สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปหาน 5 ถึงสังกัปปะ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.94 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

ปหาน 5 ถึงสังกัปปะ 7 ถ้าคุณมีสัมผัสเป็นปัจจัย และอ่านอาการเป็น แล้วปหาน จนปหานได้คล่องปหานจนสมุจเฉท ปหานอย่างนิสรณปหาน 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) ถ้าเก่งแล้วเอา ตทังคปหาน มาก่อนวิกขัมภนปหานได้ วิกขัมภนปหาน คือกดข่ม เป็นธรรมดาธรรมชาติ เป็นสามัญของมนุษย์ ที่จะต้องทำเป็น ไม่ปล่อยให้กิเลส ออกมาประเจิดประเจ้อ ทีนี้ พระพุทธเจ้าก็ว่า วิกขัมภนปหาน ก็เป็นสัญชาตญาณอยู่แล้ว แต่วิธีปฏิบัติให้ได้เป็นครั้งคราว ตทังคะ ก็ให้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ มีหลักวิธีปฏิบัติ ไม่มีสัมมาปฏิบัติ ถูกต้อง ให้เกิดการวิเคราะห์วิจัย ผัสสะแล้วก็ไปถึงเวทนา คุณเองสามารถทำให้จิตของคุณ สงบได้ สงบได้ดีได้เก่ง เรียกว่า สมุจเฉทปหาน ทำได้หยุดได้ ระงับได้ สำเร็จได้ จิตใจก็สงบ ปัสสัทธิ กิเลสสงบ คำว่าสงบไม่ได้นั่งนิ่งได้ ไม่หายใจ ไม่กระดุกกระดิกได้ ไม่ได้เช็คได้อย่างนั้นไม่ใช่ แต่กิเลสสงบ กิเลสไม่มีในจิต เรียกว่า ปัสสัทธิ แต่ทุกวันนี้ คำว่าสงบที่เป็นเรื่องของศาสนา ก็เข้าใจไม่ได้ สงบต้องไปหาที่เงียบๆ ไม่กระดุกกระดิก ให้หยุดทำกรรมกิริยา แม้แต่ความนึกคิดก็ให้หยุด พาซื่อไปหมด ไม่เข้าเกณฑ์ของสัจจะพระพุทธเจ้า ที่หยุด ไม่ให้เกิดอาการกิเลสได้ ต้องจับได้ ว่าอาการกาม พยาบาทไม่มี แม้ขณะมีผัสสะ เราทำได้ดี สมุจเฉทก็เป็นปัสสัทธิ สงบ ก็ทำแล้วทำอีก ปฏิปัสสัทธิ ทวนอย่างนี้ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง เข้าใจตัวเองแล้ว พิจารณาอย่างนี้ มันไม่เที่ยง เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันอนัตตา ไม่ม

อ่านต่อ

ีอาการกิเลสหลัดๆ คุณเห็นอนัตตาหลัดๆ ทำทวนไปทวนมา เก่งจนเป็น นิสรณปหาน เหมือนกับปลิง มาเกาะเท้าคุณ ที่ทายาหม่องไว้แล้ว ปลิงมาแตะ ก็ม่อยกระรอกเลย เหมือนกิเลสมาแตะเรา ก็ม่อยกระรอกไปเลย มันมีพลังอำนาจ เรียกว่า นิสรณปหาน กิเลสสัมผัสแล้ว ไม่เกิดในจิตเราเลย มีฤทธิ์ ก็ปฏิบัติ จนไตรลักษณ์นี้สำเร็จผล อยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด เกิดกิเลส รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ 5 หรือโลกธรรม หรืออัตตา เราสัมผัสอยู่กับโลกเขา ก็ไม่เกิดกิเลส ผู้ปฏิบัติได้จะรู้ เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ อย่างแท้จริง การฝึก ตั้งแต่อาชีพ กัมมันตะ วาจา มันต้องได้ก่อนเป็นลำดับ แล้วสำคัญที่สังกัปปะ 7 การปฏิบัติต้องรู้ธัมมวิจัย สังกัปปะ มีธัมมวิจัยแท้ เป็นองค์ธรรม 6 ตักกะคือจิตเริ่มดำริ คุณก็เริ่มมีญาณปัญญา จับตัวอาการกิเลส เมื่อกำเนิดมาเป็นอาการความนึกคิด ก็คือสังกัปปะ ในความนึกคิด คุณก็จะมีวิตกวิจารหรือวิจัย มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัย เข้าไปในพฤติกรรม มันมีกาม ผสมร่วมปรุงแต่งอยู่ หรือพยาบาท ผสมร่วมปรุงแต่งหรือไม่ จับอาการได้แล้วก็ปหาน เมื่อปหานได้ ก็ตกผลึก สั่งสมลงเป็นอัปปนา พยัปปนา เจริญขึ้นเรื่อยๆ ตกผลึกตั้งมั่น แข็งแรงควบแน่น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นความตั้งมั่นของจิตเป็นสมาธิ เจริญขึ้นได้เรื่อยๆ จัดการประพฤติปฏิบัติ ในด้าน dynamic สั่งสมเป็น static ถ้าเข้าใจ สังกัปปะ7 ทำได้จนเกิด อภิสังขาร ก็ชำระกิเลส เป็นปุญญาภิสังขาร จนกระทั่ง ชำระกิเลสจนหมด เป็นอปุญญาภิสังขาร ปุญญะคือ เครื่องชำระกิเลส ก็หมดหน้าที่ หมดกิจของบุญ อปุญญาภิสังขาร ก็คือ การสังขารที่ไม่มีบุญแล้ว สั่งสมตกผลึกเป็น อเนญชาภิสังขาร สั่งสม ความควบแน่ ไม่หวั่นไหวเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา หรือ อนุรักขนาปธาน รักษาผล จากนั้นไป บาปไม่เกิดอีก เรียกว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง ปุญญปาปปริกขีโณ จะมีชีวิต มีกรรมกิริยาอยู่อย่างไร ก็มีแต่กุศลเกิดอย่างเดียว ไม่มีบาป อกุศลไม่มีด้วย พอได้ชำระจิตให้สะอาด ผ่องแผ้วหมดแล้ว สจิตตปริโยทปนัง

600221_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ลึกถึงสังกัปปะ 7

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน