ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์119 KB
วันที่แก้ไข17 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

ประวัติการเลือกที่ดินมาสร้างหมู่บ้านราชธานีอโศก ตอนพ่อท่านรับสถานที่นี้มาสร้างหมู่บ้าน ทำไมเลือกที่น้ำท่วมครับ พ่อครูว่า...ต้องเล่าประวัติ คือที่ดินผืนนี้อาตมาไม่รู้ว่าเจ้าของที่ดินเก่าคือคุณหนึ่งฟ้า เขาพยายามยกให้เรา อาตมาก็ไม่ได้รับง่ายๆ เขาก็มายกให้หลายที เราก็เลยรับไว้ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร จนกระทั่งอาตมาอายุได้ 60 เราก็เคยไปมาบ้าง ดูนิดๆหน่อยๆ จนอายุ 60 ก็เลยมาเลือกที่ตรงนี้กันเป็นการฉลอง เราเรียกว่า เป็นการฉลองสมาธิ สมาธิสมโภชน์ ศีลสมโภชน์เราจัดที่สวนลุม พ. ศ. 2524 ครั้งนี้ 2537 ก็มาจัดสมาธิสมโภชน์ที่นี่ ตอนนั้นถนนหนทางยังไม่ค่อยดีเป็นขี้โคลน ติดฝั่งแม่น้ำมูน ไปจัดการริมฝั่งแม่น้ำมูล ที่ 19 ไร่ได้เขาบริจาคมาตอนนั้น ก็รับไว้เองไม่ได้คิดจะทำอะไร ก็สามารถเป็นพุทธสถานได้ สันติอโศกยังแค่ 10 กว่าไร่ ตอนแรกมีแค่ 2-3 ไร่ คุณสันติยายกให้ ตั้งสันติอโศกแล้วค่อยซื้อเพิ่ม ตอนนี้ก็ได้ 10 กว่าไร่ ขยายไม่ออกเพราะมันแพงลิบ กว่าที่ข้างเคียงอีก เราอยู่ที่ไหน ที่แพง ทีนี้ บ้านราช พอ พ. ศ. 2537 ฉลองสมาธิสมโภชกับคุณธำรง ก็ว่าอยู่ข้างบนก็พออยู่กันได้ไม่ใช่มีแต่ที่น้ำท่วม ก็มารังวัดกัน เสร็จแล้วก็แบ่งกัน ใครจะสร้างบ้านใครจะทำอะไรต่ออะไรขึ้นมา พอเริ่มสร้างขึ้นมา ตอนแรกๆอาตมายังไม่ได้ไปอยู่ ก็มี 7 ดาว ดาวเพ็ญ ดาวนา ดาวริน ดาวพร ดาวเย็น มี 7 🌟 ก็มีคนไม่ได้ชื่อดาวคนเดียวคือ ฝั่งบุญ นอกนั้นชื่อดาวหมด ก็มาร่วมกันบุกเบิกอยู่ทำ เราเรียกบ้านตู้รถไฟ ที่มันเป็นห้องแถวแรกอยู่ ทางด้าน ต้นฉำฉา ขึ้นมา ตรงนั้นตอนนี้เป็นสวนสองโภชน์ ปลูกต้นหมากรากไม้ จนกระทั่งขยับขึ้นมาข้างบนอีก ก็ปลูกบ้านได้ก็ปลูกไป สุดท้ายเราก็ไล่ซื้อที่เพิ่ม ได้ที่ 200 กว่าไร่ ตอนนั้น เหมาจากศาล ขายทอดตลาดแล้ว เราก็ไปซื้อมา 7 ล้าน

อ่านต่อ

200 กว่าไร่ เราก็เลยได้ที่เป็นหลักเลย เป็นที่ผืนใหญ่ เราก็ซื้อเติมไปอีก ตอนนี้มีพันกว่าไร่ ราชธานีอโศก มีพื้นที่พันกว่าไร่ เสร็จแล้วเราก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมา ก็ค่อยมีคนมาอยู่สร้างบ้านเรือน เราจะเรียกว่าคุ้ม คุ้มกลาง เสร็จแล้ว หนึ่งฟ้า เขาก็ไปหาทุนมาสร้างอาคารหลัก แต่ก่อนนี้ เราจะอยู่เฮือนเผิ่งกันเป็นหลัก แล้วก็ค่อยๆมีเฮือนโสเหล่ มีบ้านเป็นคุ้มต่างๆ รวมๆ แล้วมี 300-400 หลังคาเรือน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่นะ จนกระทั่ง ผู้ใหญ่จรูญ ที่อยู่คำกลาง เขาเข้าใจและศรัทธาพวกเราทั้งที่แกเป็นคริสต์ ก็พยายามเดินเรื่อง ให้พวกเราตั้งเป็นหมู่บ้านจนได้ เป็นหมู่บ้านทางนิตินัย หมู่ 10 ตำบลบุ่งไหม ก็เลย เป็นหมู่บ้านที่มีผู้ใหญ่บ้านมีอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเป็นหลักเป็นฐาน ก็บริหารขึ้นมา อาตมาก็จะมาอยู่จริงๆ ก็คงปีอะไร แต่ก่อนไปๆ มาๆ อยู่ที่สันติอโศก ปฐมอโศกนานกว่าที่อื่น จนกระทั่งมาพักอยู่ที่นี่ เพราะว่าที่นี่มีที่พักโดยเฉพาะชั้น 4 ก็อยู่ไปอยู่มาอยู่มาอยู่ไป มันก็เจริญไปพัฒนาไป ระยะเวลาจาก 2537 จนถึงปีนี้ กำลัง 28 ปี พัฒนากันมาเร็วนะ จากพื้นที่ที่มีแต่น้ำท่วม ที่มีแต่ไม้อุ่มไม้พุ่มๆ ไม้ยืนต้นไม่ค่อยมีเลย มีต้นหว้าหรือต้นยางบ้าง เราก็ไม่ได้ทำอะไรกับป่ายาง เราก็ได้อาศัยเป็นไม้หลักของชุมชนเรา เราก็เลยปลูกต้นหมากรากไม้เพิ่มขึ้น ทำสวนทำไร่ทำนา จนกระทั่งกลายเป็นหมู่บ้านที่ คิดว่าในอนาคตจะเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่เจริญ เพราะมันเป็นตัวอย่างที่มีคุณธรรมของพระพุทธเจ้าขั้นสาธารณโภคี ซึ่งเป็นสาราณียธรรม 6 คำว่า สาราณียธรรม 6 เป็นสุดยอดของสังคมพระพุทธเจ้า ที่ลงตัวที่สุด ที่สมาชิกคนในสังคมที่เป็นสาราณียธรรม 6 ได้ เช่น สมัยพระพุทธเจ้าเป็นได้ในวงศ์สงฆ์ ต้องมีคุณธรรมทางจิตเป็นหลัก ก็คือ สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ เรียกว่า พุทธพจน์ 7 ที่เป็นคุณสมบัติ 7 อย่างอยู่ในจิตใจมนุษย์ มีมากมีน้อยเจริญมากเจริญน้อย แต่ก็ต้องเจริญได้ขีดนึง รวมกันอยู่เป็น ทิฏฐิสามัญตา แล้วก็มีศีลสามัญตา สังคมพุทธของชาวอโศก ตั้งแต่เริ่มมา ตั้งแต่อาตมาเริ่มทำงานมา จะเป็นสังคมที่ทั้งหมู่บ้านมีศีล ไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ นี่เป็นพื้นฐานหลัก 3 ข้อ ของชาวอโศก ตั้งต้นมาจนถึงบัดนี้ ส่วนลักษณะสาธารณโภคี มันเกิดเองโดยอัตโนมัติที่มันบอนทูบีของมันอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น โดยไม่คิดจะวางแผนมาก่อน จริงๆแล้วอโศกตั้งแต่เริ่มต้นเกิดมา มาจองป่าช้า ป่าช้าที่ศีรษะอโศกกับป่าช้าที่ไพศาลี 2 แห่ง ไปจองป่าช้า แล้วก็สร้างหมู่บ้านขึ้นมาชุมชนขึ้นมาก็เลยกลายเป็นศีรษะอโศกกับศาลีอโศก เสร็จแล้วเราก็มาสร้างสันติอโศก จำได้ว่า พ.ศ. 2519 เราถือว่าเราเกิด 2519 ที่จริงศาลีอโศกและศีรษะอโศกเกิดก่อน แต่เรายังไม่นับ เรานับวันเกิดของชาวอโศกคือ 19 สิงหาคม 2518 ลาออกจากมหาเถรสมาคม เราก็เลยตั้งหลัก ถือว่าสันติอโศกเป็นแหล่งกลาง เสร็จแล้วก็พัฒนาขึ้นมา จนกระทั่งเห็นว่า โอ้ สันติอโศกมันชักแคบ มันขยายไม่ออกแล้วมันไปไม่ได้ ที่มันแพง ไปหาที่อื่นเถอะ จนไปซื้อได้ที่นครปฐมที่เป็นปฐมอโศก ทุกวันนี้ ได้ 47 ไร่ มีความคิดตรงกันกับคุณจำลอง ว่าคนสนใจมาฟังธรรมฟังเทศน์กันทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ชื่นชมกัน ก็ดูที่มันจะขยายไม่ออกตอนนั้นยังมีไม่กี่ราย ก็เลยคิดว่าจะหาที่ให้มันขยายออกกว่านี้ ก็เลยได้ที่ปฐมอโศก 47 ไร่แรก ซื้อได้ แล้วก็ตั้งปฐมอโศก เจตนาตั้งชื่อเลยว่าปฐม เป็นอโศกแห่งแรก และไปเกิดที่นครปฐมด้วยมันก็เลยสอดคล้องกัน เราก็เลยได้หลักว่า จะชื่อว่าอโศก ถ้าเผื่อว่าเรามีที่ต่อไป ก็จะเอาชื่อของจังหวัดกับคำว่าอโศกมาผสมกัน ถึงได้เกิดที่ต่างๆ เกิดขึ้น มีสีมาอโศก ที่นครราชสีมาเป็นต้น ศาลีอโศก ศีรษะอโศก จนกระทั่งมันไม่เป็นอโศกทีเดียว เช่น ดินหนองแดนเหนือ ภูผาฟ้าน้ำ ภูฟ้าผาธรรม ก็ค่อยๆเกิดขึ้นมาเป็นชุมชนชาวอโศกกระจัดกระจายอยู่ทุกวันนี้ มีหลักๆประมาณ 9-10 ที่ เป็นชุมชนที่เป็นสังคมที่เป็นหลักอยู่จริงๆเลย ตอนนั้นก็มีย่อยๆอยู่ประปรายไปหลายสิบชุมชน เกือบ 50 ชุมชนนับเป็นเศษเล็กเศษน้อย เอาที่ดินเป็นหลัก มีที่ดินเยอะ เพราะว่าที่ดินเป็นของส่วนกลางทั้งหมดไม่มีใครมีสิทธิเป็นเจ้าของ เพราะว่าเรามีกองทัพธรรมกับสมาคม สมาคมธรรมสันติกับมูลนิธิกองทัพธรรม เป็นองค์กรกลางองค์กรใหญ่ นอกนั้นก็มีองค์กรเล็กน้อยที่เป็นนิตินัยบ้าง แต่ว่าองค์กรหลักก็มี มูลนิธิธรรมสันติ กับกองทัพธรรมมูลนิธิ สมบัติทรัพย์สินเงินทองเป็นของมูลนิธิทั้งหมด แล้วก็บริหารในลักษณะสาธารณโภคี คือไม่มีใครเป็นเจ้าของ มีเจ้าหน้าที่ดูแล เหมือนกับกองคลัง ของประเทศ ใครจะเบิกก็ไปทำงานก็มีคณะกรรมการ จัดการประชุมกัน อนุมัติทำกันไปมาตลอด จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ 50 ปี ก็ได้พัฒนาความแนบเนียน ความละเอียดละออความแนบเนียนซับซ้อนขึ้นมาจนกระทั่งมันเรียบร้อยง่ายงามดีมากเลยทุกวันนี้ลงตัวดีมากเลย แพรคติคอล มาก จนกระทั่งได้ความลงตัวที่มันบริบูรณ์ ถือว่าเป็นความลงตัวบริบูรณ์แล้ว 50 ปีที่ได้พัฒนาสังคมพวกเราขึ้นมา มีแต่จะทำอย่างไรให้แต่ละมิติของสังคมสาธารณโภคี แต่ละมิติให้มันเจริญงอกงามขึ้นไปได้เท่านั้น มันอยู่กันอย่างลงตัวดีมากเลย เป็นการรวมตัวของสังคมกลุ่มที่มี สาราณียะ อยู่กันอย่างเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วก็อยู่กัน แบ่งลาภที่ได้มาโดยธรรม ลาภธัมมิกา ก็เอามากินใช้ร่วมกันรวมกันเรียกว่าสาธารณโภคี อีก 2 ข้อก็คือศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา สู่แดนธรรม... พ่อท่านเห็นว่า เกิดเองตามธรรม แต่ไม่ได้วางแผน พ่อครูว่า... ไม่ได้วางแผนเลยเป็นไปตามธรรม ธรรม ที่อาตมาพาให้ปฏิบัติแต่แรกอาตมาไม่ได้มีความรู้ตามหลักวิชาของพระพุทธเจ้าหลอก เพราะอาตมาเป็นคนเรียนน้อยมีแต่ของเก่าค่อยๆฟื้นขึ้นมา ก็จับหลัก ศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้นเป็นหลัก ศีลสมาธิปัญญา นี้ ขยายยาวเต็มที่ก็เป็น จรณะ 15 วิชชา 8 จรณะ 15 มีศีลเป็นหลักเป็นตัวไขเลย แล้วมี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นตัวประพฤติ ผลจากการประพฤติก็ค่อยๆเกิดเป็น สัทธรรม 7 แล้วก็สังเคราะห์ขึ้นไปเป็น ฌาน ไปจบที่ฌาน ไปจบที่สมาธิ เรียกว่า สมาหิโต เพราะฉะนั้นตัวปัญญาเป็นตัวยาดำที่จะต้องมีความรู้แทรกแซง หยาบ กลาง ละเอียด ทำงานร่วมด้วย ขาดปัญญาไม่ได้ ศาสนาพุทธขาดปัญญาไม่ได้ และต้องรู้ว่า ปัญญาคืออะไร ปัญญาของพุทธเป็นโลกุตระเป็นแนวคิดของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่ได้เป็นโลกียะ โลกุตระตัวที่เป็นเครื่องตัดสินที่สุดว่าอะไรคือ โลกุตระก็คือ โลกุตระนั้นคือ รู้ดีว่า สุขทุกข์เป็นมายา สุขทุกข์เป็นของปลอมของไม่เที่ยงเป็นของอนัตตา เป็นของที่คนหลง แล้วก็ ทำตนให้อยู่เหนือสุขทุกข์ จนกระทั่งจิต ทีนี้ เป็นปรมัตถ์เลย จิต มีเวทนาหรือมี ความรู้สึก ทำให้เป็นความรู้สึกอุเบกขาได้ ไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมกระทบสัมผัสไม่ว่าจะเป็นเชิงกาม เชิงอัตตา สำเร็จ จิตเป็นกลาง ไม่ใช่เดินทางสายกลางอยู่นะยังไม่มีที่จบไม่ใช่ จิตเป็นกลาง มีวิธีปฏิบัติเพื่อให้จิตเป็นกลาง ถ้าขยายความอีกจะนาน วิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิด ลดกาม ลดอัตตา ลดกาม ลดอัตตา จนกระทั่งเหลือน้อยที่สุดเป็นรูป หมดสองข้างเรียกว่าหมดอัตตา หมดสองฝ่าย รวมแล้วศีลเป็นตัวหลัก สมาธิคือ อปัณณกปฏิปทา 3 สมาธิคือ ฌาน 4 ส่วน ฌาน 8 อีก 4 อรูป เป็นตัวขยายประกอบแต่จริงๆแล้วฌาน 4 เป็นตัวหลัก แล้วก็มีตัวธาตุรู้ก็คือเรียกว่าปัญญา เป็นตัวที่ รู้ตลอด รู้ทุกสิ่งทุกอย่างรู้การประสานรู้การผลักการดูด รู้ภาวะสอง คือการผลักการดูด และจัดการการผลักการดูดให้นิวตรอน ให้เป็น อนุปคัมมะ ให้เป็นจิตที่เหนือ 2 สภาพเ ป็นสามเส้า มีประธานกับบวกลบหรือภาวะ 2 ปุริสภาวะ กับ อิตถีภาวะ อยู่ด้วยกันเป็นสามเส้า สามเส้านี้ เป็นสามเส้าของสังขารข้างในเรียกว่า อัตตา สามเส้าของอัตตา ที่เรียกอย่างสรุปว่า มีรูปนามและก็มีประธาน จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง ใน ปฏิจจสมุปบาท เริ่ม ปฏิจจสมุปบาท คือไม่รู้อวิชชา ไม่รู้สิ่งที่มันปรุงแต่งเป็น สามเส้า เรียกว่าสังขาร 3 วิญญาณแล้วก็รูปนามปรุงแต่งกันอยู่ ตัวต่อจากสังขาร วิญญาณ นามรูป นามรูป เป็น 2 1 และ 1 กับ 2 ไม่ได้แยกกัน ที่เรียกว่า นามรูปไปด้วยกัน ทำไมต้องเรียกสองเสมอ เพราะธรรมชาติของความเป็นจิตนิยามต้องมี 2 ต้องมีนามรูปเสมอ ถ้าไม่มีนามรูป ดับนามเสียแล้ว มีแต่รูปอย่างเดียวมันไม่ใช่คนแล้วมันไม่รู้เรื่องไม่มีธาตุรู้ เพราะฉะนั้นการที่จะไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่คิดไม่นึก เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส และเป็น ทิฏฐิ ของ ฤาษี เดียรถีย์ มันเป็นการทำผิดธรรมชาติ ธรรมชาติต้องรู้อย่างตื่นตลอดเวลาหรืออย่างตื่นรู้อย่างเต็มรู้อย่างครบกายวาจาใจ รู้ครบเลย เอาไปสังเคราะห์เป็นสติสัมโพชฌงค์ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์วิริยะสัมโพชฌงค์ ต้องรู้องค์รวมที่มีอย่างสมบูรณ์แบบ สรุปสามเส้า ประธานรูปนาม หรือ วิญญาณและมีนามรูปรวมกันเข้าเป็นอายตนะ นี่เป็นการขยายปฏิจจสมุปบาท สังขารคือคนไม่รู้เรื่อง อวิชชา เริ่มต้นศึกษาก็จะเริ่มรู้เป็น อภิสังขาร ผู้ที่จะเข้าใจสังขารให้ดียิ่งขึ้นก็เริ่มตั้งแต่ วิญญาณนามรูป แล้วมาเริ่มสังเคราะห์กันประชุมกันขึ้นมามันจะเป็นอายตนะ อายตนะนี้ ก็เป็นผัสสะ ก็คือคำว่า กาย คือ องค์ประชุมที่แยกกันไม่ได้ ผัสสะหรือกาย เป็น คำใช้แทนกันได้เลย ถ้าไม่มีอายตนะ ไม่มีกาย แม้มีผัสสะแล้ว คุณไม่รับรู้อะไรก็คือคนที่ดับสัญญา อสัญญีสัตว์หรือพวกพืช ไม่รับรู้ภายนอกเพราะจิตตกไปเป็นพืช เป็นมนุษย์พีชะ ไม่รับรู้ พระพุทธเจ้ามาสร้างจิตวิญญาณให้มีธาตุพื้นที่รู้ความไม่รับรู้ พระพุทธเจ้ามาสร้างจิตนิยาม ใมห้เป็นพีชนิยาม พีชนิยามคือ พลังงานจิตที่ รู้ แต่ไม่รับเป็นตัวเป็นตน จะเรียกว่าไม่รู้ไม่ได้แต่มันไม่ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรารู้ก็สักแต่ว่ารู้ว่ามันเป็นอันนั้นอันนั้น อันนี้เป็นตัวหมดสุขหมดทุกข์ นี่แหละคือตัวยอดของความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ความหมดสุขหมดทุกข์หมดความเป็นคู่เป็นหนึ่ง เพราะเรายังมีชีวิตเราจึงต้องเป็นหนึ่งแต่เราทำเป็น 0 ได้ไม่ตรงกันกับอะไรเป็นสุขเป็นทุกข์นี่คือ 0 ทุกข์คือ 2 คนที่ทำสุขอย่างเดียวเป็นหนึ่ง เขาก็ไม่เอาทุกข์แต่มันไม่ได้มันต้องมี อาการของสุขก็คืออาการที่คุณชอบคุณพอใจ หยาบหรือน้อยก็แล้วแต่ จะเล็กจะน้อยที่สุดขนาดไหน คุณจะไม่เอาไม่ได้ คุณก็เรียกมันไม่ถูกสภาวะ แต่คุณจะเอาให้มันน้อยๆคุณก็พยายามหาวิธี แต่วิธีไหนมันก็ได้ น้อย ชั่วคราวไปเดี๋ยวมันก็ปรุงแต่งขึ้นมามันไม่เที่ยง 650926 กาละเทศะฐานะนี้ พลเอกประยุทธ์ควรเป็นนายกต่อ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 56

580911 ชุมชนบุญนิยม “หมู่บ้านราชธานีอโศก” ตอนที่ 2 ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านราชธานีอโศก ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก หรือเรียกขานกันภายในว่า “บ้านราช” หรือ “บ้านราชเมืองเรือ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล อำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ชุมชนแห่งนี้เกิดข้นเริ่มแรกจากศรัทธาของ คุณหนึ่งฟ้า นาวาบุญนิยม และพี่น้องที่ต้องการให้มีชุมชนชาวอโศกที่บ้านเกิด จึงซื้อที่ดินยกให้กองทัพธรรมมูลนิธิ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 จำนวน 19 ไร่ 26 กันยายน พ.ศ. 2536 พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ประกาศอนุมัติให้เป็นชุมชนที่เน้นเอกลักษณ์ของชาวอโศก โครงการ 2 ต่อจากโครงการปฐมอโศก 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 กลุ่มญาติธรรมจากชุมชนศีรษะอโศก ซึ่งมีภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นส่วนใหญ่ จำนวน 7 คน มาบุกเบิกพื้นที่ทำกสิกรรมธรรมชาติ ต่อมาสมาชิกได้ร่วมกันซื้อที่ดินบริจาคเพิ่มเติมร่วมกับกองทัพธรรมมูลนิธิ จัดตั้งเป็นชุมชน 9 มีนาคม พ.ศ. 2537 ชุมชนได้จัดตั้ง สหกรณ์บุญนิยม จำกัดขึ้น โดยมี พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นประธาน 5 มิถุนายน พ.ศ. 2537 จัดงานสมาธิสมโภช พร้อมกับฉลองครบรอบอายุ 60 ปีของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และกำหนดให้วันนี้เป็นวันเกิดของหมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก 1 เมษายน พ.ศ. 2539 ชุมชนได้รับการอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยให้เป็นหมู่บ้านตามกฎหมาย เป็นหมู่ที่ 10 ของตำบลบุ่งไหม โดยแยกตัวมาจาก หมู่บ้านคำกลางใหม่ (หมู่ที่ 6) 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 (งานมหาปวารณา ครั้งที่ 15) ได้รับมติจากหมู่สงฆ์ชาวอโศกให้จัดตั้งสังฆสถานราชธานีอโศก หมายถึง สถานที่ปฏิบัติธรรมของนักบวชชาวอโศก และต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ในงานมหาปวารณา ครั้งที่ 19 หมู่สงฆ์ก็มีมติให้เป็นพุทธสถานราชธานีอโศก ซึ่งจะมีทั้งสมณะ สามเณร (นักบวชชาย) และสิกขมาตุ (นักบวชหญิง) มาอยู่ประจำเพื่อให้การอบรมธรรมแก่ชาวชุมชน ปี พ.ศ. 2539 ชาวชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มการศึกษาทางไกล ภายใต้ชื่อกลุ่ม สหกรณ์บุญนิยมราชธานีอโศก สังกัดการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เปิดสอนหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ปี พ.ศ. 2540 เริ่มเปิดสอนหลักสูตรประถมศึกษา มีนักเรียน 2 คน หลังจากนั้นเริ่มมีผู้ปกครองส่งนักเรียนมาเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กันยายน พ.ศ. 2540 ได้รับงบประมาณจากสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อสร้าง “เฮือนศูนย์สูญ” (แปลว่าศูนย์รวมของการดับกิเลส) เพื่อใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมกสิกรรมไร้สารพิษแก่ประชาชนทั่วไป 30 ธันวาคม พ.ศ. 2540 – 2 มกราคม พ.ศ. 2541 เริ่มจัดงานปีใหม่ “ตลาดอาริยะ” ซึ่งเดิมเคยจัดที่ชุมชนปฐมอโศก แต่ด้วยความไม่สะดวกหลายๆ ประการ จึงได้ย้ายมาจัดที่นี่ 31 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 เกิดนาวาบุญนิยม มีเรือต่างๆ เข้ามาใช้งานโดยญาติธรรมซื้อมาบริจาคเพื่อทำประโยชน์ และได้ทยอยขนเรือมาถึงราชธานีอโศก ปี พ.ศ. 2546 จึงเริ่มดำเนินการขอตั้งโรงเรียนขึ้น และได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้จัดตั้งโรงเรียน ชื่อ โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก เป็นโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา มาตรา 15(1) สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช) เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2546 โดยมีพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้รับใบอนุญาต นายรินไท มุ่งมาจนเป็นผู้จัดการ และนางมิ่งหมาย มุ่งมาจนเป็นครูใหญ่ ปี พ.ศ. 2550 โรงเรียนดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงประเภทโรงเรียน จากโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา มาตรา 15(1) เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทการศึกษาสงเคราะห์ มาตรา 15(3) และได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงประเภทโรงเรียนเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เนื่องจากครูและบุคลากรในโรงเรียนทุกคนเป็นอาสาสมัคร ไม่มีค่าตอบแทนในการสอน ส่วนนักเรียนที่เข้าเรียน ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ปี พ.ศ. 2552 เริ่มก่อตั้งการศึกษาระบบอาชีวศึกษาและได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้จัดตั้งโรงเรียน ชื่อโรงเรียนสัมมาอาชีวสิกขาราชธานีอโศก เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 และยกระดับเป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ชื่อ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสัมมาสิกขาวิชชาราม เปิดสอนในระดับ ปวช. ต่อมาขยายสู่ระดับ ปวส. วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555 -3 มกราคม พ.ศ. 2556 ในงาน โพชฌังคาริยสัจจายุ คือ วันที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ อายุ ๗๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน เป็นวันที่มีเลข ๗ สี่ตัว เกิดการศึกษาระดับอุดรศึกษาชื่อ วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม เปิดรับสมัครบัณฑิตตั้งแต่ วันที่ 1-25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน