ผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิคือเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ผู้อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิคือเช่นไร ผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฏฐิ ในคำตรัสพระพุทธเจ้าไม่มีที่บอกว่าครูที่สัมมาทิฏฐิ เพราะว่าครูเดี๋ยวนี้ไม่มีสัมมาทิฏฐิเยอะแยะไปเต็มบ้านเต็มเมือง ต้องเป็นครูที่สัมมาทิฏฐิ การมีสัมมาทิฏฐิจะต้องชัดเจนลงไปอย่างน้อยต้องมีสัมมาทิฏฐิ 2 หรือสัมมาทิฏฐิ 10 หรือมีหมวดอื่นอีก จะต้องมี ปรโตโฆษะ โยนิโสมนสิการ เป็น ต้องเปิดจิต อันนี้ก็พูดย้ำมาหลายที ไม่เปิดจิตไม่รับฟังไม่เชื่อว่าผู้อื่น ประ ยกตัวอย่างเข้าตัว อาตมานี่แหละเป็นผู้อื่นมา ในยุค 2,500 กว่าปีนี้ ซึ่งไม่ได้มีอะไรแสดงเป็นผู้รู้มาก่อน กระโดดออกจากจอมายา พรวดมาก็บอกว่าเป็นโพธิสัตว์เลย เขาก็บอกว่าจะบ้าหรือคนนี้ สิบตรีก็ไม่ได้ ปริญญาตรีก็ไม่ได้ ปริญญาจัตวาก็ไม่มีเลย เปรียญ 1 เปรียญ 2 ก็ไม่มี นักธรรมตรี นักธรรมจัตวาก็ไม่ได้ ทั้งนั้นไม่มีอะไรเลย เป็นตัวมายาออกมาจากโลกมายาด้วย ดาราโทรทัศน์ออกมาบวช ทุกวันนี้ก็เห็นดาราไปบวชเล่นละครลิเกกัน บวชแล้วก็ดัง หาเสียงไป ว่าเป็นผู้มีธรรมะเป็นผู้ใฝ่ในธรรม เป็นนักแสดงดาราใหญ่ใฝ่ในธรรมมาบวชก็มี แค่คำว่าบวช ฮือฮา เอาประเภทรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สรรเสริญยกย่องโฆษณา โปรปะกันด้ากัน ใส่เข้าไปในแดนธรรมะเขา ก็จูงดึงคนที่เห่อ เข้าไปตกเข้าไปให้ฝ่ายธรรมะเขา ที่จริงมันข้ามขั้น พวกนั้นยังจัดจ้านอยู่ในโลกธรรม อยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยู่ในกาม ยังเยอะอยู่ แล้วเอาไปโปะใส่ ผู้ที่บวชแล้วคือผู้ที่เนกขัมมะออกจากโลกโลกีย์ มันจะไปถึงเขตจะไปรู้จักโลกุตระ โลกียะคืออะไร ก็ขนาดศิลปินแห่งชาติยังบอกว่า มีด้วยหรือศิลปะต้องเป็นโลกุตระ เห็นไหม ขออภัยที่ต้องกล่าวถึงมันเป็นประเด็น ขอบคุณผู้ที่แสดงตัวจริง อาตมาก็ไม่ได้กล่าวชื่อเขาหรอก แต่ก็มีผู้เคยได้ยินแล้วเคยรู้แล้ว ความหมายถึงใครก
อ่านต่อ
็เอาเถอะก็ผ่านไปเป็นตัวอย่าง ประเดี๋ยวจะหาว่าอาตมาหาเรื่องใส่ความใส่ไคล้ มันมีตัวจริงเป็นได้ถึงปานฉะนั้นคนเรามันไม่ใช่ธรรมดา ก็ต้องค่อยๆศึกษาไป
ก็ตอบอีกทีหนึ่งว่า ผู้ที่อยู่ในฐานะครูต้องสัมมาทิฏฐิ อย่างน้อยต้องสัมมาทิฏฐิ 2 หรือสัมมาทิฏฐิอื่นๆ มีหมวด 6 สังกัปปะ 7 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ต้องมีอันนี้อยู่ในองค์รวมแล้วจะสังขารออกมาเป็นวจีสังขารได้นี่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ 6 ที่จริงมี 7 ตัวเป็นสังกัปปะ 7 แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ 6 ต้องรู้ความต่างระหว่าง ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เหมือนเทียบลมหายใจเข้าลมหายใจออก เทียบคู่รู้ความแตกต่างก็คือ เทวะทั้งนั้น คู่ที่เทียบกันเพื่อรู้ความต่าง มุมไหน มิติไหน นัยยะไหน ประเด็นไหนชัดเจน เรียนรู้เทวะนี่แหละยิ่งใหญ่ที่สุด เรียนรู้ภาวะ 2 สรุปให้ได้ว่าเป็น 1 1 คือการรู้จบ จนกระทั่ง 2 0 กับ 1 ก็คือ 2 ทำให้เป็น 0 ก็รู้ว่า อ๋อ 0 คือหมดไม่มี 1 คือมี จบตรงที่มีกับไม่มีแล้วทำได้นะ ทำให้มีหรือทำให้ไม่มีได้ จบ นั่นเป็นจุดสำคัญ ในพระไตรปิฎก เล่ม10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ) 640621_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อนุปัสสี 4 โดยพิสดาร