มีกิจวัตร ไม่มีการทอดกฐิน จะบริจาคเงินต้องมาวัด 7 ครั้ง
เนื้อหาในไฟล์
มีกิจวัตร ไม่มีการทอดกฐิน จะบริจาคเงินต้องมาวัด 7 ครั้ง
ผู้ตรวจราชการฯ : ทีนี้การจำพรรษา หรือการ.... ท่าน.... ในกิจวัตรประจำวันของท่าน ท่านทำอะไรบ้างครับ
พระโพธิรักษ์ : กิจวัตรตี 3 ครึ่งก็เคาะระฆังกันตื่น นั่นเป็นกิจวัตร ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา (ครับ) ลงศาลากันสวดมนต์ แล้วก็บรรยายธรรมทุกวัน
(ครับ) เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรเช้าเสร็จแล้วประมาณตี 5 ครึ่งเสร็จก็แยกย้ายกันไป พระก็ออกไปบิณฑบาต ญาติโยมจะทำกิจอะไรในวัดในวา ปัดกวาดโน่นนี่ ทำโน่นนี่อะไรแล้วแต่ งานการมีต่างๆนานา อะไรก็แบ่งกันทำไปจน 2 โมงเช้า ก็เคาะระฆัง ลงศาลากันอีก ก็แจกภัตร แจกอาหาร
ผู้ตรวจราชการฯ : ตอนไหนนะครับ ตอน 2 โมงเช้านะฮะ
พระโพธิรักษ์ : 2 โมงเช้า ประมาณนั้น ก็เคาะระฆังขึ้นศาลา
ผู้ตรวจราชการฯ : แจกภัตรอีกทีนะครับ
พระโพธิรักษ์ : ญาติโยมก็มาลงศาลา ถวายอาหารพระ
(ผู้ตรวจการฯ ครับ) หรือแม้แต่เสร็จแล้ว พระก็รับ ถวายอาหารเสร็จแล้วก็จะมีอะไรจะบรรยาย มีอะไรจะเทศน์ มีอะไรจะอบรมกันอีกบ้างก็อีกรอบหนึ่ง
(ผู้ตรวจการฯ ครับ)
เสร็จแล้วก็ค่อยทานอาหาร
(ผู้ตรวจราชการฯ ครับ)
พระก็ฉันอาหาร ญาติโยมก็ทานอาหารกัน ทานอาหารกันเสร็จแล้วก็ทำงานทำการกัน (ผู้ตรวจราช การฯ) 4 โมง หรือ 4 โมงครึ่ง ถึงเย็นในราวนั้น ก็ทำวัตรเย็น (ผู้ตรวจราชการฯ : กลางวัน)
พระโพธิรักษ์ : กลางวันก็ทำงาน
ผู้ตรวจราชการฯ : ทำงานแล้วก็ฉันเพล
พระโพธิรักษ์ : ไม่มี ฉันหนเดียว ที่นี่หนเดียว
ผู้ตรวจราชการฯ : ฉันหนเดียว
พระโพธิรักษ์ : วัดนี้ฉันหนเดียวทั้งฆราวาสทั้งพระ เขาทานหนเดียว
ผู้ตรวจราชการฯ : หรือครับ อ๋อ ! ครับ แล้วตอน 4 โมงเย็นก็...
พระโพธิรักษ์ : ใครฆราวาสคนไหนที่ทานมากเขาก็ไปทานที่อื่นกัน
ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ ครับ
พระโพธิรักษ์ : สำหรับพระหรือคน
อ่านต่อ
ในวัดนี่ก็
ผู้ตรวจราชการฯ : สิกขมาตก็เหมือนกัน ใช่มั้ยครับ ฉันหนเดียวตอน 4 โมงเย็นท่านลง....
พระโพธิรักษ์ : ก็ทำวัตรเย็น
ผู้ตรวจราชการฯ : ทำวัตรเย็นอีกครั้งนะครับ ปฏิบัติเหมือนกันทั้งปี หรือว่าตอนเข้าพรรษาทำเหมือนกันทั้งปี
พระโพธิรักษ์ : ทั้งปีทำอย่างนี้
ผู้ตรวจราชการฯ : เข้าพรรษาก็.....
พระโพธิรักษ์ : เหมือนกัน
ผู้ตรวจราชการฯ : เหมือนกันนะครับ
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : ไม่มีเข้ามีออก
พระโพธิรักษ์ : อะไรนะ
เลขาฯ : พรรษาไม่มีแล้ว เข้าตลอดปี
พระโพธิรักษ์ : ถ้าจะเรียกอย่างนั้นก็เรียกได้ เพราะว่าไม่ได้บวชเฉพาะช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น (เลขาฯผู้ตรวจราชการ :ครับ) แต่ว่า ช่วงเข้าพรรษาก็มี ต้องมีอธิษฐานพรรษาก็มีตามธรรมวินัยทั้งนั้นน่ะ ออกพรรษาก็มีปวารณา มีอะไรต่ออะไรตามธรรมวินัยทุกอย่าง ถึงวันพระ พระใหญ่ก็ต้องลงอุโบสถ สวดปาฏิโมกขุทเทส อะไรก็เหมือนกันทุกอย่างทำตาม ธรรมวินัยทุกอย่าง
ผู้ตรวจราชการฯ : มีทอดกฐินไหมฮะท่านครับ
พระโพธิรักษ์ : ที่นี่ไม่ทอดกฐิน เพราะเห็นว่ากฐินเป็นเรื่องที่เสียหาย ทุกวันนี้กฐินเป็นเรื่องที่นอกรีต เป็นเรื่องที่ทำให้คนทำบาปมาก เพราะฉะนั้นเราไม่ส่งเสริมเรื่องผ้าป่า และกฐิน เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่สมัยพระพุทธเจ้า สมัยพระพุทธเจ้า ผ้าจะดีต้องมาจากแคว้นโกศลหายากไม่มีอะไรก็เอาผมคนมาทอผ้า เอาหญ้าคา มากรองนุ่งอะไรอย่างนี้
(ผู้ตรวจราชการฯ ครับ)
ทุกวันนี้นี้ผ้า โอ๊ย ! ไม่ต้องถึงขนาดไปเก็บผ้าคลุก ขี้ฝุ่นขี้ฝอย มาเย็บเป็นกฐินสะดึงที่จะต้องเย็บนุ่งห่มหรอก ผ้าถมถืดไป เพราะฉะนั้นจะมานั่งสมมติเลี่ยงๆเลี่ยงบาลีนะ ยิ่งทอดผ้าป่าที่จริงทอดเงินทอดกฐินก็ทอดเงินอะไร กันอยู่นี่ อาตมาถือว่าพวกนี้ ไม่มีใจบริสุทธิ์ มีจิตใจจะหาเงินหาทองจริงๆ นี่อาตมาไม่ใช่แกล้งพูดนะ อาตมาเป็นคนตรงนะ พูดอะไรผ่าๆหน่อย เพราะฉะนั้นก็อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นอาตมาถือว่า ไอ้นี่ไม่จริงใจต่อศาสนาหรอก แบบนี้เลี่ยง เล่นหาเงินหาทองกันแล้วก็ไปเอาจารีตประเพณี อะไรของพระพุทธเจ้ามาทำให้เพี้ยน เสื่อมเสียเลยกลาย เป็นเรื่องพรางๆ ซ่อนๆอะไรอยู่อะไร มันไม่ค่อยดี เราเลยไม่ส่งเสริม เพราะว่าอาตมาถือว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่ มาโปร ปะกันด้ามาโฆษณากันเฉยๆว่า
ทอดกฐินมีอานิสงส์สูงอะไรต่างๆนานาสารพัดนี่ เพื่อที่จะหาเงินนะ หรือผ้าป่าก็ตาม แท้จริงแล้วก็แค่ พระพุทธเจ้าเองเห็น ความสำคัญว่า เอ๊อ ! เอาเถิด ท่านอนุเคราะห์ทานเท่า นั้นเอง ที่มาขอให้ทอดกฐินตามประวัติ ท่านก็เห็นว่าก็อนุเคราะห์ทานให้แก่ฆราวาส สมัยโน้นผ้าก็ไม่ค่อยมีพอจริงๆ ขาดแคลนน่ะ ท่านก็เลยอนุญาตให้ เพียงเดือนเดียวนะ ออกพรรษาแล้วเสร็จภายในเดือนเดียว ถ้าไม่ทอดกฐินแล้ว อย่าไปยุ่งเกี่ยว อย่าไปทำเล่นอีกนะ แล้วท่านก็อุตส่าห์นะ อนุญาตให้เดือนเดียว แล้วก็แสดงว่าเจตนาท่านนี่นะ พระพุทธเจ้าประสงค์นี่ ท่านไม่ให้มาวุ่นวายยุ่งยากอะไรหรอก อนุเคราะห์ทานก็ช่วงระยะ ก็เอ้า ถวายผ้าให้พระไปใช้กันบ้าง กฐิน ก็แค่นั้นเอง แต่เสร็จแล้วก็มาพลิกแพลงดัดแปลงเสียเป็นเรื่องเหลวไหลอาตมาเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของความสำคัญอะไร เป็นเรื่องเล็กน้อย
(ผู้ตรวจราชการฯ ครับ)
ก็เลยไม่ส่งเสริม แล้วมันกลายเป็นเรื่องที่คนเป็นช่องทางที่สร้างบาป สร้างกรรมอะไรมากมายก็เลยไม่ส่งเสริม
(เลขาฯ) : หลวงพ่อนี่ สำนักนี้ก็เลี้ยงตัวอยู่ได้ โดยคนบริจาค หรือ…
พระโพธิรักษ์ : บริจาคเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้บริจาคง่ายๆที่นี่ ถ้ามาไม่ถึง 7 ครั้ง ไม่ม่สิทธิ์บริจาคเงินทองให้แก่ที่นี่ นี่เป็นกฎตายตัวของที่นี่เลย (เลขาฯ เลี้ยงตัวด้วยการบริจาค) เลี้ยงตัวด้วยการบริจาค แล้วไม่ได้รับบริจาคโดยทั่วไปด้วย โดยเฉพาะผู้ใดจะมาทำอิทธิพลเพื่อที่จะเอาเงินนั้นมาทำให้เราต้องเปลี่ยนไป ตามนโยบายของเจ้าของเงินในแบบระบบทุนนิยมยิ่งไม่ได้ใหญ่ เราต้องระมัดระวังด้วย
ผู้ตรวจราชการฯ : ต้องมาถึง 7 ครั้งนะฮะ
พระโพธิรักษ์ : มา 7 ครั้งต้องมาศึกษาจริงๆ ว่าเข้าใจนะเห็น จริงนะ ศรัทธาเลื่อมใสดีๆ เราก็ดูกันด้วย ไม่ใช่ไม่ดูกัน ถึงมา 7 ครั้ง มาถึงประตูวัด แล้วก็ออกไป แล้ววันหนึ่งมาถึงประตูวัดแล้วเดินเข้ามาสักทีนึง แล้วเดินออกไปก็ถือว่า 2 อะไร แล้วก็ว่าถึง 7 ครั้งแล้วจะมาทำบุญทันที ทำทานทันที มาบริจาคทันที ก็ไม่ได้
เลขาฯ : บริจาคเป็นเงิน เป็นสิ่งของใช่มั้ยฮะ
พระโพธิรักษ์ : โดยเฉพาะเรื่องสิ่งของเรายังไม่ได้ ไปสตริ๊ค อะไรพอเป็นไป โดยเฉพาะเรื่องของเงินทอง
เลขาฯ : ก็เอาเข้ามูลนิธิ
พระโพธิรักษ์ : มูลนิธิทั้งนั้น พระไม่มีสิทธิ์มีเงินสักบาท พระไม่มีเงินส่วนตัวแม้แต่แดงเดียว แม้แต่สิกขมาต แม้แต่เณร ศีล 10 ถือศีล 10 ขึ้นไปแล้วที่นี่ต้องตรงตามธรรมวินัย มี เงินส่วนตัวสลึงหนึ่งบาทหนึ่งก็ไม่ได้
(เลขาฯ จากนั้นเข้ามูลนิธิเลย)
ก็เข้ามูลนิธิไป มูลนิธิก็มีกรรมการ ซึ่งเป็นฆราวาสเขาทั้งนั้น พระไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องเงินทอง พระไม่มีไปยุ่งเรื่องเงินทอง
ผู้ตรวจราชการฯ : ที่นี่มีมูลนิธิที่ช่วยเหลือบริหารพุทธสถานของท่านมีอยู่ประมาณสักกี่มูลนิธิครับท่าน
พระโพธิรักษ์ : มูลนิธิที่ช่วยเหลืออยู่ก็มี 2 มูลนิธิ
ผู้ตรวจราชการฯ : ที่ใหญ่ๆนะครับ ของมูลนิธิอะไร
พระโพธิรักษ์ : ธรรมสันติ กองทัพธรรมมูลนิธิ
ผู้ตรวจราชการฯ : กองทัพธรรม ซึ่งคุณจำลองผู้ว่าฯ
พระโพธิรักษ์ : คุณจำลองเป็นประธานนั้น
ผู้ตรวจราชการฯ : กองทัพธรรมมูลนิธิ
พระโพธิรักษ์ : กองทัพธรรมมูลนิธิ ส่วนธรรมสันตินี่ มูลนิธิธรรมสันติตามภาษาที่จะทะเบียน มูลนิธิธรรมสันติ แล้วก็กองทัพธรรมมูลนิธิ กองทัพธรรม นี่เอาภาษากองทัพธรรมขึ้นก่อน คำว่า มูลนิธิ
เลขาฯ : เอาดอกผลมาใช้
พระโพธิรักษ์ : ที่นี่ไม่เอาดอกผลมาใช้เท่านั้น ใช้เงินก้อนที่เขา ทำบุญมาในมูลนิธิใช้หมด ไม่สะสม ไม่กอบโกย ไม่กักตุนไม่ไปทำประเภทแบบทุนนิยม ใช้ประโยชน์ ถ้าเมื่อเห็นประโยชน์ ใช้ไม่ต้องรอดอกผล ไม่เอา ดอกผลนี่เป็นเรื่องที่ทำลายสังคมน่าดูเหมือนกัน เรื่องที่เอาดอกผลนี่ เพราะว่าวิธีการของธนาคาร วิธีการ ของการรีดดอกรีดผลเป็นวิธีการที่ไปรีดประชาชนอีกต่อหนึ่งอย่างสำคัญ ซึ่งอาตมาก็เคยเขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ เรื่องนี้ ว่าเป็นเรื่องที่ทำลายสังคมมหาศาล เรื่องธนาคารนี้ เป็น เรื่องฮึ ฮึ เงินดื่มเงินอย่างร้ายกาจ
ผู้ตรวจราชการฯ : มูลนิธิธรรมสันติ ใครเป็นประธานครับท่านครับ
พระโพธิรักษ์ : คุณกิติยา วีระพันธุ์
ผู้ตรวจราชการฯ : คุณกิติยา กองทัพธรรมท่าน ผู้ว่าฯเป็นเอง
พระโพธิรักษ์ : ของกองทัพธรรมท่านพลตรีจำลองเป็นประธาน
ผู้ตรวจราชการฯ : มีอะไรบ้างมั้ย
เลขาฯ : ผมว่าหลวงพ่อตอนบวชน่ะ ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่ ท่านจะมอบภารกิจให้ สงฆ์รูปอื่นเป็นประธานบวชแทนมีมั้ยครับ
พระโพธิรักษ์ : ยังไม่ได้ (เลขาฯ:หลวงพ่อต้องบวชเอง ตอนนี้) ยังไม่ได้ตั้งเรามีกฎระเบียบของเราเหมือนกันว่า ผู้ที่จะมาเป็นอุปัชฌาย์นั้น ก็จะต้องมีกฎเกณฑ์เหมือนกัน มีหลักการเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้ง ยังไม่มีใครประสงค์จะเป็นอุปัชฌาย์ด้วย เพราะว่าที่นี่แม้แต่สมภาร แหม! ขอร้องกันแทบเป็นแทบตาย ไม่ได้แย่งกันเหมือนอย่างทางโน้นหรอกนะ ที่นี่ใครจะเป็นสมภารนี่ก็ต้องขอร้องกัน แทบตายกว่าจะเป็นสมภาร ใครจะเป็นรองสมภาร ก็ขอร้องกันแทบแย่ที่โน่นที่นี่ ดูแลช่วยกันทำงาน
เลขาฯ : อุปัชฌาย์ องค์เดียว
พระโพธิรักษ์ : ตอนนี้ยังไม่มีอุปัชฌาย์เพิ่ม มีอุปัชฌาย์องค์เดียวคืออาตมาเท่านั้น แต่เราบวชนี่ ไม่ใช่อุปัชฌาย์มีสิทธิ์เต็มที่บวชพระนะ การบวชนี่ต้องคณะสงฆ์นะ เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะอนุมัติให้ รับเข้าหมู่หรือไม่
เลขาฯ : หมายความว่าองค์ประธานทั้ง 3 องค์
พระโพธิรักษ์ : อุปัชฌาย์เป็นผู้นำเข้าหมู่ นำสัทธิวิหาริก นี่เสนอกับหมู่ หมู่สงฆ์ก็สอบซักซ้อม จะรับเข้าหมู่สมควรมั้ย เมื่อหมู่สงฆ์เห็นสมควรรับเข้าหมู่ หมู่สงฆ์ก็รับเข้าหมู่เป็นเอกฉันท์ แล้วตกลงหมู่สงฆ์เป็นผู้อนุมัติ ไม่ได้หมายความว่าอุปัชฌาย์มีสิทธิ์ที่จะรับเข้าหมู่ ทุกวันนี้เลยกลายเป็นอุปัชฌาย์มีสิทธิ์ใหญ่หมดเลย แท้จริงไม่ใช่ หมู่สงฆ์เป็นใหญ่ สงฆ์นี่เป็นใหญ่
320522 ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สนทนากับพ่อท่านพระโพธิรักษ์ สันติอโศก