ชาวอโศกมีสาธารณโภคีที่เกิดจากจรณวิชชาสมบัติจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
ชาวอโศกมีสาธารณโภคีที่เกิดจากจรณวิชชาสมบัติจริง _พ่อครูว่า... จรณะ 15 วิชชา 8 เรียกเป็นชุดว่า จรณวิชชาสมบัติ นี้ เป็นพุทธคุณ หมายความว่าเป็นคุณวิเศษของศาสนาพุทธโดยตรง เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ไม่มีคุณลักษณะ ของจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในภาคปฏิบัติ การไปนั่งหลับตามันออกนอกจรณะ 15 วิชชา 8 ใน จรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีหลับตา ลัทธิหลับตาปฏิบัติ แล้วจะได้มรรคผล เป็นลัทธิของ เดียรถีย์ เป็นลัทธิของคนนอกศาสนาพุทธ ความเสื่อมของศาสนาพุทธทุกวันนี้มันเสื่อมไปถึงขนาดนี้ ถึงขนาดที่เรียกว่าไม่เชื่อ อาตมาพูดอย่างไรก็เชื่อกันยาก เขาจะไม่เชื่อง่ายๆ เขาเชื่อมิจฉาทิฏฐิและหลงผิดตามกันมาอย่างทุกวันนี้ มันผิดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่มาถึง 2,500 กว่าปี ในยุคที่อาตมาเกิดมา เขายึดผิดหมดแล้ว อาตมามาเห็นผิด ก็ต้องมาทำหน้าที่นี้ เพื่อจะนำเข้าสู่ความถูกต้อง พูดแล้วดูเหมือนอาตมาใหญ่จริงๆ เขามีอาจารย์ต่างๆ ที่สืบทอดกันมา นั่งหลับตากันมา ก่อนอาจารย์เสาร์อาจารย์มั่น มหาบัว ใครต่อใครอีก ก่อนนั้นอีกเยอะ ก็พานั่งกันมา หลงผิดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่พอตามตำนานก็สืบเรื่องราว อาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น เป็นผู้นำหลักของสายหลับตา มหาบัว ก็ถือว่าเป็นหลักสำคัญ เพราะมหาบัวพูดมาก ปากมาก ยืนยันว่าตัวเองบรรลุในการนั่งหลับตาขึ้นมา ต่างๆนานา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่หลงผิดกันมา อย่างจริง ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน อาณิสูตร ศาสนาพุทธจะเสื่อมไป ไม่เป็นโลกุตระ เป็นศาสนาโลกียะเท่านั้น ศีลก็ไม่มี มีแต่วินัย คำว่าวินัยกับศีลก็ต่างกัน วินัย มีอาบัติ มีการลงโทษ ส่วนผิดศีลนั้นจะไม่เจริญ ไม่พัฒนาตัวเอง ไม่มีใครปรับอาบัติในการถือศีล แต่ตนเองไม่เจริญเองโดยปรมัตถ์ ส่วนวินัยนั้นมีบทลงโทษ ส่วนผู้ถือศีลมีอิสระเสรีภาพ ผู้ถือศีลไม่มีใครมาปรับอาบัติ
อ่านต่อ
ตัวเองจัดการเอง ได้เอง เป็นเอง ถูกต้อง ถ่องแท้ ตามสัจจะ ทำเอง ผิดก็ผิดเอง เพราะฉะนั้นรายละเอียดต่างๆเหล่านี้ อาตมาก็นำมาขยายความเพื่อจะชี้บ่งให้รู้ ให้เข้าใจ ยืนยันให้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อ่าน อัมพัฏฐสูตร จนถึงข้อ 161 ขึ้น 162 จบโดยที่ อัมพัฏฐะจำนนและสารภาพว่าไม่รู้หรอก วิชชาคืออะไร ทั้งๆที่มีลูกศิษย์ลูกหาคนนับถือว่าเป็นคนจบบทมนต์ เข้าใจว่า บทมนต์ที่มีจรณะ วิชชา เขาก็เข้าใจว่า อัมพัฏฐะมีจรณะ วิชชา แต่ถ้าจริงมีแค่บรรยายภาษา ท่องได้ เป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ตัวเองไม่ได้มีจรณะ ไม่ได้มีวิชชา จรณะมีศีลเป็นขั้นต้นก็ไม่มีศีล เอาศีล มาปฏิบัติให้แก่ตัวเอง โดยการปฏิบัติคือ อปัณณกปฏิปทา 3 ก็ไม่มี ได้ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 โดยมีศีล ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับโทสะ เราปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ข้อกำหนดในการสัมผัสสัมพันธ์กับสัตว์เมื่อไหร่ สำรวมอินทรีย์ เกิดราคะ โทสะ โมหะ ศีลก็ไม่มีมรรคผล ก็ต้องรู้ เวทนา สัญญา วิญญาณ ของตัวเองไม่รู้เจตสิกของตัวเอง ปฏิบัติศีลแล้ว เมื่อมีสัมผัสแล้ว ต้องรู้ไปถึงนามธรรมของตัวเอง แล้วก็ ควบคุมดูแลด้วยชาคริยานุโยคะ ด้วยการพากเพียรเป็นผู้ตื่นรู้ มีสติรู้สัมผัสสัมพันธ์อะไรต่างๆ แล้วก็เกิด โพชฌงค์ 7 มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ เรียนรู้พิจารณาวิจัยธรรม กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตของตัวเอง อ่านออกแยกได้ สัมผัสแล้วกิเลสมันเกิด มีกิเลสตัณหาอุปาทาน มีสังขารปนในจิตหรือเปล่า แยกให้ออกแล้วพิจารณาให้กิเลสมันลดละจางคลายหายไป ด้วยปัญญาอันยิ่ง หรือให้เกิดฌาน เป็นพลังงานที่จะเผาผลาญ ทำให้เกิดปัญญานั้นแหละ หรือ จะทำให้เกิดบุญ ก็คือ ว่าฌานนั้นจะมีอำนาจมีฤทธิ์เผา ฌานนี่แปลว่าเผาหรือแปลว่าไฟ เผากิเลสให้ได้จริงๆ อาตมาอธิบายเป็นสภาวะธรรมแท้ๆ ที่ท่านสายหลับตาอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้หรอก ต่อให้ร้อยมหาบัวก็อธิบายไม่ได้ ไม่ได้ดูถูกดูแคลนนะ เพราะเขาไม่ได้ศึกษาอย่างนี้ เขาศึกษาแต่การสะกดจิต แล้วไม่ได้เรียนรายละเอียดของจิตเจตสิกต่างๆ เพราะฉะนั้นจึงอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้ ตั้งใจฟังให้ดีๆ อาตมาไม่ได้ลบหลู่ ไม่ได้ยกตนข่มท่าน แต่ว่าอธิบายสัจธรรม สภาวธรรม อธิบายวิชาการให้ฟัง เพราะฉะนั้นตั้งใจดีๆ อาตมาเอาชีวิตมาทิ้งทางนี้ตั้ง 50 ปีแล้ว ตั้งแต่อยู่ทางโลกอาตมาก็ไม่มีปัญหาทางโลกอาตมาก็เจริญอยู่ ถ้าอยู่ทางโลกป่านนี้ก็ร่ำรวยเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้านไป ตามประสาทำมาหากิน ทางธุรกิจบันเทิง แต่อาตมาไม่เอา เลิกมา มาทำงานทางศาสนาทิ้งโลกธรรมต่างๆ มาทำงานเป็นโลกุตระ แสดงตน พากเพียรพยายามพาคนที่สนใจมาปฏิบัติธรรมตาม เกิดโลกุตรธรรม อาตมาขอยืนยันว่าชาวอโศกเป็นพวกโลกุตรธรรม สามารถที่จะเรียนรู้จักกิเลส อ่านจิตเป็น ลดละกิเลสได้จริง เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ได้จริง รวมกันเป็นหมวดหมู่สังคมจนกระทั่งเกิด สาราณียธรรม 6 เป็นชุมชนเป็นหมู่กลุ่ม ชาวอโศกกระจายอยู่ทั่วประเทศ มี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีสาธารณโภคี มีลาภธัมมิกา (ได้ลาภมาโดยธรรม) ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา กินใช้เป็นส่วนกลางไม่ยึดเป็นของตัวของตน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจชั้นหนึ่งของมนุษยชาติ โลกเขาเป็นกันไม่ได้ง่ายๆ แต่ชาวอโศกเป็นได้ นำหน้าคนทั้งโลก พูดนี้ดูเหมือนใหญ่แต่มันใหญ่จริงๆ ชาวอโศกปฏิบัติสัทธรรมปฏิบัติธรรม อธิบายเป็นแบบเศรษฐกิจ ก็เป็นเศรษฐกิจชั้น 1 เป็นเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 เป็นเศรษฐศาสตร์ที่คนทุกคนเสียภาษีอย่างเต็มใจ เสียภาษีคือมีรายได้เท่าไหร่ก็มาหักภาษี ชาวอโศกมีรายได้เท่าไหร่ไม่ต้องหักภาษี เอาเข้ากองกลาง 100% ไม่มีโลกไหนเขาทำได้ มีโลกชาวอโศกนี่แหละทำได้ เรียกเป็นโลกเลยนะ ไม่ใช่แค่เรียกประเทศหรือรัฐ เรียกเป็น โลกชาวอโศกเลย ทำได้ ไม่ได้คุยโม้ ไม่ได้พูดหลงใหลตัวเอง เป็นเรื่องจริงเป็นสัจธรรมที่ตรวจสอบได้ ให้มาเรียนรู้ มันเป็นเรื่องยากเรื่องใหญ่เรื่องสูง ที่เขาไม่เชื่อกันง่ายๆ ยังไม่รู้ว่าอะไรคืออะไรแท้จริง สภาวธรรมของโลกุตระขั้นสาธารณโภคี 2 แม้ว่าเขาพอเข้าใจเขาก็จะเชื่อ แต่เขาไม่เชื่อว่าคนจะเป็นไปได้ มีชาวอโศกทำได้ ทำได้ในยุคนี้ ในยุคที่ศาสนาเสื่อม 2500 กว่าปี เรื่องนี้ถึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเลย ซึ่งเราทำแล้วคนก็ฟังไม่ค่อยออก ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือรู้เรื่องก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง เขาก็รอแต่ว่า ดูเหมือนมันจะเป็นไปได้ เขาว่าอย่างนั้น เป็นสาธารณโภคี เป็นสังคมที่มีศีลกันจริงๆ มีอธิจิต มีสัมมาทิฏฐิจริงๆ มีปัญญา 8 มีวิมุติจริงๆ มันก็ดูเหมือนเข้าทีนะ แต่มันดูเหมือนแกล้งเป็น พยายามเสแสร้งให้มันถูกตรงตามพยัญชนะ ดูซิว่ามันจะอดกลั้น พยายามเสแสร้งให้ได้นานขนาดไหน พยายามจะดูๆๆ นี่ก็ 50 กว่าปีแล้ว มีแต่ความแน่น แข็งแรงมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าเป็นจริงแล้ว มันจะไม่มีเสื่อม มีแต่แข็งแรงยิ่งขึ้นๆ เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มากยิ่งขึ้น อาตมาสบายใจ ภาคภูมิใจที่เอาภาษาบาลีอย่างนี้มาอ้างอิงยืนยันอย่างกับเก่งบาลี แท้จริงเราไม่ได้เก่งบาลี แต่เรามีสภาวะอย่างนี้ เอาภาษาบาลีมาจับก็ตรง เอาป้ายยามาติดเนื้อยาที่อาตมามี พอป้ายนี้ก็จำได้ง่ายเพราะมีสภาวะ เอามาพูดเอามาใช้อยู่ทุกวัน 650518 วิชชาจรณสมบัติ และพรหม 20 ชั้น พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ