สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน วัดคือวัตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.34 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

วัดคือวัตร พ่อครูว่า...อาตมามาทำงานทางศาสนา ก็นึกถึงพระภิกษุ ที่ทำงานศาสนา ทำไมอาตมาจึงไม่เหมือนเขา ที่พระส่วนใหญ่เขาเป็นอยู่ก็ตาม สอนบรรยายอยู่ก็ตาม แม้แต่ในความหมาย ของภาษา เนื้อหาสภาวะ ธรรมะ ทำไมถึงไม่เหมือนเขา ตั้งแต่การเป็นอยู่ เริ่มต้น ตั้งแต่ความเป็นวัด พวกเราก็มีวัด ที่จริง วัด ในภาษาไทย เป็นสำเนียงพูด แต่ตัวอักษรพยัญชนะคือ วัตต หรือวัตร มาออกเสียงเป็นไทย ก็เอาดอเด็กสะกดให้ แต่ที่จริง ความหมายคือ การประพฤติหรือวัตร วัตรไม่ได้หมายถึงสถานที่ แต่เมื่อกลายเป็นภาษาไทย วัดก็เลยกลายเป็นเหมือนสถานที่ ที่มีพระเป็นเจ้าของ มีอาณาบริเวณ มีการสร้างอะไรสารพัด ใส่เข้าไป คนก็เข้าใจอย่างนั้น ว่าวัดในองค์รวมของความคิด concept นี้ คนไทยบอกว่าไปวัด คือเป็นสถานที่ ที่มีพระอยู่ เป็นเจ้าของประจำ มีอาณาบริเวณขอบเขต มีโบสถ์วิหารต่างๆอยู่ สืบทอดกัน จนทุกวันนี้ มีเจ้าอาวาส เจ้าวัดเลย ของชาวอโศกเรา ไม่มีสถานที่แบบนั้น บางคนมาดูที่ราชธานีอโศก นี้ก็เป็นวัด เขาก็บอกว่ามีแต่บ้าน หมู่บ้านนั้นแหละคือวัด แถมมีโรงเรียนด้วย เป็นบ้านวัดโรงเรียน คือ วัตร เป็นที่ประพฤติของมนุษย์ บ้าน วัด โรงเรียน มีครบสังคม ครบความเป็นหมู่บ้าน สังคมมนุษยชาติ บ้านก็คือสถานที่พัก ฆราวาสก็มีสถานที่พัก ภิกษุก็มีบ้างไม่มีบ้าง ไม่เป็นไร พระภิกษุไม่ได้ยึดถือ บ้านช่องเรือนชานเป็นของเรา ให้อยู่รุกขมูลโคนไม้ จะนอนจะพัก อยู่กลางแจ้ง อยู่พื้นดิน อยู่ในเรือนว่าง ที่ไม่ใช่เรือนของตนก็ได้ ภิกษุชาวอโศก ก็ยึดถือเช่นนั้น ก็มีคนมา จี้ มาชี้เหมือนกันว่า พูดไป ตนเองก็มีเพียงวัง เป็นวัดของตัวเองอยู่ อาตมาก็มีคนทำให้อาตมาไปพัก หลายแห่งสร้างไว้ อยากให้อาตมาไปพัก ก็ยังไม่เคยไปก็มี ก็ตามที่เขาอยากให้พัก โดยจิตอาตมา ไม่ได้ยึดถือเป็นที่พัก

อ่านต่อ

เป็นบ้านของเรา คำว่าบ้าน วัด โรงเรียน หรือ วัตร หรือวัด มันหมายถึง สถานที่ประพฤติ และต้องรวมทั้ง บ้านวัดโรงเรียน หมายความว่า สังคมมนุษย์ที่อยู่รวมกัน โดยมีผู้นำทางธรรมะ ทางศาสนาก็อยู่ร่วมด้วยในนี้ และมีการศึกษา สังคมนั้นมีการศึกษา ที่มีภิกษุ มีตัวแทนของศาสนา ตัวแทนของพระพุทธเจ้า นำพาการศึกษา ชีวิต วัตร ความประพฤติปฏิบัติ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ประพฤติปฏิบัติไป และการประพฤตินั้น ก็อยู่ในหลักเกณฑ์ของธรรมะ ที่มีภิกษุอยู่ร่วม เป็นผู้แนะนำชี้ทาง และสอนบอก อธิบาย พาให้ดำเนินไป สังคมที่มีบ้านวัดโรงเรียน หรือรวมเรียก วัตร สังคมนั้นคือ สังคมพุทธ สังคมศาสนาพุทธ ไม่ได้แยกสัดส่วน ของพวกเราเป็นจริงเลย โรงเรียนเข้าอยู่ในนี้ เรียนกันไป แม้จะมีโรงเรียนตามนิตินัย ที่เขาระบุว่า ต้องมีอาคารของโรงเรียน ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวง ก็เป็นนักเรียนที่เราเอาเด็กมา พยายามที่จะให้สืบทอดศึกษา ถ่ายทอดให้ มีความรู้ขึ้นไป ผู้ใหญ่ก็เป็นหมู่มวลสังคม ในสมาชิกหมู่บ้าน ชุมชน ก็เป็นสังคม บ้าน วัดโรงเรียนอยู่แล้ว เด็กก็มาเพิ่มเท่านั้น เพื่อเติมไม่ให้ขาด จะได้ต่อเชื้อ สืบสานต่อไป อย่างนี้เป็นต้น ในความหมายลึกซึ้ง ของสิ่งที่สังคมมนุษย์เข้าใจ แล้วจะเอามาปฏิบัติ ประพฤติให้เป็นจริง อาตมาว่า ได้พาทำได้ตามที่พูด ส่วนผู้ที่ไม่ได้ เข้าใจว่า วัดคืออย่างที่อาตมาพูด ก็ทำสร้างเรือนไฟ มีพระพุทธรูป จุดธูปเทียนบูชา เห็นแล้วน่าสังเวชใจออกนอก ธรรมะพระพุทธเจ้า ไปไกลเหลือเกิน ที่พระพุทธเจ้าตรัสในศีลว่า ต้องเว้นขาด ละเลิก แต่นี่มามีกันอย่างจริงจัง หากไม่มีเขาก็หาว่า ไม่ใช่วัด ถ้าไม่มี เดินไปก็ไม่มีที่จะจุด ธูปเทียนบูชา มีน้ำมนต์ ถ้าไม่มีสิ่งนั้น เขาก็บอกว่าไม่ใช่วัด นี่คือสิ่งที่ผิดเพี้ยนไป ที่พูดวนเวียนกับเรื่องเหล่านี้ เพราะที่เขาทำกัน มันไม่ใช่ พูดไปเพื่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงประเทศไทย อาตมาก็ไม่ได้ไปคิด ไม่เกิดความหวัง แม้สักนิดเดียว แต่อยากจะให้รู้สำนึกว่า มันไม่ใช่ อย่างน้อยที่สุด ก็หวังได้ว่า อย่างไรๆก็เข้าใจ ว่าอย่าไปยึดถือ อย่างเทวนิยมอย่างนั้น ที่เป็นอัตภาพ เป็นตัวตน เป็นวิญญาณต่างๆ จะต้องติดต่อกับวิญญาณต่างๆ วิญญาณเทวดา วิญญาณผี คนที่ตายไปแล้ว ก็จะต้องเชื่อมโยงกับวิญญาณ ที่ตายไปแล้ว ต่างๆนานาอยู่ อาตมาว่ามันงมงาย ใช้ไม่ได้ เพราะคนที่ตายไปแล้ว ถ้าอัตภาพเขาจะเหลืออยู่ ก็ไม่มีวิญญาณให้คุณเห็น ก็ต้องไปตามวิบากของเขา คุณต้องทำกรรมในโลกมนุษย์นี้ แต่วิญญาณที่ไปรับวิบาก เขาไม่ได้รับรู้ด้วยหรอก แต่คนที่เป็นๆก็ยังเข้าใจว่า ไปติดต่อกับคนตายได้ เป็นความขี้โม้แหลกราญ พูดง่ายๆสามัญสำนึก ถ้าวิญญาณเหล่านั้น มีเรื่องราวเชื่อมโยง ติดต่อกับคนเป็นเป็นได้ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50% ก็จะมีการติดต่อกันมากมาย ระลึกถึง สวดมนต์ถึง ส่งอะไรไปให้ วัตถุ ข้าวของ ยิ่งคนจีน ไม่กล้าส่งรถเบนซ์จริง ก็เผารถกงเต๊ก หรือเผาแบงค์ไปให้ ยิ่งกว่าเด็กเล่นหม้อข้าวหม้อแกง ทำเสียเวลาเสียแรงงาน ทุนรอนไปต่างหาก ถ้าเลิกได้ ก็จะเป็นปาฏิหาริย์ อันยิ่งใหญ่ พูดให้เลิกได้สำเร็จ จะได้ลดหย่อนกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ก็จะสืบทอดกันไป จนกว่าจะเสื่อมไปเรื่อยๆ 600221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ลึกถึงสังกัปปะ 7

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน