พุทธคุณของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
พุทธคุณของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นไร _พ่อครูว่า... ถึงพร้อมด้วยวิชาจรณะ เป็นธรรมสามี ได้ดีแล้ว เป็นตถาคต เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว หมายความว่า ท่านมีของตัวเองถึงแล้ว ท่านไปไหนก็ไปดีหมด สุคะโต ดำเนินไปอยู่ที่ไหนก็เป็นกรรมกิริยา เป็นตัวเองเป็นอัตโนมัติ เป็นอย่างนี้เป็นอื่นไปไม่ได้ด้วย ขออภัยเหมือนกับอาตมาเป็น แค่อาตมายังไม่ถึงขั้นพระพุทธเจ้า แต่เข้าขีด มีบทบาท มีอะไรต่ออะไรอย่างที่พระพุทธเจ้าเป็น ระดับ 7 ระดับ 8 จะเป็นอัตโนมัติ เป็นเจ้าของมากยิ่งขึ้น เป็นระดับ 9 ก็เป็นเจ้าของเต็มๆ เพราะฉะนั้นเสด็จไปดีแล้ว ไปกับตัวเอง อยู่กับตัวเอง ไปดี นี่เรียกว่า เป็นพุทธคุณ 9 อรหํ เป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ สุคโต เสด็จไปดีแล้ว โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ มีความรู้เหนือ และเป็นสารถีฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว ภควา ติ เป็นความจบในความเจริญ เคยได้ยินกันแล้ว แต่ที่จริงมีรายละเอียดเยอะนะ ของเก่าคุณก็เคยได้ยินได้ฟัง หูแฉะ จำได้เก่งกว่าอาตมาอีก เป็นอรหันต์ อรหันต์เป็นเช่นใด เริ่มต้นคุณปฏิบัติธรรม ปฏิบัติไปเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อรหันต์คือ รู้จักกิเลสอาสวะ แล้วมีปัญญารู้ว่า กิเลสอาสวะ จนเกิด ฌาน เกิดกำลังของจิตเป็นพลังงานที่เก่ง ฌานที่เก่ง เป็นพลังงานที่เหนือกว่า สราค สาโทสะ สโมหะ พลังงานฌาน จนเผาผลาญตามบารมี ถ้าฌาน แก่กล้าก็เผาราคะ โทสะ โมหะ ได้เร็ว แรง เกลี้ยง ก็ต้องบำเพ็ญสั่งสมพลังงานนั้นด้วยการปฏิบัติเรียนรู้ไป ไปซื้อตามร้านขายยา ห้างสรรพสินค้าไม่มีขาย ต้องเรียนรู้ฝึกฝนอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งให้ได้เอง แล้วมาสร้าง
อ่านต่อ
พลังงาน ฌาน เผาเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ พอได้เป็นอรหันต์ก็บำเพ็ญโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระดับ 9 จึงเป็นสัมมาสัมพุทโธ เป็นพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบ อรหันต์จะเริ่มมีคุณสมบัติที่รู้อัตตา ดับอัตตาได้ มีคุณธรรมของตนเองดับตนเองได้ เป็นอันดับที่ 1 อรหันต์ลำดับต่อไปเป็น โพธิสัตว์ระดับ 5 ก็เรียนรู้จากของคนอื่นๆ ดีไม่ดีต้องไปเกิดอย่างคนอื่นเป็น แม้ที่สุด ไปเป็นเดรัจฉานบางตัว เพื่อจะรู้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร โพธิสัตว์จึงมีสัมภาระวิบาก เกิดเป็นใครต่อใคร ตามที่ตัวเองยังข้องใจ ไม่ได้หมายความว่ารู้เฉพาะอ่านตำราแล้วนึกคิดเอาเอง แต่ต้องเป็นต้องมีเอง เพราะฉะนั้นสัมภาระวิบากของพระโพธิสัตว์จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต้องไปเกิดอีกนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งเป็นเจ้าของคือธรรมสามี ถือว่าเป็นสัมมาสัมพุทโธเป็นเจ้าของธรรมะ เพราะธรรมะทุกอย่างที่ประดามนุษยชาติมี เป็นโลกุตระธรรม เป็นอนัตตาด้วย อนัตตาตามชนิด ไม่ว่าจะเป็นศรัทธาจริต หรือพุทธิจริต ทั้งสายศรัทธาเจโตปัญญา ต้องเป็นมาหมด เพราะฉะนั้นจึงมีปฏิสัมภิทาญาณ ผู้ที่เป็นปฏิสัมภิทาญาณ เป็นมาทั้ง เจโตทั้งปัญญา แม้ตัวเองจะมีจะติดอย่างไรถ้าจะเป็นโพธิสัตว์ต้องเป็นมาทุกอย่างไม่ใช่มานั่งคิดเอาเองแต่บัญญัติเท่านั้น ต้องตัวเองเป็นได้ มาเป็น เพราะฉะนั้นจึงพูดถูก เพราะตัวเองเคยเป็นมาแล้ว ผู้นี้แหละเป็นธรรมสามี เป็นเจ้าของวิชชาจรณะ พร้อมด้วยวิชชาจรณะจึงจบ ทีนี้ ต่อจากนั้นไป ท่านจะ ปรินิพพานเป็นปริโยสานหรือไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านก็ยังมีเชื้อ อุปาธิ จึงเรียกว่า ตถาคโต คือผู้จะเสด็จไปดีแล้วจะเป็นไปไหนอย่างไรก็มีอันนี้แล้วสมบูรณ์แบบ ถ้าสุคโตก็เป็นเพียงว่าไปดี ไปเจริญมากขึ้นๆ ส่วนตถาคโต ก็จบเลย ไม่มีอะไรเจริญกว่านี้อีกแล้ว ไปไหนก็มีแต่ตัวเจริญเต็มที่ ไม่มีมนุษย์ ที่จะเจริญกว่านี้อีกแล้ว ตถาคโต ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะไปดี ไปได้ดี ไปเอาดี ได้เท่านี้อีกแล้ว ตถาคโต ดีเต็มที่ดีที่สุดแล้ว ถือว่าท่านไม่มีดีกว่านี้อีก แต่ท่านจะดีกว่าอีกก็เป็นเรื่องของท่านเพราะไม่มีใครจะไปไล่ทันท่าน ไม่มีใครจะมีภูมิจะไปวัดท่าน เพราะว่าคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำอย่างนั้นเพราะเป็นพุทธพิสัยที่สุดเอื้อม ที่คุณจะไปตัดสินไปทำไปล่วงรู้ พุทธพิสัยสุดยอดอันนี้ ไม่มีทางไปเดาเอาเอง เพราะฉะนั้นผู้ที่เสด็จไปดีแล้ว ตถาคโต จึงทรงรู้แจ้งโลก โลกทั้งหมด ในคำว่าโลก โลกกาม รูปโลก อรูปโลก หรือโลกแห่งความรู้ที่ซับซ้อน ก็เป็นโพธิสัตว์จนกระทั่งเป็นสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งหมดเลยทุกโลก โลกข้างนอกโลกข้างใน โลกสมมุติหยาบใหญ่ขนาดไหนโลกที่ละเอียดเข้าไปในจิตลึก จนกระทั่งสุด แห่งที่สุดของโลก เพราะฉะนั้น อย่างโรหิตัส ไปตามหาที่สุดของโลก ไปเที่ยวได้ถามว่าใครรู้ที่สุดของโลกว่าอยู่ที่ไหน ไปเจอ พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ก็อยู่ที่คุณนั่นแหละ คุณจะไปตามที่ไหน คุณจะไปตามที่สุดของโลก โลก มันไม่ใช่ที่อื่น มันอยู่ที่ตัวเอง คุณทำที่สุดแห่งโลกได้อยู่ที่ตัวคุณนั่นแหละ มันซับซ้อนอย่างนี้ ความเป็นโลกคือความที่ประกอบกันในสภาพภายนอก ภายใน สภาพรูปนาม สภาพข้างนอกข้างใน สังขารกันอยู่ เป็นสังขารโลก สังขารโลกคือนามกับรูป รวมกันสนิทแล้วก็เป็นวิญญาณ ที่วิญญาณเป็นธาตุรู้ ถ้าคุณเป็นสัมภเวสีหลับตา คุณไปอยู่กับโลกที่เป็นภวภพ เป็นภพที่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย มีแต่จิตกับจิต แล้วก็ขาดสภาพภายนอก ไม่มีสรีระ มีแต่จิตในจิต เพราะฉะนั้นทรงรู้แจ้งโลก รู้โลกสารพัดต่างๆ ซึ่งเอามาพูด คนก็ไม่รู้เรื่องด้วย ก็เอามาพูดเฉพาะที่คนสามารถรู้เรื่องร่วมกันได้ตั้งแต่ต้นๆหยาบๆ ประกอบด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย หรือรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทุกคนมีตาหูจมูกลิ้นกาย ยกเว้นคนตาบอดไม่มีตา ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะรู้ เพราะตา เป็นองค์ประกอบใหญ่ เป็นสิ่งที่ครบพร้อมทั้ง อาโลก มีแสงสว่างมีพระอาทิตย์ เห็นท้องฟ้าได้คนตาบอดไม่เห็น ส่วนเรื่อง เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นเรื่องรอง ตาจึงเป็นเอก เมื่อรู้แจ้งโลกทั้งหมด โลกวิทู รู้เรื่องโลกทุกอย่าง แล้วก็รู้จักมนุสโส เป็นสารถี ผู้ที่ฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ ท่านไม่ใช้คำว่ามนุษย์ แต่ใช้คำว่าบุรุษ บุรุษคือปุริสภาวะ ผู้ที่เป็นอิตถีภาวะยังสอนยาก เป็นอเวไนยสัตว์ ผู้ที่เป็นปุริสภาวะสอนง่ายกว่า ไม่สะดิ้งสะดีดแล้ว อิตถีภาวะยังสะดิ้งสะดีดอยู่ จับไม่ค่อยอยู่ แต่ปุริสภาวะ ขนาดไม่สะดิ้งแล้ว ตั้งใจเรียน ก็ยังยาก พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าไม่อวดเก่งอวดดีที่จะไปสอนอิตถี ท่านสอนปุริสภาวะ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าบางองค์ ไม่รับหญิงมาบวช แต่ พระสมณโคดม เอาละ อนุโลมยอมรับ ผู้หญิงมาบวช ท่านก็บอกว่า ศาสนาจะไปไม่ไกลนะ หากว่าเอาผู้หญิงมาบวช นี่พูดเป็นเรื่องอจินไตย คิดเอาไม่ได้ มีในหลักฐานตำราอยู่นะ พระพุทธเจ้าก็ยอม แทนที่ศาสนาจะอยู่เป็นหมื่นปี เอาแค่ 5,000 ก็ได้เพราะเห็นใจผู้หญิง อย่างนี้เป็นต้น นี่คือ ผู้หญิงจงสำนึกให้ดี อย่างพระน้านางที่บอกว่า เป็นสุดยอดที่ท่านจะมีเมตตา ให้ผู้หญิงได้มาบวช เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผู้หญิงจะต้องปฏิบัติ คุรุธรรม 8 ประการ พระอานนท์ถาม ว่าผู้หญิงบรรลุอรหันต์ได้ไหม โดยสัจจะแล้วผู้หญิงก็ไม่ได้กำหนดว่าไม่ให้ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 บอกแล้วว่าไม่ได้กำหนดใคร ใครสามารถปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 ก็มีสิทธิ์บรรลุจนสิ้นอาสวะได้ทุกคน ท่านบอกไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ได้จำกัดโคตร ไม่ได้จำกัดใคร ใครเข้าถึงธรรมะก็บรรลุธรรมะได้ทุกคน ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธไม่ได้ พระแม่น้านางมาก็ต้องให้บวช จึงจำนนต่อสัจจะ ให้ผู้หญิงมาบวช แล้วก็มีผู้หญิงที่บรรลุอรหันต์ได้จริงๆ แต่ศาสนาอายุจะลดลง เพราะมันจะเป็นสหศึกษา เหมือนอย่างชาวอโศก พวกเรานี้ผู้หญิงผู้ชายอยู่ร่วมกัน คนเขาหวั่นใจมากว่าจะมีลูกเณรออกมา คอยดูๆ แต่เราทุกวันนี้ก็ยังปลอดภัยกันดีอยู่ สะอาดสะอ้าน ใช้ได้ ไม่ดูเปรอะๆเลอะเทอะอะไร อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสิ่งที่พูดได้เพราะว่าผ่านมา 50 กว่าปี มีหลักฐาน มีสิ่งที่ผ่านมาอ้างอิงยืนยันได้ว่า เราพูดอย่างมีหลักฐาน ที่ได้พิสูจน์มาแล้วนี่ ไม่ได้หมายความว่าเลอะเทอะ เพราะฉะนั้นความจริงหรือความถูกต้องตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า อโศกหรืออาตมาพาทำ อาตมายืนยันว่า มันเป็นเนื้อแท้ของศาสนาพระพุทธเจ้า ขอพูดตรงๆอย่างนี้ เถรสมาคมหรือสายโน้นที่ ไม่เคารพศรัทธาอาตมาเลย ฟังแล้วจะหมั่นไส้ ก็ขออภัย เป็นผู้ฝึกบุรุษ ซึ่งไม่มีใครยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าจริงๆ อาตมาชาตินี้ก็พยายามฝึกบุรุษที่สมควรฝึก ผู้หญิงที่มาเรียนกับอาตมา มีปุริสสภาวะอยู่ในตัว ถ้าเป็นอิตถีภาวะ ก็จะอยู่ไม่ได้นาน เพราะฉะนั้นจึงได้รับการฝึก ได้ง่ายได้ดี เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นอาจารย์ ศาสดา เป็นผู้สอนธรรมะของเทวดาและมนุษย์ เทวะหรือเทวตา ตาเป็นปัจจัยเสริมให้คำว่าเทวะเป็นคำนาม ไม่ใช่คำกิริยา คำว่าเทวะเดี่ยวๆก็เป็นได้ทั้งคำนามและคำกิริยา แต่ถ้าเอาตามาใส่ก็บอกสภาวะของนามธรรม หรือเป็นสภาวะธรรมแท้ๆ ถ้าเป็นเทวะ แปลว่า 2 คำว่า 2 นี่แหละ เป็นคำที่ใหญ่ที่สุดในมหาจักรวาล ยิ่งใหญ่อย่างไร ถ้าโลกนี้มีแต่ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหมือนอย่างพระอาทิตย์ มนุษย์ก็ไปเกิดไม่ได้ ชีวะแม้แต่ระดับพีชะก็เกิดไม่ได้ อย่าว่าแต่พีชะเลย ลักษณะเป็นน้ำก็ยังเกิดไม่ได้เลยในพระอาทิตย์ นี่เป็นรายละเอียด สภาวะที่จะเกิดได้ก็ต้องมีเหตุปัจจัย นี่ท่านแยกธาตุเอาไว้เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วก็มาถึงชีวะ เช่นโลกที่โลกมันเย็นลง จากพลังงานระดับที่น้ำยังเป็นไม่ได้ โลกค่อยๆเย็นลง จึงจะมีน้ำในดาวดวงนั้น เกิดน้ำแล้วจึงจะเกิดชีวะขึ้นมาเป็นพืช มันก็จะเป็นการวิวัฒนาการอย่างนั้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเป็นจิตนิยาม เป็นคน เป็นมนุสโส เทวะ ยังก้ำกึ่ง เป็นสภาพ 2 มีรูปมีนาม แต่มนุสโส คือผู้มีจิตที่สูงกว่าเทวะแล้ว มนุสโส มนุษย์จริงๆ จึงสูงกว่าเทวะ เทวะนี่ยังเป็นคำกลางๆ พระพุทธเจ้าแยกเทวะไว้ 3 อย่าง 1.สมมติเทพ 2.อุบัติเหตุ 3.วิสุทธิเทพ สมมติเทพเป็น โลกีย์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในเทวนิยมไม่มีอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ เทวนิยม100% คือสายที่ไม่รู้โลกุตระเลย อุบัติเทพจึงเริ่มเป็นโลกุตระ สมมุติเทพเป็นโลกีย์ล้วนๆ มีสวรรค์ มีนรก มีสุข มีทุกข์ แน่นอนมีดีมีชั่ว เพราะดีชั่วนั้นเป็นโลกียะ แต่ความสุขความทุกข์เป็นโลกุตระ เทวนิยม ไม่ได้เรียนรู้สุขทุกข์ หลงยึดสุข เป็นสุขนิยม ไม่รู้จักทุกข์ ไม่เรียนรู้ทุกข์ คนที่เรียนรู้ความทุกข์นั้นเป็นอาริยะ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ทุกขอาริยสัจ ก็เรียนรู้ทุกข์ เป็นอาริยะ เป็นสัจจะในระดับปรมัตถ์ เพราะฉะนั้นโลกียะเป็นสมมติเทพ ไม่มีอุบัติเทพเลย อุบัติเทพเป็นโลกุตระ เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อรหันค์คือวิสุทธิเทพ เป็นเทวะ ผู้บริสุทธิ์จากกิเลส สิ้นอาสวะขึ้นไป เรียก วิสุทธิเทพ หรือเรียกอีกภาษาว่า พรหม เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ไม่ชัดเท่าคำว่า วิสุทธิเทพ เป็นเทพผู้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส พรหม นั้น คือผู้บริสุทธิ์ แต่ผู้ไม่รู้ก็ไปเข้าใจว่าเป็น พรหม คือ เป็นสภาพที่มี 16 ชั้น รูปพรหม อรูปพรหมอีก 4 ชั้น เป็น 20 ชั้น ก็เป็นสมมุติไปหมด ศาสนาพุทธไม่มีหรอก รูปพรหมอรูปพรหมอะไรหรอก ไม่มีภพไม่มีชาติ อรหันต์ไม่มีภพชาติ 650518 วิชชาจรณสมบัติ และพรหม 20 ชั้น พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ