สื่อธรรมะพ่อครู(อุปกิเลส) ตอน วิปัสสสูปกิเลส 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.08 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

วิปัสสสูปกิเลส 10 คำว่าสุข คือ สิ่งที่เป็นอกุศลกลบไว้ ตั้งแต่หยาบอย่างอบายภูมิ คนที่มีภูมิปัญญาจะรู้ เช่น การโกงทีละพันล้าน อย่างนี้เป็นความชั่วหนักแล้ว มีผลกระทบต่อคนอีกเท่าไหร่ ยิ่งถ้าคนขาดแคลน คุณเอาไป ปู้ยี่ปู้ยำเล่น หมื่นล้านแสนล้าน แทนที่คนไทยคนอื่นจะได้รับ เป็นหมื่นเป็นพันก็สบายแล้ว แต่นี่เขาเอาไปหลอกซับซ้อน ใช้วิธีหว่านเงินอะไรต่างๆ สรุปอีกทีหนึ่ง ทุกข์ เพราะสุข แล้วสุขนี่ละเอียดลออมาก แม้ที่สุดเข้าขั้น อรหัตตมรรค แล้วยังมีสุขลวงอีก มันลวงไปในเชิงปัญญา วิปัสนูปกิเลส เป็นต้น มันหลอกนะ วิปัสนูปกิเลส เป็นความละเอียดบางเบา วิปัสสนูปกิเลส 10 (ญาณที่ยังข้องด้วยอุปกิเลส) 1. โอภาส (แสงสว่าง) 2. ญาณ (ความหยั่งรู้) 3. ปีติ (ความอิ่มใจ) 4. ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น) 5. สุข (ความสุขสบายใจ) หมดจริงๆ กับเหลือน้อยนิด นี่แยกกันออกยากมาก มันจะเหมือนกัน จนเกือบจะเป็นเนื้อเดียว ความสงบ มันจะไม่มีอาการของกิเลสแล้วนะ มันเหมือนไม่มีแต่มันมีน้อยนิดมาก มันสงบ อย่างนี้เป็นต้น จะรู้ได้ไง ยิ่งตัวสุข (พ่อครูไอ ตัดออก) สมณะเดินดินว่า...เป็นสิ่งที่น่าคิดว่า วิปัสสนูปกิเลส เป็นสิ่งที่ดีมากเลย แต่ดีที่ละเอียดกว่านี้ ยังมีอีก พ่อครูว่า..ตัวสุข ตั้งแต่หยาบ พวกที่เป็นนักปฏิบัติธรรม เขาได้จิตว่าง เขาสงบ เขาปั้นจิตว่างด้วย จริงๆแล้วว่างของเขา เป็นบัญญัติพยัญชนะ หรือภพชาติ สร้างภพชาติ ที่เป็นวาระว่าง แต่วาระที่เขาจะเสพกามก็ไปเสพ หรือเสพลาภยศก็เสพ แต่เขามีเงินเขามีลาภก็ไปโลภลาภ เสร็จแล้วเขาก็ลืมทิ้ง เขาเสพแล้วมีแล้ว ทรัพย์สินเงินทองมากมาย เก็บไว้ แม้ไม่อยู่กับตัวตอนนี้ กามก็เสพเสร็จไปแล้ว แต่เขาก็ไปติดที่ ยืนอยู่ที่อารมณ์ว่าง แต่ไม่ได้ว่างจากกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด ว่างเพราะกิเลสหมดไปๆ เขา

อ่านต่อ

ไม่รู้เรื่องเลย น่าสงสาร หลายอาจารย์เขียนลงหนังสือพิมพ์ ยังจับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายไม่ได้ ยังหลงสร้างภพชาติในจิต ส่วนรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ กระทบสัมผัสก็ลืมทิ้ง อยู่ในภพว่าง นอกนั้นก็สัมผัส เสียดสี เสร็จแล้วก็จบ ลืม ทิ้ง แล้วจิตจดจ่ออยู่ที่ภพว่าง แล้วปั้นภพนี้ หาเหตุผลในภพว่าง มาหาพวกอ้างอิงตลอดเวลา เป็นความเหน็ดเหนื่อย ในการปฏิบัติของเขา จริงๆแล้วจิตว่างจากกิเลส ก็เฉยต่อทุกอย่าง อ่านเวทนาปัจจุบันนี้ ขณะนี้เลย ก็ต้องชัดเจนแล้ว แต่ผลที่ได้เรียกว่า วิมุติ วิโมกข์ เขาก็นึกว่า ตนหลุดพ้นบรรลุแล้ว แต่เขาไม่รู้รายละเอียด องค์ประกอบของความบรรลุ เขามีความเพียร เขาก็หลงว่า เขาได้พากเพียรเต็มที่ เขาก็จะได้ หรือว่า เขามีสิ่งที่ ฐานอันเก่ง อุปัฏฐาน ฐานที่เขาได้ เช่น เขามีความรู้ มีสติสัมปชัญญะดี สัมผัสอะไรแล้วพลังสติ เขาล้างทุกอย่างได้เลย เขาก็จะอยู่กับปัจจุบัน ทุกอย่างอนัตตาไม่มีหรอก ไม่ใช่ตัวตน เหตุผลเขาก็ล้างได้ สติ เขาแข็งแรง เป็น 0 พวกเขาใช้บัญญัติแห่งอนัตตา ไม่ยึดมั่นถือมั่น บอกว่าอย่าไปยึดตัวยึดตน ถ้ายึดตัวยึดตนอยู่ มันก็มีอัตตา แม้แต่ซ้อนเข้าไปหาอุเบกขา ซึ่งกว่าจะเข้าใจอุเบกขา ที่มีองค์ธรรมทั้ง 5 อุเบกขานี้เก่งนะ แม้จะทำงาน สัมผัสกับเหตุปัจจัย จิตใจก็ว่าง จากกิเลส จิตทำงานแคล่วคล่อง ทำงานมีผลงานเยอะแยะ ไม่ใช่เรื่องของคนไร้สาระ ไร้ผลผลิตไร้ประโยชน์ ไม่ใช่เลย แต่เป็นคนมีประโยชน์ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน เป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) แต่จิตอุเบกขา 6. อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) 7. ปัคคาหะ (ความเพียร) 8. อุปัฏฐาน (สติแก่กล้า) 9. อุเบกขา (ความมีจิตเฉยๆ) 10. นิกันติ (ความพอใจ, ติดใจ)

สิ่งที่เป็นสุดท้ายแห่งสุดท้าย (นิกันติ) เป็นความยินดีพอใจ แล้วเขาก็ยังหลงความยินดีพอใจ ถ้าอาศัยน้อยก็เหลือน้อย

สรุปอีก คนจะรู้ว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คำว่าสุขจริงๆแล้วไม่มี มันก็มีแต่ สุ กับ ข ว่างนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว

600222_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ หมดสุขหมดทุกข์เพราะหมดบุญ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน