การถือธุดงค์ กรวดน้ำ ให้ศีล บวชสิกขมาตุ ลูกนิมิต สวดมนต์
เนื้อหาในไฟล์
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : หลวงพ่อออกธุดงค์บ้างมั้ยครับ
พระโพธิรักษ์ : ธุดงค์คือ สภาพของศีลเคร่ง ธุดงค์คือศีลเคร่งต้องทำ ต้องกระทำในขั้นสูงขึ้นมาต้องธุดงค์ ธุดงค์หมายความว่าศีลเคร่งหมายความว่ามีหลักการที่ ประพฤติสูงขึ้น ละเอียดขึ้นเคร่งขึ้น เพราะฉะนั้นศีลเคร่งนั้น อันพึงปฏิบัติประพฤติสำหรับผู้ที่มีอินทรีย์พละเพียงพอก็ทำได้ แล้วก็ควรจะพิสูจน์ ควรจะทำ ทำแล้วก็ควรจะเกิด การขัดเกลาเกิดประโยชน์ได้จริงๆ เมื่อปฏิบัติอย่างเข้าใจอย่างถูกตรง
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : เรียนแล้วมาอธิบายเองเข้าใจเอง ศาสนพิธีทางศาสนามีบ้างหรือเปล่า
พระโพธิรักษ์ : ศาสนพิธีหรือ
เลขา : ครับ
พระโพธิรักษ์ : ศาสนพิธีก็มี แต่ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่รุ่มร่ามอะไร มากมายศาสนพิธี
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : อย่างเป็นเทศน์อย่างนี้
พระโพธิรักษ์ : เทศน์ก็ศาสนพิธี
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : มีกรวดน้ำมั้ย
พระโพธิรักษ์ : การกรวดน้ำไม่มี อาตมาเห็นว่ากรวดน้ำ ไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องแซมปนเข้ามาในพุทธ
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : แล้วตอนจะให้ศีลต้องมีอาราธนามั้ย
พระโพธิรักษ์ : ให้ศีลอาราธนาก็ได้ ไม่อาราธนาก็ได้ ให้ศีล
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : คือตัดพวกนี้ไป
พระโพธิรักษ์ : มันก็ไม่ตัดเป็นแต่เพียงว่า เราเองเราทำโดย ธรรมชาติผู้ใดปรารถนาศีลก็ให้ศีลเราเอง... คือผู้ที่มาศึกษานี่ เมื่อเขาประสงค์ศีล ก็เหมือนกับเขาอาราธนาศีลนั่นแหละ เขาต้องการขอหลักไปปฏิบัติ มันก็พูดกันเป็นภาษาไทยชัดๆอยู่แล้ว เขาอยากได้หลักไปปฏิบัติคือนั่นเขา ขอศีลแล้ว เออ ! อยากจะมาพบ อยากจะมาได้อะไรไปปฏิบัติบ้าง จะทำยังไงดีนะ นั่นคือคำขอศีลในภาษาไทย ถ้าใคร...เรียกว่าไม่โง่เกินไปก็เข้าใจแล้ว เราก็ให้หลักปฏิบัติไป หลักปฏิบัติก็คือ ศีล มันก็ไม่อยู่นอกเขต
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : มยัง....ไม่มี
อ่านต่อ
นะ ซิฮะ
พระโพธิรักษ์ : อันนั้นมันเป็นรูปแบบเฉยๆ ทีนี้รูปแบบก็คือรูปแบบเราก็เข้าใจว่ามันไม่รูปแบบ แต่นี่คือสาระที่แท้
(ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ)
เขาต้องการหลักไปปฏิบัติก็เอ้าคนนี้เหมาะสม ก็ได้หลักปฏิบัติไปเลย เราก็ให้หลักปฏิบัติเขาไป คือให้ศีลนั่นแหละ เอ้าไปซิลองดูนะ ลดอันนั้นเลิกอันนี้นะ อันใดที่ควรเว้นควรขาดก็คือเวรมณีทั้งนั้น มันไม่มีปัญหาอะไรนี่
ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ
พระโพธิรักษ์ : เพียงแต่ไม่พูดภาษาบาลีเป็นรูปแบบอะไรเท่านั้นเอง
ผู้ตรวจราชการฯ : แล้วในด้านของ ของผู้หญิงก็เข้ามาศึกษาด้วยใช่มั้ยฮะ
พระโพธิรักษ์ : มี
ผู้ตรวจราชการฯ : ท่านเรียกอะไรนะ
พระโพธิรักษ์ : ผู้หญิงเยอะด้วย ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชายนะทุกวันนี้
ผู้ตรวจราชการฯ : ท่านเรียกอะไรเรียกเนกขัมมะหรืออะไร
พระโพธิรักษ์ : อ๋อ ! ผู้หญิงนี่ อาตมาเรียกสิกขมาต สิก-ขะ-มา-ตะ นะ นักศึกษาหญิงสิกขมาต สิก-ขะ-มา-ตะ
ผู้ตรวจราชการฯ : สิก-ขะ-มา-ตะ นะครับ
พระโพธิรักษ์ : นักศึกษาหญิง
ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ
พระโพธิรักษ์ : สิกขะ + มาตะ นักศึกษาหญิง
ผู้ตรวจราชการฯ : นะฮะ สิกขะ หมายความเพศแม่ นะครับ
สิกขะก็แปลว่านักศึกษานะครับ นักศึกษาหญิง
พระโพธิรักษ์ : อาตมาตั้งชื่อขึ้นมาเรียกเอง
ผู้ตรวจราชการฯ : ต้องบวชหรือเปล่าครับ
พระโพธิรักษ์ : ก็บวชซิ เราบวชเหมือนกับที่เขาบวชชีกันน่ะ แต่ เราเองให้ถือศีลถึง 10 ศีล 10 ก็หมายความว่ามีถึง ข้อที่ไม่มีเงินไม่มีทอง
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : ไม่ใช่พระ
พระโพธิรักษ์ : ไม่ใช่พระ
ผู้ตรวจราชการฯ : กรรมวิธีหรือวิธีการปฏิบัติตนเข้ามาครับ
พระโพธิรักษ์ : ก็ให้ศีล ก็ให้ปฏิญาณตนว่าให้ขอถือศีล 10 อย่างนี้ มาขอเป็นผู้ที่ละเว้นอย่างนี้ จะอาศัยสภาพนี้ยังชีวิต แล้วก็ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบไปธรรมดา ก็มีพิธีกรรมบ้างเล็กน้อยตามรูปแบบ วิธีบวชก็มีพิธีกรรมวิธีทำสังฆกรรมต่างๆ ก็มีพิธีกรรมอะไรอย่างนี้ มันก็ต้องมีตามธรรมวินัย แต่พิธีกรรมที่รุ่มร่ามรุ่มร่ามดังกล่าวตอนต้นๆนั้นเราก็ไม่ได้ไปเคร่งครัดอะไรมากนัก แต่ว่าพิธีกรรมที่ควรจะกระทำตามรูปแบบของธรรมวินัย ที่จริงๆจังๆ มีมาในพระไตรปิฎก มีในอะไรเราก็ต้องทำตามนั้นทั้งนั้น อันนี้เราก็ทำเหมือนกัน บวช บรรพชา หรืออะไรต่ออะไรให้ นี่เขาถือตั้งศีล 10 ซึ่งเป็นคนดี เป็นคนที่มุ่งหวังจะปฏิบัติ มาบำเพ็ญ ละเว้น งดอะไรๆก็ดีแล้ว
ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ มีอีกนิดหน่อยเท่านั้นที่ผมอยากจะกราบเรียนพระคุณเจ้า เฉพาะตัวผมนะครับ ก็คือว่า มีผู้กล่าวกันว่าพุทธสถานของท่านนี่ไม่มีพระพุทธรูป หรือไม่มีอะไรอย่างนี้ละครับ ท่าน...
พระโพธิรักษ์ : เราไม่เน้นพระพุทธรูปนะ เราไม่เน้นพระพุทธรูป เราเห็นว่าทุกวันนี้พระพุทธรูปนี่ มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายศาสนามากกว่าที่จะเสริมศาสนา เพราะมันเฟ้อตามหลักเศรษฐศาสตร์ มันเฟ้อไปทั้งด้านรูปธรรม และเฟ้อไปทั้งด้านนามธรรม เป็นการเข้าใจไขว้เขวเข้าใจ พระพุทธเจ้าไม่ถูก ยิ่งมีพระพุทธรูปมาก ยิ่งห่างพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น แล้วก็เป็นการพาณิชย์ เป็นการแฝงเพื่อที่ จะทำมาหากิน อะไรอย่างที่เป็นๆนี่ ถ้าเผื่อว่าตั้งใจวางจริงๆนะ เราก็ถ่วง ไม่ใช่ว่าเราไม่กราบพระพุทธรูป เราไม่เคารพพระพุทธรูป ไอ้นี่มันใส่ความ ถูกตู่ พวกอาตมาไม่ตอบ ไม่โต้มากมาย เหลือเกินทำไมเรา แหม ! ปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าให้เป็นคนโง่ถึงขนาดนั้น มันเป็นยังไงกันไม่ได้โง่ถึงขนาดนั้นหรอก เราก็กราบเราก็เคารพว่าเป็นสิ่งแทน เหมือนรูปถ่ายเหมือนรูปปั้นอะไรก็ว่ากันไป เป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า เราก็เข้าใจ แต่ว่าเราไม่เน้น ไม่ส่งเสริม
(ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ)
เพราะฉะนั้นในโบสถ์นี่ก็ไม่มีพระพุทธรูปนี่ คือโบสถ์
(ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ)
กำหนดทักนิมิตเรียบร้อย แต่ไม่ได้เอาลูกนิมิตมาปิดทองฝังอะไร อย่าง นั้นเราไม่ได้ทำ
(ผู้ตรวจราชการฯ : ครับ หัวเราะ)
แต่ถ้าตามธรรมวินัย เวลาเราสังฆกรรมเริ่มทักนิมิต แล้วก็ป่าวประกาศอะไร เราก็ทำเขตสีมา เขตนั่นเขตนี่อะไร เราก็บอกกันไปตามแบบของพระธรรมวินัย เดี๋ยวนี้ยิ่งสบาย ตำราพระไตรปิฎกบอกไว้ชัดเจนทุกอย่าง ไม่เห็นจะยากอะไร ก็ทำตรงเป๊ะๆๆ แล้วมันก็เท่านั้นเอง เราก็มีโบสถ์ โบสถ์เราทำสังฆกรรมก็ได้ เราก็มี ส่วนมากเป็นพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกบาลี พระไตรปิฎกภาษาไทย ก็มีพระไตรปิฎกมีอะไรต่ออะไร แต่ว่าเราไม่มีพระพุทธรูปในนี้ เท่านั้นเอง ที่จริงที่นี่ บ้านหลังเก่าที่ก่อนจะเป็นสันติอโศก มี พระพุทธรูปอยู่ข้างบนโน้น (ผู้ตรวจราชการฯ หรือครับ) อยู่บนชั้น
ผู้ตรวจราชการฯ : หรือครับ อ๋อ ! โอ !
พระโพธิรักษ์ : อยู่รูปหนึ่ง เดี๋ยวนี้ก็ยังมีไม่ได้เอาออก ไม่ได้นั่น อะไร เป็นพระพุทธรูปแก้ว เดี๋ยวนี้ก็ยังมี แต่เราก็ไม่เคยไป
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : แล้วบทสวดมนต์สวดอย่างไร ?
พระโพธิรักษ์ : สวดนะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ก็สวดประฌามคาถาก็ตามบทประฌามคาถาที่ถูกต้อง สวดประพันธ์ขึ้นใหม่ เราก็ยังสวด พาหุง พาหุง 8 เราก็สวดมหาการุณิโก...เราก็สวด
เลขาฯผู้ตรวจราชการ : ตามรูปแบบ
พระโพธิรักษ์ : อ๋อ! สวดของเราก็คือพูดภาษาไทยเลย สาธยาย-ธรรมเลย สวดบอกนิมนต์สวดก็สาธยายธรรมก่อนจะสาธยายธรรมก็ให้ไหว้พระก่อน คือ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ปฏิญญาไตรสรณาคมน์ก่อนแล้วเราก็สวด ภาษาไทยเลย จากนั้นเสร็จก็สาธยายภาษาไทย อธิบาย ให้รู้เรื่องกัน ไม่ใช่สวดกันแล้ว ประเภทฟังไม่รู้เรื่องกัน เป็นสีลัพพตปรามาส ไม่ได้สวดแบบนั้น
320522 ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สนทนากับพ่อท่านพระโพธิรักษ์ สันติอโศก