วิชชาจรณสมบ้ติและบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิชชาจรณสมบ้ติและบุญ _พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นจรณะ 15 อาตมาขอขึ้นข้อ 162 วิชชาจรณสัมปทา [162] อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอัมพัฏฐะ ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่พูดอ้างชาติอ้างโคตรหรืออ้างมานะว่า พ่อครูว่า...คือ เรื่องของวิชชา จรณะ คนทุกคนมีสิทธิ์หมดไม่ว่าคลอดในสกุลไหน อิสรเสรีภาพที่จะมีวิชชาและจรณะได้ ไม่ได้เป็นอย่างที่อัมพัฏฐะเข้าใจว่า พราหมณ์ เท่านั้นที่จะมีจรณะวิชชา โดยเฉพาะไปเข้าใจว่าคฤหัสถ์ไม่สามารถมีได้ แม้แต่เป็นกษัตริย์ก็มีไม่ได้อย่างที่เขาเข้าใจนั้นผิดหมดเลย อย่างนี้เป็นต้น อย่างอัมพัฏฐะมีจิตถือดี มีมานะว่าตนเท่านั้น เป็นพราหมณ์ ถึงสามารถมีวิชชาจรณะได้ ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เราอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหวิวาหมงคล มีในที่ใด ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้างอ้างโคตรบ้าง หรืออ้างมานะบ้างว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม การทำให้แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้เพราะละการเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล. พ่อครูว่า...เข้าใจศีล ปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วเกิด สัทธรรม 7 คำว่าฌาน 1 2 3 4 ของศาสนาพุทธจึงเกิดจากศีล จากอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วจิตพัฒนาเป็น สัทธรรม 7 ตามขั้นตอน เริ่มต้นได้เป็นฌาน 1 วิตกวิจาร รู้จิตในรูปนาม อ่านแล้วจัดการให
อ่านต่อ
้ได้ จนสามารถรู้กิเลส ทำกิเลสลดได้ วิตกรู้ดำริ แล้วมาจับพฤติต่างๆ ในมโนปวิจาร แยกกิเลสให้ออก แล้ว พิจารณาเห็นว่ากิเลสมันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตนอะไรเลย นี่คือการพิจารณาให้เห็น ไอ้การที่จะเห็น ปัญญาจะเห็นได้ว่ามันไม่เที่ยง อะไรเกิดมันก็ไม่เที่ยงหรอก แล้วมันเป็นเหตุแห่งทุกข์ด้วย แท้จริงมันไม่ได้จับตัวกันเป็นตัวตนเลย มันชั่วคราวแล้วมันก็แยกกันไปเดี๋ยวมันก็จางคลาย เดี๋ยวมันก็ไปอยู่อย่างเก่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นจะไปยึดมั่นถือมั่นเอาไม่ได้ อาตมาไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะเห็นของจริงอย่างนี้ที่พูดให้ฟัง อาตมาบรรลุอรหันต์ บรรลุโพธิสัตว์มาตั้งแต่ระดับ 7 อาตมาพูดอย่างสบายใจเปิดเผยหมดแล้ว เพราะทุกวันนี้คนจะไม่ค่อยรู้แล้ว อาตมาพูดไปแล้วก็ต้องอธิบายกรรมกับพระโพธิสัตว์รู้อย่างนี้ อรหันต์รู้อย่างนี้อธิบายได้อย่างนี้ ด้วยภาษาไทยภาษาที่คนเข้าใจกันได้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... พ่อครูไล่เรียงการเกิดฌาน ไม่ได้เกิดจากการหลับตาแต่ประการใด พ่อครูว่า... การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติแล้วบรรลุธรรม แล้วจะรู้โลกเรียกว่า โลกวิทู บรรลุแล้วจะรู้อัตตา ภาษาว่าอัตตาคือ รู้ จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้เป็นรูปเป็นนาม แล้วก็ศึกษารูปนามเหล่านี้ เรียนรู้ตามลำดับ หลักธรรมพระพุทธเจ้า ปฏิจจสมุปบาทหรือโพธิปักขิยธรรม 37 เรียนรู้จนละกิเลสได้ จิตสะอาดจากกิเลส อย่างรู้แจ้งเห็นจริง รู้เลยว่า อาการของกิเลสมันเกิดแล้วก็สร้างให้เกิดพลังงานฌาน พลังงานบุญ ฌานก็ปัญญา บุญก็ปัญญา แต่เขาไม่เอาบุญมาเรียกปัญญา เพราะบุญเป็นเอกังสะ บุญเป็นสภาพธาตุเลว ธาตุประหาร ทำหน้าที่ประหาร ซึ่ง อาตมาว่า ถ้าอาตมาไม่เกิดมาชาตินี้ คนจะไม่เข้าใจแล้วว่าบุญคืออะไร จะไปเข้าใจว่าบุญคือกุศลเป็นสมบัติ แต่ที่จริงบุญคือวิบัติ เป็นตัวทำวิบัติ เอกังสะ อย่างเดียว มีปฏิ เป็น วิ ไม่ใช่ ปฏิเป็นสมะ ปฏิ หรือปันนะ ปัตตะ แปลว่าบรรลุ หรือว่าเข้าถึง หรือว่าเป็นความจริง ทำได้อย่างนั้น โดยการฆ่าอย่างเดียว ไม่ได้สะสมอะไรเลยด้วย ฆ่าแล้วหาย ฆ่าแล้วสูญ จึงเป็นนิพพาน จึงเป็นสุญญตา หากฆ่าแล้วมีอะไรเหลือก็เมื่อไหร่จะหมดสักที บุญ ซึ่งเป็นการทำให้สิ้นเพียงกิเลส อนุปาทิเสสนิพพานเลย บุญนี่ เป็นตัวสุดท้ายแล้วเมื่อเสร็จหน้าที่ของบุญก็หายไปด้วยบุญไม่มีอยู่ในสถานที่ ไม่ได้อยู่ใน กาละ อะไรเลย อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น กาละมีแต่ปัจจุบันเท่านั้นทำงานปัจจุบันแล้วหายไป ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีตกค้างไว้ในที่ไหนเลย ตกค้างอยู่ในจิตเป็นอนาคตก็ไม่มี เป็นตัวเดียวๆ ไม่เกี่ยวกับใคร ไม่เกี่ยวกับจิตเจตสิกอย่างอื่นเลยมีหน้าที่ ฆ่า เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่จิตขึ้นมาสร้างในปัจจุบันนั้นเป็น ทิฏฐธรรม ทิฏฐกาละ เป็นสิ่งที่เกิดดับในตัวปัจจุบัน มันเกิดดับในปัจจุบัน เกิดในขณะนั้นถ้าใครมีสติสัมปชัญญะ มีความรู้ความสามารถมนสิการทำจิตในจิตของตนเองให้เป็นพฤติการณ์ของการฆ่า คือการเกิดปฏิกิริยานั้น ฆ่ากิเลสตาย ฆ่าไม่ผิดด้วยบุญเนี่ย เพราะฌาน เป็นปัญญานำมาก่อน แล้วก็นำการฆ่ามาด้วย บุญก็ร่วมฆ่า เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ยืนยันว่าต้องตายเด็ดขาด เจอดาบของบุญแล้วกิเลสต้องตาย ดาบที่ 1 2 3 ยังไม่ตายเจอดาบที่ 4หรือดาบที่ 5 บางทีอภิธรรมเขาก็ถือว่ามี 5 ฌาน มี 5 ตายเด็ดขาดเลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเรื่องรายละเอียดพวกนี้มันเป็นเรื่องที่คิดเอาเองไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่ต้องมีความรู้จริง มีสภาวะธรรมจริง อาตมาเป็นคนจริง เป็นคนบรรลุธรรมมาจริง พูดแต่ความจริง ไม่ได้พูด เหลาะแหละ หรือ ผิดไปจากความจริงเลย พูดแล้วก็น่าหมั่นไส้แต่พูดความจริงบอกความจริงอีก ถ้าคุณไม่มีจิตอคติไม่เพ่งโทษ ฟังอาตมาให้ดีๆ จะรู้ว่า คนอย่างอาตมานี้ คนลอกเลียนการพูดอย่างอาตมา ลอกเลียนไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านอุบัติขึ้นมาในโลก เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ นี่ ในพุทธคุณข้อที่ 3 อันที่ 1 เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว ตถาคต อุบัติขึ้นมาในโลก เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นสัมมาสัมพุทโธ รู้เองที่เรียกว่าตรัสรู้เอง พอเริ่มเป็นอรหันต์ หมายความว่า รู้จักกิเลสล้างกิเลสอาสวะได้ เริ่มต้นเป็นอรหันต์ทำได้หน่วยกิตแรก แล้วก็ทำอีกๆ เป็นโพธิสัตว์เพิ่มขึ้น เป็นผู้ที่มีธาตุรู้เป็นโพธิ ความรู้ที่เรียกเต็มๆว่าตรัสรู้ได้ ก็ทำเพิ่มขึ้นอีก เป็นโพธิสัตว์หรือเป็นอรหันต์ที่สูงขึ้น เป็นโพธิสัตว์ระดับ 5 อนุโพธิสัตว์ จากนั้นเป็น อนิยตโพธิสัตว์ เป็นโพธิสัตว์ที่เจริญขึ้นไปอีกที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ให้เที่ยงแท้ พัฒนาไป อนิยตโพธิสัตว์ยาว จนเข้าเขตโพธิสัตว์ระดับ 7 จาก 6 ไป ก็เป็นนิยตะ เป็นผู้ที่เที่ยงแท้ต่อการเป็นพระพุทธเจ้า เพิ่มบารมีจากระดับ 6 ไปถึงระดับ 7 ถึงเที่ยงต่อการตรัสรู้ก็พัฒนาตัวเองขึ้นไปจนเป็นมหาโพธิสัตว์ คือระดับที่ 8 เข้าลำดับที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นลำดับที่ 9 ก็เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อใดเป็นพระพุทธเจ้าคือระดับ 9 แล้ว ก็ถือว่าเป็นธรรมสามี เป็นเจ้าของศาสนาเป็นเจ้าของธรรมะ แม้จะเป็นพระพุทธเจ้าที่ขึ้นไปเริ่มแรกก็เริ่มมีหน่วยกิต เมื่อบําเพ็ญ ก็ได้สั่งสมสภาพที่เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นไป สภาพ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นพระพุทธเจ้าที่ยิ่งมีบารมีสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับ ที่จะมารอคิวอยู่ในดุสิต ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ทางมหายาน อธิบายว่ารอคิวอยู่ที่พุทธเกษตร แล้ว พระพุทธเจ้าต่างๆเหล่านั้นก็ถึงคิว เข้ามาประกาศศาสนาเป็นของตน ในทำเนียบของโลก ว่า อันนี้ พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าโกนาคะมะนะ จนถึงพระพุทธเจ้าสมณโคดม อย่างนี้เป็นต้น ให้โลกรับรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เดาไม่ได้ อจินไตย แต่อาตมา โพธิสัตว์ระดับ 7 มีตำราเหล่านี้แล้ว แม้อาตมาไม่ใช่ที่จะไปรอคิวเป็นพระพุทธเจ้าที่ดุสิตก็ตาม อาตมาก็รู้มาหมดแล้ว เอาตำรามาพูด อาตมาไม่ได้บอกว่าอาตมาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ยังนะ ไม่ได้สับสน ไม่ได้วิปลาส อะไร กำหนดถูกต้องอยู่ แต่อาตมาอธิบายล่วงหน้าไป คนก็เอาล่วงหน้ามาตู่ว่า พูดเหมือนเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ ตัวเองเหมือนอ่านแผนที่ยืนยันให้ฟัง ขณะนี้อาตมาเป็นระดับ 7 กำลังเหลื่อมไปหาระดับ 8 จะเป็น 8 ไปกี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ธรรมะต่างๆที่อาตมาพูด ไม่ใช่เรื่องไม่เป็นอุตริมนุษยธรรม เป็นอุตตริมนุสสธรรม ไม่ได้อวดอ้าง แต่เอามาแสดง แสดง อุตตริมนุสสธรรมให้ฟังให้รู้ อันที่อาตมายังไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ อันไหนที่เป็นแล้วก็บอกว่าเป็น ไม่ได้ผิดกาละ รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต กำหนดสภาพสภาวะต่างๆถูกตรงสภาวะอยู่ สิ่งที่จะเกิดได้โดยชอบอย่างนี้ ก็คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้ายืนยันว่า วิชชาและจรณะ เรานี่แหละคือธรรมสามี เรานี่แหละเป็นเจ้าของ พูดกับอัมพัฏฐะ แต่อัมพัฏฐะ ยืนยันว่าตัวเองมีจรณะ มีวิชชา ท่องพยัญชนะเก่ง จนคนอื่นคิดว่าเขามีวิชชาและจรณะ แต่สุดท้ายไล่จริงๆก็สารภาพตามที่เราอ่าน ว่า วิชชาเป็นไฉน จรณะเป็นไฉน หนูก็คือหนูไม่รู้ ท่านเป็นนกท่านรู้ ก็บอกหน่อย นกนี่นกรู้นะ แต่หนูนี่หนูไม่รู้ ขออภัยพูดเหมือนพูดเล่นผสมเรื่องสัจจะ 650518 วิชชาจรณสมบัติ และพรหม 20 ชั้น พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ