สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัญญาต่างจากเฉกาอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญาต่างจากเฉกาอย่างไร อาตมาได้เทศน์และบรรยายจนถึง เรื่องปัญญา ปัญญาไม่ใช่ความเฉลียวฉลาด อย่างที่คนเข้าใจ คำว่าปัญญาเป็นพยัญชนะสูงส่ง เริ่มตั้งแต่อัญญะ แล้วมาเป็นปัญญะ อัญญะ ตัวพยัญชนะ แปลว่าอื่นๆ เป็นความเจริญอันใหม่ ที่ไม่ใช่อันเก่า คนเราจะมีความเฉลียวฉลาดอย่างเก่า ภาษาบาลีเรียก ความเฉลียวฉลาดแบบนั้น เฉกะหรือเฉโกหรือเฉกตา แต่คนไม่เอา ฉลาดแบบนั้นไม่เอา จะเอาปัญญา เลยเอาคำว่าปัญญา มาเรียกความฉลาดไปหมด แต่ในสัจจะความจริงๆ คุณฉลาดแค่ เฉกะ เฉโก คุณไม่ได้มีความฉลาดเป็นปัญญาเลย เพราะว่า ความฉลาดที่เป็นปัญญา เริ่มมาจากอัญญะ เป็นความฉลาดอันอื่นจากความฉลาดปุถุชน ความฉลาดของคนทั่วไป เป็นความฉลาดของปุถุชน เป็นความฉลาด เก่งกาจมากเท่าไหร่ ก็แล้วแต่ ฉลาดที่จะสามารถ หาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ใส่ตัวเอง มีความสุขปรีเปรม ด้วยโลกียธรรมขนาดไหน แม้จะเป็นความสุจริตก็ฉลาด ถ้ายิ่งไปฉลาดแกมโกงทุจริต ก็ยิ่งไปใหญ่เลย มันก็มีทุจริตกับสุจริต เท่านั้น แต่อยู่ในโลกียะ ไม่พ้นไปจากโลกียะ ถ้าเจริญทางโลกียะก็เป็นสุข เจริญด้วยลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือไม่เจริญก็เป็นทุกข์ นี่คือความรู้ของปุถุชน ส่วนความฉลาด ที่ต่างไปจากตระกูลนี้ ต่างจากสกุลโลกียะ คือความฉลาดแบบโลกุตระ ซึ่ง ความฉลาดแบบโลกุตระนั้น มันเป็นความฉลาดที่มีจิต เกิด โคตรภูญาณ เมื่อมีโคตรภูญาณแล้ว ญาณนั้นจะสำเร็จผล เป็นโคตรภูจิต เป็นคนโคตรใหม่ โคตรภู แปลว่า ความรู้ที่มันจะออกจาก ความรู้แบบโลกๆ ที่จะเอาแต่เจริญในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เราจะเห็นว่า เราอย่าไปหลงใหลกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันเป็นเรื่องที่ผิด ก็เกิดอัญญะ เกิดความรู้อื่น เป็นความรู้สึกของจิตเลย จิตไม่ใช่ขั้นเหตุผลเท่านั้น ถ้าพูดเหตุผล ทุกคนก็เข้าใจ ผู้เรียนภาษาบัญญัติคำส
อ่านต่อ
อน ก็เข้าใจว่า คนหลงใหล ได้ปลื้มกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันโลกีย์ มันต้องมาออกจากโลกีย์นี้ ต้องทำให้จิตเกิดโคตรภูญาณ โคตรภูจิต โคตรภู แปลว่า อยู่ครึ่งกลางระหว่าง โลกียะกับโลกุตระ ท่านแปลว่าจิต ตัดโคตร เกิดปัญญารู้แล้ว อย่างโกณทัญญะ เกิดความฉลาดที่รู้แล้วว่า ต้องมาทางโลกุตระ ได้ความรู้อันนั้นจริงๆ เกิดจิตเช่นนั้น เกิดญาณ เพียงแต่อาตมาอธิบายนี้ไม่ได้เกิด ญาณเกิดที่จิตนะ แต่เกิดความรู้ ตามเหตุผลเท่านั้น นี่ที่ฟังๆอาตมาพูด ใครฟังแล้วอธิบายได้ เข้าใจเพราะไม่ได้โง่เง่า ถ้าไปอธิบายให้นาย ปองเอี้ยมหรือจะโตกว่า แต่ก็ไม่รู้ภาษา ก็ไม่เข้าใจ หรือคนที่พูดไม่รู้เรื่อง อีเดียดก็ไม่รู้เรื่อง แต่คนไม่อีเดียด พูดด้วยเหตุผลก็เข้าใจ ถ้าจะฉลาด ก็อย่าไปยินดีในการแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เข้าใจได้ทั้งนั้น แต่จิตใจคุณ จะเป็นหรือเปล่า คุณจะเกิดญาณจริงๆ เกิดรู้อย่างมั่นใจ เป็นความเข้าใจที่มีพลัง มีความเข้าใจจริง ที่เกิดพลังหรือกำลัง หรืออินทรีย์ ตัวแรกก็คือศรัทธา เป็นศรัทธินทรีย์ อ๋อ มันรู้ แต่ก่อนไม่เคยรู้ รู้ก็ไม่เคยเชื่อ พอเชื่อก็เป็นศรัทธา รู้แล้วก็อ๋อ.. อย่างนี้หรือ เชื่อ พอเชื่อแล้วก็เกิด การปฏิบัติประพฤติพากเพียร เพื่อให้ออกจากโลกียะ ก็เกิดวิริยินทรีย์ เกิดความเห็นดีเห็นงามเห็นชอบ ไม่ใช่ว่า ฟังเข้าใจ แต่ไม่ได้มาพากเพียรลดละ จากการยินดีใน ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข ปฏิบัติแบบไม่ได้เอาจริง ถ้าใครเห็นจริง ก็จะพยายามมาพากเพียร อย่างเช่นชาวอโศกนี้ แล้ววิธีปฏิบัติ จะต้องมีสติ สติสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ให้เกิดผล ก็ต้องมีสตินทรีย์ พอมีโพชฌงค์ 3 เกิดความรู้ในทางตรัสรู้ขึ้นมา ต้องวิจัยอ่านจิต แยกแยะ analyse ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แล้วจะเกิดจิตอุเบกขา ไม่ใช่ อุเบกขาคือผลที่เกิดจาก จิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สั่งสมเป็นอุเบกขา อุเบกขาตัวที่ 7 ของสัมโพชฌงค์ ก็คือตัวเดียวกันกับ สัมมาสมาธิ ที่เกิดจากฌานที่ 4 เป็นตัวผล อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน ผู้ที่มีศรัทธินทรีย์ ก็จะสั่งสมเป็นสมาธินทรีย์ เป็นฌาน 1 2 3 4 จึงไปถึงขั้นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาจะรู้ จะเห็นว่า เราจะเกิดศรัทธาแล้ว เราได้พากเพียรปฏิบัติตามหลักพระพุทธเจ้า สติสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ พยายามแยกแยะ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อยากเจอตัวเวทนา ที่มันมีเหตุให้สุขให้ทุกข์ มีเหตุคือสราคะ สโทสะ สโมหะ พอกำจัดกิเลสออกได้ พลังงานของจิตสะอาดขึ้น ก็จะค่อยๆตกผลึก สะสมลง เป็นความตั้งมั่น เรียกว่า สมาธิของจิต ขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ปัญญาก็จะรู้จัก ความเจริญ พลังงานเจริญ ของสิ่งที่เราปฏิบัติได้ เรียกว่า อินทรีย์ 5 มีสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ จนเป็นพละ 5 ถ้าเข้าใจวิธีปฏิบัติ และมีความสืบเนื่อง รู้ว่าเหตุนี้จึงเป็นสิ่งนี้ เป็นอิทัปปัจจยตา 600220_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนปาฏิหาริย์พุทธสุดโลกุตระ