สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ไม่ติดยึดในสุขหรือทุกข์จึงถึงสาราณียธรรม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.17 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

ไม่ติดยึดในสุขหรือทุกข์จึงถึงสาราณียธรรม ทีนี้ ผู้ที่ตั้งใจศึกษา ธรรมะพระพุทธเจ้า คำสอนคน มีเจตนารมย์ ให้คนมีชีวิต ที่ดี ที่ประเสริฐ ไม่ต้องติดยึดในความหมาย พยัญชนะว่าทุกข์ แม้แต่ไปติดกับสุขก็ไม่มี นี่เป็นศาสนาพุทธ สุขก็ดีทุกข์ก็ดี เป็นอุปาทาน เป็นภพชาติ อารมณ์เวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา ทำให้อารมณ์เช่นนั้น หมดไปจากจิต ตาเราจะเห็นของ หูจะได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นจะรับสัมผัสรส กายได้สัมผัส ก็จะไม่เกิดอารมณ์สุขหรือทุกข์ ไม่มีอาการชอบใจ หรือไม่ชอบใจในจิต ถ้าคนมีคุณธรรมเป็นสมบัติ บรรลุธรรม จะไม่มีความสุขหรือทุกข์ ไม่มีชอบหรือความชัง ก็จะมีแต่ปัญญา มีธาตุรู้ ที่จะรู้ว่า อันนี้คืออันนี้ มันจะต้องทำอะไร เกี่ยวข้องอะไร อะไรมีประโยชน์คุณค่า หรืออะไรไม่มีประโยชน์ จะจัดการอย่างไร ก็จะมีปัญญารู้ ในสิ่งที่ควรเป็นประโยชน์ ไม่มีความโลภ ไม่มีเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว รู้ว่าเราควรมีพฤติกรรมอะไรในชีวิต ชีวิตก็จะอุดมสมบูรณ์ อยู่กันอย่างสุขสบาย ขออภัย ที่ต้องยกตัวอย่าง ชาวอโศก หมู่บ้านของชาวอโศก วันๆหนึ่งตื่นเช้าขึ้นมา ก็รู้หน้าที่ว่าจะไปทำอะไร อาจจะบอกกันเล็กๆน้อยๆ งานที่จะทำ รู้ประจำ ก็มีปฏิภาณรู้เอง ว่าควรจะทำอะไร ควรช่วยส่วนไหน ต่างๆนานา โดยไม่ต้องมีการสั่งการ ด้วยอำนาจบาตรใหญ่ อาตมาทำงานศาสนา อาตมาได้พาพวกเรา มามีชีวิตแบบนี้ อาตมาประสบความสำเร็จ ที่สมาชิกชาวอโศกอยู่ ในแต่ละสังคม ที่เราเรียกว่าหมู่บ้าน ชุมชน จนถึงขั้นสาธารณโภคี อยู่กันมาหลายสิบปีแล้ว อยู่อย่างพี่อย่างน้อง อย่างที่มีคุณสมบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ตามที่พระพุทธเจ้าตั้งทฤษฎีไว้ บัญญัติไว้ มันใช้ได้ อย่างมีจริง เกิดจริง เป็นจริง ไม่ได้พูดเล่น ไม่โมเม ขี้

อ่านต่อ

ตู่ อาตมาว่ามันเป็นจริง คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นอนุศาสนี ทำแล้วก็เกิดผล อย่างศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีของที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อย่างคำว่า สาธารณโภคี ข้อที่สี่ ในสาราณียธรรม 6 อยู่กันอย่างมี เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ก็จะเกิดลาภโดยธรรม คือลาภธัมมิกา เพราะเราอยู่แล้วทำงาน ได้ผลผลิต ก็เอามารวมกัน ร่วมกินร่วมใช้ เรียกว่า สาธารณโภคี (ลาภธัมมิกา) แล้วเราก็มีศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญตา มีหลักเกณชีวิต เข้าใจตรงกัน เสมอสมานกัน คนนี้อยู่ระดับนี้ คนนี้อยู่ระดับนี้ ก็ต้องเข้าใจ คนนี้ต้องอนุโลม เพราะเขาเป็นขนาดนี้ ก็เข้าใจ แม้ทิฏฐิ ความเข้าใจ ก็มีภูมิปัญญารู้ความหมาย มีองค์รวมความเข้าใจ ที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีความไม่ขัดแย้ง มีความเสมอสมาน ไม่เหมือนกับอย่างชาวโลก ที่เขาต้องขัดแย้งมาก จนต้องทะเลาะกัน ฟ้องร้องกัน 600221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ลึกถึงสังกัปปะ 7

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน