อนุปัสสี 4 โดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
อนุปัสสี 4 โดยพิสดาร อนุปัสสี 4 (ตามเห็นอะไรในขณะปฏิบัติสติปัฏฐาน+อานาฯ) 1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา) 2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา) 4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 288) มันก็มี 4 ขั้น อันที่ 1 ต้องรู้ความไม่เที่ยง นามธรรมนี่แหละ เจาะเข้าไปสู่เนื้อแท้ก็คือกิเลส เอ็งไม่เที่ยงหรอกน่า เทวนิยมนั้นกิเลสสุขเที่ยง จึงเรียกว่าสุขนิยม เพราะไม่มีความรู้ไปรู้ว่าความสุขมันเป็นเพียงเหตุปัจจัยที่เป็นมายา สุขมันคือทุกข์ ทุกข์มันคือสุข มันคือตัวเดียวกันแต่มันมาหลอกคุณเอาหน้าความสุขมาหลอก แต่แท้จริงมันเป็นทุกข์เจาะใจเจาะพุงคุณอยู่ตลอดเวลา มันแยกกันไม่ได้มันเป็นภาวะคู่ เพราะฉะนั้นภาวะคู่นี้คุณต้องดับมันทั้ง 2 อย่างเลย เพราะฉะนั้นใครยังเหลือ 1 ไปยึดแต่ความสุขไม่เอาความทุกข์ ไม่ได้ ในสภาวะสัจธรรมจริง คุณจะเอาแต่สุขไม่เอาทุกข์ ไม่ได้ คุณต้องทิ้งหมดเลยทั้งสุขและทุกข์ เพราะฉะนั้นอเทวนิยมก็คือไม่มีเทวไม่มี 2 ไม่มีทั้งสุขและทุกข์ คุณต้องอ่านสภาวะอาการสุข ความทุกข์นั้นจะรู้ง่ายกว่าความสุข เพราะความสุขมันเป็นมายาหลอก ทุกข์มันเป็นตัวจริง จึงเรียกว่าทุกข์อริยสัจ ส่วนความสุขนั้นเป็นตัวหลอกจึงเรียกว่าสุขัลลิกะ เป็นตัวเก๊ตัวหลอก พยัญชนะว่าสุขัลลิกะ แต่ความทุกข์ความสุขมันตัวเดียวกัน คนเทวนิยมก็นึกว่าตัวเดียวกันนี่แหละไปยึดเราครอบครองทั้งสุขและทุกข์ ต้องอำนาจใหญ่ เราเป็นเจ้าของสุข ความทุกข์เรามีอำนาจไม่ให้มันเกิดขึ้น คุณก็หลงตัวเองว่าเก่ง เก่งที่คุณทำให้ความทุกข์ไม่เกิด ที่จริงแล้วความทุกข์มันกินไส้พุงคุณอยู่ตลอดเวลา หลอกเอาหน้าสุขออกมา แต่คุณจะไม่พ้นสภาวะคู่ คุณย
อ่านต่อ
ังต้องสูงต้องต่ำ วนขึ้นไปสูงแล้วคุณก็ต้องวนลงมาต่ำ สูงมากคุณก็ต้องตกมาต่ำมาก ทุกอย่างต้องมี 2 ด้าน เวียนกันอยู่อย่างนี้ ถ้าคุณจะเวียนอยู่อย่างนั้นกับ 2 มันก็นิรันดร คุณต้องลดให้เป็น 1 นิ่งๆๆ จนกระทั่งเป็น 0 จนกระทั่งคุณต้องทำ 0 ให้นิ่งเลย เป็น 0 ที่นิ่งเลยจบได้อย่างถาวร นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คุณจึงจะมีเวลา แล้วใช้เวลาของโลกเรียกว่า กาละ ทำตนเองให้เป็นดินน้ำไฟลมไปได้จบเสร็จ ใช้เวลาฝึกตน จนแยกธาตุจิตของตนเองเป็นดินน้ำไฟลมให้ได้ แล้วคุณก็ใช้เวลาใดเวลาหนึ่งที่คุณเป็นอรหันต์แล้ว เป็นโพธิสัตว์ อย่างอาตมานี้รู้ดี คุณ จะแยกเมื่อไหร่ พอก็จบปรินิพพานเป็นปริโยสานเมื่อนั้น เมื่อแยกเป็นดินน้ำไฟลมแล้วก็หมดอัตตา อย่างพระพุทธเจ้าบอกว่าเราพังยอดเรือนของเธอแล้วมาร มารจะต่อเรือนไม่ติดอีกแล้วไม่มีเรือน เรียกเป็นพยัญชนะไปหาเคหะคือเรือน สร้างเรือนไม่ได้แล้ว หมดที่อาศัย พังเรือนเหตุที่อาศัยเท่านั้น คุณก็ไม่มีที่อยู่ ก็ขอเตือนพวกเราชาวอโศก ที่อยู่ที่นี่มีที่อยู่แต่ก็เลือกมาก ดิ้นรนเหมือนหมาขี้เรื้อน อยู่ตรงนั้นก็ไม่สุขอยู่ตรงนี้ก็ไม่สุขแล้วไปโทษนั่นโทษนี่ อยู่ที่ไหนก็ได้ที่นี่ พูดไปนี่ เจ้าตัวถ้ารู้มีปฏิภาณขณะนี้ ทำให้อาตมาต้องวุ่น แค่นี้ก็ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็ไม่โตสักที พอ..จบเรื่องนี้ นี่ก็ให้ประโยชน์แก่พวกที่น่าจะมีประโยชน์ หลายคน ใครรู้ตัวก็ทำเอาก็แล้วกัน อนิจจานุปัสสี ต้องรู้ความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงของกิเลส แล้วกิเลสมันไม่เที่ยงอย่างไรก็คือมันลดน้อยลงไม่เท่าเก่าแล้ว นี่คือไม่เที่ยง เที่ยงคือ มันก็อยู่ตรงเก่า ไม่เที่ยงก็คือมันมากขึ้นก็ได้ น้อยลงก็ได้ น้อยลงนี่คือความจางคลาย ถ้ามากขึ้นก็คือความทวี ปฏิภาคทวี ทับถม 2 เป็น 4 4 เป็น 8 8 เป็น 16 16เป็น32 เป็นแบบยกกำลังไปเลย คุณจะเอาไหม ก็ไม่เอา ระวังเถอะเอาแต่รู้แต่ไม่ทำสภาวะขยายเจาะลึก ถ้าขยายเจาะลึกก็จะเห็นความจางคลาย เมื่อจางคลายถึงระดับหนึ่งก็จะเป็นนิโรธดับ ก็จะรู้ว่าความดับกับความจางคลายมันเหลือน้อยกับหมด จนกระทั่งดับไม่มีแล้ว กับความมีที่น้อยนิดต่างกัน คุณเห็นความต่างได้รายละเอียดแค่ไหนก็คือภูมิธรรมของแต่ละคน แต่เห็นความต่างที่ละเอียดได้เท่าไรคุณก็มีภูมิธรรมที่สูง ถ้ายังเห็นความหยาบ ยังเป็นความละเอียดอยู่คุณก็มีภูมิธรรมต่ำ ที่ใช้พยัญชนะแทนสภาวะให้ฟัง ตามจริง รู้จักความจางคลายจนกระทั่งรู้จักความดับ ก็เห็นความต่างระหว่างความจางคลายกับความดับเป็นภาวะ 2 จนกระทั่งดับสนิทดับถาวร ความดับ กับดับสนิท กับดับถาวร ดับยั่งยืนดับนิรันดร ดับไม่กลับกำเริบ ต่างกันไหม ดับยังไม่จบที่กลับกำเริบ กับดับที่จบแล้วไม่กลับกำเริบต่างกันไหม ก็ต่างกัน คุณก็ทำสภาวะนั้น จนกระทั่งดับ อาตมาก็กลับไปขอขยายอีกที สภาวะของกุศลอกุศล กุศลธรรมและอกุศลกรรมมันมีจบ คุณทำกุศลธรรมมากจนกระทั่งกาละวิ่งมาไม่ทัน คุณปรินิพพานเป็นปริโยสานก่อนกุศลก็หายไป กาละก็หายไป เหมือนกับ วังคีสะ เก่งรู้จักวิญญาณอยู่ในมหาจักรวาลนี้ อยู่ไหนก็ค้นพบหมด แต่พระพุทธเจ้าเอากะโหลกพระอรหันต์มาให้วังคีสะเคาะ บอกว่าวิญญาณอยู่ไหนนะ วังคีสะก็ใช้ความรู้อย่างวิเศษ ก็ยังไม่เห็น ว่าวิญญาณพระอรหันต์อยู่ที่ไหน ก็จะไปเห็นได้อย่างไรเพราะท่านเป็น 0 ไปแล้ว จากจักรวาลจากกาละ ไม่มีอยู่ในกาละ ไม่มีอยู่ในการเคลื่อนของทุกสรรพสิ่งที่เรียกว่ากาละ กาละ มีพยัญชนะ ก กับ ล ล คือเศษวรรค ตัวที่ 3 ย ร ล เป็นสามเส้าที่ครบวงวน ก คือ ตัวที่ 1 ของพยัญชนะ ตัวตั้งเป็นตัว static กับ ล เป็น dynamic ตอนแรกก็เป็น กลล เป็นน้ำ เริ่มต้นเป็นจุดอาโปธาตุเป็นน้ำ จากน้ำก็มีเซลล์เกิด
สรุปจบตรงที่ว่าเมื่อผู้จบก็รู้จักนิโรธก็รู้จักวิธีทำให้เกิดนิโรธ ก็ไปสอนวิธีดับนิโรธ วิธีทำให้นิโรธให้แก่ผู้อื่นสืบทอดต่อ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าคุณตายแล้ว นิโรธดับสูญทิ้งไปแล้ว คุณไม่สืบทอดต่อ มันก็จบสิ เพราะฉะนั้นผู้ไม่รู้ก็สืบทอดไม่ได้หรือสืบทอดด้วยมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิมันก็ต่อ ถ้าผู้ที่สัมมาทิฏฐิหมดแล้วไม่สืบทอดแล้ว นั่นแหละเริ่มต้นกลียุคจะค่อยๆเกิดขึ้นจะมีความเสื่อม ชรตา จนหมดเลยหมดโมเมนตัมก็จบทั้งนั้น กาละ ก็ไม่มีอะไรสืบทอดอีกก็เกิดความว่างเรียกว่าพุทธันดร ช่วงตอนในระหว่างที่ไม่มีศาสนาพุทธ เรียกว่าพุทธันดร อย่างนี้เป็นต้น สรุปแล้ว ผู้รู้นิโรธจะต้องมาต่อเชื่อมวิธีปฏิบัติให้ถึงนิโรธไว้ ให้มีคู่นึง นิโรธกับวิธีปฏิบัติ ความไม่เที่ยงกับความจางคลายเป็นคู่หนึ่ง นิโรธกับปฏินิสสัคคะ เป็นอีกคู่หนึ่งเป็นเทวะ 2 คู่ จบแล้ว อนิจจานุปัสสี 4
สู่แดนธรรม...กระบวนการปฏิบัติธรรมด้วยอานาปานสติ จนเห็นอนุปัสสี 4 นี้ จริงๆแล้วมันยังไม่จบครับ เพราะอานิสงส์ในการบำเพ็ญอานาปานสติ เจริญแล้วให้มากแล้ว มันจึงจะมีผลส่งต่อไปเพื่อที่จะให้เจริญสติปัฏฐาน 4 นิโรธานุปัสสีจึงไม่ใช่ตัวจบของอานาปานสติ ต้องไปทำการย้อนทวนจึงจะไปสู่สติปัฏฐาน 4 ขั้นต่อไป พ่อครูว่า…คือมีความจบความตัด รู้จักตัดรู้จักต่อ รู้จักตัดก็ตัดได้อย่างเด็ดขาด ผู้รู้จักต่อก็ต่อได้เด็ดขาด เมื่อเกิดความมีคุณก็ยังมี มีคุณก็ทำ เมื่อคุณตัดคุณปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้วคุณก็หมดไป ชีวะนั้นก็หมดไป ชีพนั้นก็หมดไป ผู้ที่ยังต่อก็ต่อกันไป ก็เอาทฤษฎีวิธีปฏิบัติมาสืบทอดเข้าไปสู่ความจริง ผู้มีสัมมาทิฏฐิรู้จักวิธีปฏิบัติกับความจริงที่เป็นนิโรธแท้ๆสัมมาทิฏฐิที่เป็นจริงได้ ก็สืบทอดอันนี้ไปได้ จนกว่ามันจะเสื่อมลงจนกระทั่งไม่เหลือ มันก็ลดลงอย่างที่อธิบายไปแล้ว อย่างเมื่อกี้นี้ สุดท้ายก็เป็นพุทธันดร ไม่มีศาสนาพุทธ ไม่มีโลกุตรธรรม จนกว่าผู้ที่จะเกิดมามีวิญญาณมีธาตุรู้ที่จะสืบทอด แต่แน่นอนโลกุตระนั้น ไม่ได้เป็นวิญญาณมาก ไม่ได้มีมาก วิญญาณโลกุตระเป็นวิญญาณส่วนน้อยของวิญญาณทั้งหลาย ก็เอาไว้แค่นี้ก็แล้วกันสำหรับตัวต่อตัวนั้น
_วาส ทองจันทร์ : กราบนมัสการพ่อครูครับ ผมอยากได้หนังสือเปิดยุคบุญนิยมต้องโทร.ไปที่สำนักพิมพ์กลั่นแก่นโดยตรงไช่ไหมครับ หรือที่ไหนกรุณาขึ้นตัววิ่งให้ด้วยครับ
_ส.คิดถูก : กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูง วันที่ 16 มิถุนายนผมได้ฟังพ่อครูเทศน์ ช่วงหนึ่งพ่อครูพูดว่า ถ้าไม่รู้จักกายในกายที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็จะไม่สามารถบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้ ผมเข้าใจตามนี้ไม่รู้ถูกหรือเปล่า? ... กายในกายคืออะไร กายในกายคือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนาในเวทนา คือ ความรู้สึก เวลากระทบผัสสะ คือสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ พ่อครูว่า…กลางอย่างสมถะก็ได้ แต่ความรู้สึกอย่างกลางอย่างรู้ความจริงตามความเป็นจริงทุกอย่างเลย จะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง จะเป็นวัตถุ เป็นสัตว์ เป็นคน จะเป็นพืช เป็นดินน้ำไฟลมอย่างไร ก็รู้ความจริงทุกอย่างไม่ได้สงสัยอะไร ผู้รู้เข้าใจความรู้สึกที่กระทบที่เรียกว่าเวทนา ตามเป็นจริงทุกอย่าง เวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ อย่างกดข่มนั้นเวียนกลับได้ แต่ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างอุเบกขา คือสภาวะรู้แจ้งเห็นจริงเลยรู้ แต่ไม่มีจิตกระดิกเลย อาการจิตเจตสิกต่างๆรู้เฉยไม่ไหวติงอะไร เรียกว่า ไม่มีอาการใดๆ เรียกอีกศัพท์ว่า อเนญชา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) คำว่าไม่สุขไม่ทุกข์เป็นพยัญชนะ คำว่าอุเบกขาก็เป็นพยัญชนะ ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นตัวเปรียบเทียบของสภาวะ 2 คือสุขกับทุกข์ อุเบกขาคือความบริสุทธิ์จากกิเลส บริสุทธิ์จากเหตุที่มันทำให้เกิดความสุข ความทุกข์ ที่ยังสุขยังทุกข์อยู่ ก็คือเพราะว่ามีตัวอวิชชาตัวโง่ตัว ไม่รู้ทันมายาไม่รู้ทันนักเล่นกล มันมาหลอกเราว่ามีแต่ความสุข แต่ที่จริงความสุขความทุกข์มันแยกกันไม่ออก คุณเอาสุขไปคุณก็ได้ทุกข์ไปด้วย แล้วผู้ที่ชัดเจนจะเห็นแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มันมาหลอกเราว่าเป็นสุข พูดให้ชัดเจนแล้วมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ทำให้ทุกข์มันดับด้วยดับเหตุก็จบ โดยไม่ไปหลงความสุข จะชัดเจนว่าปัดโธ่เอ๊ยมันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ก็ดับเหตุที่มันทำให้ทุกข์หมด ความสุขก็หมดไปด้วยเพราะความสุขกับความทุกข์มันแยกกันไม่ได้ก็เลยต้องดับไปหมด เมื่อดับความทุกข์ความสุขก็ดับไปด้วยเมื่อดับคู่เทวะก็ตาย ไม่มีเทวะ เทวะใหญ่ขนาดไหนเป็นพระเจ้าก็ถูกดับ เพราะเทวะคือรูปนามคือธาตุรู้ที่สำคัญ พระเจ้า ไม่รู้จักสุขจากทุกข์ แต่ติดความสุขจนกระทั่งรู้ความทุกข์ไม่เป็น พระเจ้ามีซาตานแต่พระเจ้าไม่เคยรู้ตัวซาตานที่อยู่กับตัวเองเลย นั่นคือพระเจ้าไม่รู้จักตัวเอง พระเจ้าไม่เคยศึกษาตัวเองอย่างถ่องแท้ พระเจ้าก็เลยหลงความสุขอยู่กับความสุขนิรันดร ทุกวันนี้เป็นนี้เป็นอย่างนั้นอยู่ ต้องมาศึกษาโลกุตระว่ามันยึดถือเอาไม่ได้ จนกระทั่งหมด เห็นว่าความสุขไม่มีความทุกข์ไม่มี มันไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่อัตตามันไม่ใช่ปรมาตมัน ขั้นพระเจ้าก็ไม่ใช่ มันเป็นเหตุปัจจัย 2 อย่างเท่านั้นเองปรุงแต่งกันอยู่ ผู้ที่ล้างสุขทุกข์ ล้างภาวะคู่ให้หมดไปได้จริง อธิบายสภาวะก็ซ้อนอยู่ในพยัญชนะนั้น ก็เท่านั้น ดับเทวะได้ดับสุขดับทุกข์ได้ ไม่ใช่ว่าไปไม่มีสุขไม่มีทุกข์อยู่เพราะสะกดไว้ แต่ดับได้เพราะดับเหตุๆๆ ดับสมุทัยของมัน ดับเหตุของมัน พยัญชนะแยกแยะสมุทัย คือหักปลายยอดของวิมานของมารพังไปเลย เป็นต้น 640621_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อนุปัสสี 4 โดยพิสดาร