สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สังกัปปะ7 ถึงเวทนา 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
สังกัปปะ7 ถึงเวทนา 2 ในสังกัปปะมี 7 อย่าง ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา จะเกิดการสังเคราะห์สังขาร เป็นอย่างไร จะจัดการกันอย่างไร มันมีแกนเจโต ที่สั่งสมลงเป็น static energy เป็นพลังงานนิ่ง และอีกอันเป็นตัวแปร เป็นตัววิ่ง dynamic เป็นพลังงานลบ คู่กัน สังเคราะห์สังขารร่วมกันเป็น co efficience มีตัวสัมประสิทธิ์ มีตัวคงที่ และมีตัวเคลื่อนไหว เป็นตัวแปร ผู้ที่สามารถรู้ลักษณะของอาการพวกนี้ ตัวแปรคือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นฐานคงที่ คืออัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา สองแกนนี้ สังเคราะห์สังขารเป็นองค์รวม ปรุงแต่งกันเสร็จ ก็เป็นสังขาร ออกมาอภิสังขารเสร็จ ผู้ที่รู้กระบวนทัศน์ แล้วจัดการกระบวนการทั้ง 7 นี้ได้ อย่างเข้าใจ อย่างทำจิตในจิต มนสิการ ได้ผลออกมา เรียกว่าวจีสังขาร วจีสังขาร ยังไม่ใช่วจีกรรม แต่จะเป็นคำพูดในจิต ได้ผลในจิต ปรุงแต่งกันมา วจีสังขาร คือสภาวะธรรม ที่ได้บวกลบคูณหารในจิตแล้ว ออกมาก็จะได้ผล เรียกว่า ยอด ภาษาวิชาการเรียก ปฏิฆสัมผัสโส เป็นนามธรรมก้อนหนึ่ง ถ้ายังไม่ได้ตั้งชื่อ ก็เรียกอธิวจนสัมผัสโส แต่พยัญชนะของพระพุทธเจ้า ตั้งไว้ครบ แล้ว คนจะเป็นกุศลหรืออกุศล จะเป็นการบรรลุธรรม หรือไม่บรรลุธรรม เป็นโลกียะ หรือเป็นโลกุตระ พระพุทธเจ้าตั้งชื่อในอภิธรรม เยอะแยะ และ คำว่า อาการของสัตว์ต่างๆ แล้วแยกแยะ อาการจิต มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ถึงตัวการที่ร่วมกลุ่มแต่ง คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน เป็นสราคะ หรือสโทสะ ที่เป็นมิจฉา 3 เราเอาที่กาม พยาบาทก่อน จัดการสองอันนี้ก่อน ด้วยปหาน 5 วิกขัมภนปหาน กดข่มไปก่อน ก็ช่าง แต่จริงๆจะต้องให้เกิดปัญญา เกิดความรู้ ว่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันพาทุกข์ มันไม่มีตัวตนห
อ่านต่อ
รอก สามารถทำให้มันหายไปได้เลย เพราะที่แท้ มันเป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ มันไม่ต้องการหรอก ไม่ได้เรื่อง อกุศลจิตตัวนี้ราคะ โทสะ หรือกามกับพยาบาท รู้อาการลิงค นิมิต อุเทส ว่าอาการอย่างนี้คือ กาม คือพยาบาท ต่างจากอาการจิต ที่ไม่ใช่กาม พยาบาท เป็นจิตที่รู้ความจริง ตามความเป็นจริง และอีกอาการหนึ่ง มันไม่ใช่อาการจริงป่ะ อย่างเช่นแตงโมลูกโต เราก็รู้ความจริงว่า แตงโม ลูกโตกว่าที่เราเคยเจอ สามัญ นี่บีทรูท เราเจอก็เห็นว่า หัวใหญ่กว่าที่เคยเจอ ก็รู้ว่ามันใหญ่ แต่จิตของเรา เกิดอาการอยากได้ ทั้งที่มันไม่ใช่ของเรา ถ้าไม่มีใครเห็นก็เอาเลย คือทุจริต แม้แต่แค่อยากได้ มันก็เกิดอาการอยากได้ ควรได้กับอยากได้ ถ้าจิตของคุณบอกว่าควรได้ ไม่เป็นไร ของใครหนอ ขอได้ไหม ของใครหนอขอซื้อก็ว่าไป แต่ถ้าของใครหนอ อยากได้ ก็ลักขโมยเลย อย่างนี้อกุศล อาตมาพยายามขยายความ ให้รู้ลักษณะอาการ คำว่าอาการ ลิงค นิมิต คำว่าอุเทส คือที่ได้ฟังอาตมา อธิบายขยายความ แล้วประเด็นรู้ว่า อาการมันแตกต่างกัน ว่านี่คืออาการความจริง ตามความเป็นจริง อีกอันหนึ่ง มันเป็นอาการที่ไม่ใช่ เป็นอาการที่อุปาทาน ปลอม เท็จ ทำให้เราเกิดความสุขความทุกข์ อาการเวทนาเท็จ เวทนาแท้ เวทนาแท้คือ รู้เหมือนกันหมด ใครที่ตาไม่บอดสี มาเห็นลูกแตงโม หรือเห็นลูกท้อ เห็นหัวบีทรูท เห็นหัวผักกาด ก็เห็นเหมือนกัน สีอย่างนี้ โตเท่านี้ ก็เห็นความจริงตามความเป็นจริงเหมือนกัน แต่จิตที่มีเวทนาอื่น ชอบหรือไม่ชอบต่างกัน คือลิงค ที่ต่างกัน หรือแม้ในเราเอง เห็นแล้วมีเวทนาสอง ถ้าเห็นความจริง ตามความเป็นจริง เช่นนั้นก็เป็นเช่นนั้น แล้วจบ แต่ถ้าเห็นแล้ว มีความชอบหรือความชัง อยากจะทำลายหรืออยากจะเอามา เป็นของตน มันเป็นอาการที่ซ้อนเข้าไป จากความเป็นจริง ที่ทุกคนเห็นความจริงเหมือนกัน แต่คนที่ชอบหรือไม่ชอบ มันก็ต่างกันไปในสารพัด คือลิงคะ ที่ต่างกัน เป็นของเก๊ ที่จะต้องทำลายออกไป พระอรหันต์ ก็จะเห็นเหมือนกันทุกองค์ อารมณ์ที่ไปชอบหรือไม่ชอบ ที่เป็นสุขเป็นทุกข์ ก็จะไม่มี พระอรหันต์ทุกองค์ เหมือนกันหมด กรรมฐานของศาสนาพุทธ ที่จะให้ศึกษาก็คือเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 นี่เป็นหลักใหญ่สำคัญที่สุด ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่ง ทำเวทนาเท็จให้เหลือเป็นเวทนาแท้ ก็เป็นอรหันต์ ไม่ 600221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ลึกถึงสังกัปปะ 7