝึกหัดนานๆจนกว่าจะขอขึ้นมาเป็นองค์พระ อยู่ที่เขา หรือบางทีมีคนอยากจะเป็นไวๆ แต่ตัวเองยังไม่ได้ คุณภาพพอ สงฆ์ยังไม่ยอมให้ผ่านก็ยังไม่ได้เป็น
ผู้ตรวจราชการฯ : คือขณะนี้มองเห็นชัดๆอยู่นะครับ ก็ 1 ปี กับ 2 เดือนแล้วนะครับ
พระโพธิรักษ์ : ไม่ใช่ 1 ปี กับ 2 เดือนนะ 2 ปีนะ เป็นอารามิก นี่ปีหนึ่งนะ
(ผู้ตรวจราชการฯ อือปีหนึ่ง)
เป็นปะนี่ 4 เดือน แล้วก็เป็นนาคอีก 4 เดือน เณรอีก 4 เดือนนี่ มัน 2 ปี ขึ้นไปแล้วนะ
ผู้ตรวจราชการฯ : 2 ปี กับ 2 เดือน นะครับ
พระโพธิรักษ์ : 2 ปี 2 ปีถ้วน ถ้าอย่างเก่งนะ ก็ 2 ปี
ผู้ตรวจราชการฯ : อารามิกปีหนึ่งแล้วใช่มั้ยครับ เป็นปะสัก 4 เดือน แล้วมาเป็นนาคอีก 4 เป็นเณรอีก 4 เดือน มันก็ 2 ปีพอดี
พระโพธิรักษ์ : เพราะฉะนั้นพระทุกรูปมาบวชนี่อย่างน้อยต้อง 2 ปีขึ้นไป ส่วนบางองค์ บางรูปนี่ 3 ปี 4 ปี 5 ปี บางที
ผู้ตรวจราชการฯ : เพราะฉะนั้นถ้าจะคิดมาบวชในแง่ของนั่น...ท่านคงไม่ให้
พระโพธิรักษ์ : ที่นี่ไม่รับบวชเล่นบวช 7 วัน บวชแก้บน บวชอะไร บวช
(เลขาฯผู้ตรวจราชการ:บวชจริงๆเลย)
บวชจริงคือที่นี่เมื่อบวชแล้วนี่จะต้องสละทรัพย์สินจริงๆ โภคักขันธาปหายะ จะต้องทิ้ง โภคักขันธา ทรัพย์ศฤงคาร แม้แต่มีอสังหาริมทรัพย์ แม้แต่มีที่ดินที่นา ที่ไร่ ต้องเซ็นออกหมดเลย นี่ไม่ให้ทำเล่นทั้งนิตินัย พฤตินัย
(ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ)
มีเมียก็ต้องเซ็นหย่าออกมาให้เรียบร้อย
(ผู้ตรวจราชการฯ ฮึ ฮึ ฮึ)
เซ็นจริงๆ
(ผู้ตรวจราชการฯและเลขาฯผู้ตรวจราชการ หัวเราะ)
ไม่ใช่ว่า... ทีนี้เอาไว้ ไม่ได้ แม้แต่มีภรรยาก็ต้องให้เซ็นใบหย่า เออมีทรัพย์สิน ก็ต้องให้คืนนิตินัยออกหมดเลย
ผู้ตรวจราชการฯ : ทีนี้โดยทั่วๆไป พระคุณเจ้าครับ คือ อย่างนี้ครับคนไทยนี่ก็ยังมีนิสัยที่อยากเห็นลูกบวช แล้วก็เกาะผ้าเหลืองอะไรอย่างนี้นะครับ
พระโพธิรักษ์ : อาตมาว่ามองในแง่ตื้นมันดูดี แต่มองในแง่ลึกมัน เหมือนลิเกนะ มองในแง่ลึกเหมือนกับอยากจะเป็นราชาก็แต่งเครื่องราชาขึ้นมา แล้วก็นั่งแท่นให้คนกราบอะไรเข้าไป ทั้งๆที่ตัวเองเขรอะ อะไรอย่างนี้ ซึ่งอาตมาว่า มองในแง่ตื้นๆก็ดูดีนะ ได้มาศึกษาว่างั้นนะ แต่จริงๆแล้วอาตมาว่า มันมีส่วนที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเหมือนกันนะ
ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ เออ ! ฉะนั้นอย่างที่ชาวบ้านจะบวชลูก 3 เดือนอะไรต่ออะไร
พระโพธิรักษ์ : ที่นี่ไม่ทำ
ผู้ตรวจราชการฯ : ไม่ทำ
พระโพธิรักษ์ : บวชชั่วครั้งชั่วคราว บวชตามประเพณีอะไรบวชตามอะไร
ผู้ตรวจราชการฯ : ทีนี้พระของพระคุณเจ้านะครับ เมื่อบวชแล้วนะครับ ก็จะเป็นอย่างพระคุณเจ้า ถ้าสมมติว่า เขาจะลาสิกขาบท
พระโพธิรักษ์ : โอ๊ย ! ได้ แม้แต่มาบวชไปแล้วนี่มันไม่ดีต่อไป แล้วมันก็ไม่เข้าท่า ทำให้ศาสนาเสื่อมนี่ ถ้าไปไม่รอดก็ต้องให้สึกด้วยซ้ำ
(ผู้ตรวจราชการฯ ครับ)
หรือแม้ทำผิด ปาราชิก นี่อาตมาก็จับพระปาราชิกไป 2 รูป แล้วที่นี่
ตั้งแต่มีมา ก็จับปาราชิกไป 2 รูป สังฆาทิเสสก็อยู่กรรม อยู่ไปแล้ว
ก็ปฏิบัติไม่ดีไม่ชอบ ควรจะให้สึกไปเสียก็ต้องให้
ผู้ตรวจราชการฯ : พระคุณเจ้าครับ ผมเห็น... ก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมสำนักที่นครปฐมเลย นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่มา ครั้งแรกมา มาไม่พบพระคุณเจ้า มาวันนี้ก็เลยมาพบ ยังดีใจครับ ผมเห็นคนที่มาบวชหรือมาศึกษานี่เขาทำอาชีพอะไรต่ออะไรหลายอย่าง ท่าน....
พระโพธิรักษ์ : อ๋อ ! คนที่มาบวชนี่เหรอ มาจากอาชีพหลายๆอย่าง
หลายๆประการ
ผู้ตรวจราชการฯ : เขาทำอะไรอยู่ข้างล่างนี่เยอะแยะเลย
พระโพธิรักษ์ : ใช่ เขามาปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมใช้หลักมรรคองค์ 8
ทำการงานคิดก็ได้ พูดจาก็ได้ การงาน สัมมากัมมันตะสัมมา
อาชีวะ มีการงานสัมมาอาชีพ ทำได้อาชีพอันใดที่มันไม่ผิด
กฎหมาย เป็นอาชีพที่สมควรจะสร้าง จะสรร
ผู้ตรวจราชการฯ : พวกนี้บวชหรือเปล่าเอ้อ....มิได้ฮะ มาเป็นที่ท่านเรียกว่าสิกขมาต
พระโพธิรักษ์ : สิกขมาตก็คือ ผู้หญิงที่บวชนุ่งห่มโกนหัวแล้วก็มี ชุดชี แต่ว่าสีเป็นสีน้ำฝาดซะ
ผู้ตรวจราชการฯ : ทีนี้ที่เห็นอยู่ข้างล่าง ไม่ใช่ ใช่มั้ยฮะ ที่ทำอยู่ข้างล่างอะไร
พระโพธิรักษ์ : มี มี สิกขมาตก็มี
ผู้ตรวจราชการฯ : มีฮะ ไม่ใช่ก็มี
พระโพธิรักษ์ : ไม่ใช่ก็มี เป็นฆราวาสก็มี ฆราวาสอยู่ในนี้ก็มี ฆราวาสอยู่ข้างนอกก็มี จรไปจรมาก็มี
320522 ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สนทนากับพ่อท่านพระโพธิรักษ์ สันติอโศก