สื่อธรรมะพ่อครู(ป่ากับศาสนาพุทธ) ตอน เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำยิ่งไกลจากวิเวก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข21 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ป่ากับศาสนาพุทธ) ตอน เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำยิ่งไกลจากวิเวก คำว่าติดหรือข้องอยู่ มาเข้าสู่ตำรา คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 ทวนอีก

ว่าด้วยวิเวก 3 อย่าง [33] คำว่า นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก 3 อย่าง คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวกผ คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท...จิตใจเราข้องก็จะฟังธรรมไม่รู้เรื่อง พ่อครูว่า...ทีนี้ไกลจากวิเวก ท่านขยายความต่อ …. คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คืออยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง. คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิดนั้นเช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก. พ่อครูว่า...สรุปแล้วคุณไม่ได้สัมผัสวิเวกเลย กายก็ไม่มี จิตก็ไม่มี อุปธิก็ไม่มี คุณไกลจากวิเวกสามนี้ ย้อนกลับไป [33] คำว่า นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก 3 อย่าง คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก กายวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่คือ เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว

อ่านต่อ

เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอริยาบถ ประพฤติรักษาเป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า กายวิเวก.

จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา (เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้น เป็นสกทาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกันกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น เป็นอนาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียดกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น เป็นอรหันตบุคคลมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก.

พ่อครูว่า...คุณออกป่า คุณว่าคุณได้วิเวก แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นผู้ไกลจากวิเวก ได้แต่สงัด เช่นคนที่หนีจากที่นี่ อย่างทักษิณ เขาได้จากประเทศไทย แต่มันอยู่ที่ใจเขานะ เขาจะคิดถึงประเทศไทยมากกว่าตอนเขาอยู่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นพวกที่มีแต่ป่า แต่คุณยังมีกิเลสกาม พยาบาทอยู่จริงปิดบังไว้แล้วคุณเข้าป่า คุณจะยิ่งอาการหนักกว่าความรู้ที่มี มันได้บรรเทา แต่หนีไปป่าก็อาการหนักกว่าก็ยิ่งห่างไกลจากวิเวก แม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าได้ทำความมีวิเวกมันไม่ใช่หรอก เป็นสัมภเวสีสัญจรยิ่งคิดถึงประเทศไทยหนัก เขาเข้าใจผิดว่าจะได้กายวิเวกแต่เปล่าเลย เขาไม่รู้จักกายเขายิ่งจะอาการหนักมากขึ้นอีก คนที่ไม่รู้จักกายจะมาทำจิตวิเวกไม่ได้ แต่เป็นความรู้ แม้เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำ ผู้ที่สัมมาทิฏฐิแล้วก็ทำจิตวิเวกได้ แต่ท่านมีสัมมาทิฐิกว่านั้นไม่ต้องแบกกลดออกไปไหนเลยไม่กล้าอยู่กับสังคมธรรมดาท่านก็ไม่ต้องเอาตัวเองไปหาที่ทำสมาธิ มีวิธีการคิดการพูดการทำที่มีสัมมาทิฏฐิ กายไม่ถูกต้องทำอย่างไรก็มิจฉา นั่งหลับตาสะกดจิตบอกว่าได้มรรคผลเป็นรูปฌานอรูปฌานได้ที่คุณได้คุณนึกว่าคุณได้ แต่มันไม่ใช่มัน เป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาเป็นรูปลวง ภาวะลวงที่คุณได้ เป็นมิจฉาหมดเลยคุณยิ่งไกลจากวิเวกไปอย่างลิบลับเลย โดยเฉพาะอุปธิวิเวก

อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก. อย่างคำว่าบุญนี้ก็เข้าใจผิดไปเป็นกุศลกันไปแล้ว บุญเป็นอเทวะดับเทวะเป็นสูญไปได้เลย ทำไมต้องแยกรูปแยกนาม ทำไมต้องแยกอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ต้องรู้สภาวะแล้วทำได้จึงทำการตายได้ ตายระดับหนึ่งทำจิตเป็นพีชธาตุได้ ต้องรู้อาการลิงค นิมิต อรหันต์อาศัยพีชธาตุไม่มีบาปไม่มีบุญ แต่แน่นอนต้องอาศัยจิตนิยามที่เหนือโลกียะควบคุมโลกียะไม่มีบาปไม่มีบุญ มีแต่คุณประโยชน์คุณค่าต่อโลกนี้คือลักษณะพิเศษของศาสนาพุทธที่ทำให้คนเป็นพระอรหันต์เป็นคนที่ไม่มีโทษไทยมีแต่คุณค่าประโยชน์มีแต่คุณงามความดีจะให้เกิดขึ้นในโลกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ถ้ามีน้อยหรือไม่มีก็เป็นกลียุคทุกวันนี้เดือดร้อนเลวร้ายเพราะมันใกล้กลียุคแล้วในทุกวันนี้ ต้องมาต่อ สิ่งที่ถูกเอาไว้ถึงจะได้ ให้ศาสนายืนยาวไปจนถึง 5,000 อาตมาทำโมเดลเอาไว้ เป็นรูปสามเหลี่ยม

สิกขมาตุกล้าข้ามฝัน สมณะเดินดิน

สู่แดนธรรมว่า...มีคนถามให้พ่อครูแยกรูปแยกนาม แต่พ่อครูได้ตอบว่ายังไม่สามารถมีเวลาตอบให้ละเอียดได้มากขณะนั้น แต่พ่อครูได้ทำมาตามลำดับแล้ว ขยายความมาตามลำดับ พ่อครูไม่ได้สอนละเอียดมาก่อน สอนเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย เป็นการทำงานแยกรูปแยกนาม ของพ่อท่านได้หรือไม่ พ่อครูว่า…ถูกต้องอาตมาทำตามลำดับมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้ยกยอตัวเอง สู่แดนธรรมเอามาทวนให้อาตมาฟัง ก็เป็นลำดับถูกต้องอย่างที่ว่า ผู้ที่ทำอะไรไปแล้วก็เป็นไปตามธรรมของมัน อาตมาบอกเสมอว่าเป็นคนไม่มีแผน plan อัตโนมัติไปในตัวตลอดเวลาและมันก็เป็นไปเองตามธรรม พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนตามลำดับอย่างที่ควรเรียงลำดับมาจนกระทั่งละเอียดแล้วก็จะมีความซับซ้อน หมุนหยาบสู่ละเอียด จากละเอียดสู่หยาบ ที่พูดนี้สองชั้นเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) เป็นสัจธรรมที่มีความซับซ้อน

_เขาถามให้อธิบายรูป 28 นาม 5 แล้วจะต้องใช้หรือเปล่า พ่อครูว่า..ปฏิบัติธรรมต้องใช้รูป 28 และนาม 5 เอานาม 5 ก่อน มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี่คือนาม 5 ที่คุณจะต้องใช้ ผู้ปฏิบัติธรรมะไม่ต้องไปท่องพระอภิธรรมจิตเจตสิก 89 150 อะไรอย่างนั้น ให้รู้รูป 28 นาม 5 แล้วมาปฏิบัติธรรมมะนี่แหละคือรูปนามที่จะต้องปฏิบัติ คุณจะต้องใช้เวทนาแล้วเอาสัญญาเป็นตัวกำหนดหมาย อย่างนี้มีผัสสะให้เกิดเวทนาให้ปฏิบัติได้ เมื่อเกิดแล้วก็ทำใจในใจ ทำตรงนี้แหละ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ทำเวทนาให้เป็น 1 ให้เป็น 0 ให้ได้ นี่แหละคือกรรมฐานของศาสนาพุทธอย่าไปเข้าใจกสิณแบบกรรมฐานสมถะแบบเดียรถีย์ ผิดบาปนะ เอาของที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ อ่านในพรหมชาลสูตรให้แตกสิ ว่าต้องมีเวทนาไม่อย่างนั้นไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ ถ้าแค่นี้ก็ยังไม่เข้าใจพอเพียง ก็หมดท่า ที่มันผิดก็คือ มันหลงยึดติดแน่นอนหนักหนาแล้วก็คือสายหลับตาแล้วมาปฏิบัติ ยิ่งออกมาแล้วบอกว่าเป็นกายวิเวก ก็เป็นการไกลออกจากวิเวก มองเผินๆ เราปลีกออกจากที่วุ่นวายไปที่เงียบเหมือนเราจิตเป็นหนึ่ง วิเวก แต่พระพุทธเจ้าบอกว่ากาย คือ จิต มโน วิญญาณ คนที่ฟังอาตมาแล้วฟังเหมือนอาบน้ำกลัวเปียก ก็จะไม่ได้ประโยชน์ เขาต้องเปิดจิตรับฟังอย่าอคติ มีปรโตโฆษะ ที่อาตมาอธิบายแล้วเอาไปโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจให้ถ่องแท้แยบคายลงไปในสิ่งที่เกิดโทษที่จะแก้ไข เป็นสุริยเปยยาลข้อที่ 7 อาตมาเป็นมิตรดีสหายดีของทุกคน ถ้าตอนมีพระพุทธเจ้าเข้าไปพบพระพุทธเจ้า แต่ตอนนี้มาพบมาฟังอาตมา หากฟังคนที่ไม่มีสัมมาทิฏฐิก็จะไม่ตรงทางไปตลอดสาย อาตมาบอกเส้นทางที่ถูกตรง อาตมามากอบกู้ ฟังอาตมาแล้วลองทำบ้าง คุณทำแบบเดิมมานานแล้วเท่าไหร่ ถ้าทำแล้วมันถูกก็จะเป็นอรหันต์กันแล้ว หากเป็นอรหันต์ 2 คน 5 คนร้อยคนพันคน ก็มาเป็นสังคมอาริยะ เอาหลักต่างๆของพุทธเจ้ามาตรวจสอบ อาตมาก็เป็นกลุ่มธรรมะเป็นชาวพุทธกลุ่มหนึ่ง แล้วคนที่อาตมาอธิบายแล้วมาปฏิบัติตามมาเป็นแบบนี้ เอากลุ่มต่อกลุ่มมาเปรียบเทียบกันว่ากลุ่มนี้มีศีลจริงไหมมีสมาธิจริงไหมที่เป็นสัมมาสมาธิ มีปัญญาที่เป็นโลกุตระ ไม่ใช่ปัญญาเฉโก หลงอยู่ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข หมู่บ้านนี้ คนมาอยู่มีสภาพเป็นอนาคามีเป็นต้นไป เป็นสาธารณโภคี คนที่ศึกษามาให้ดีมีปฏิภาณไหวพริบมาศึกษาแล้วจะรู้ว่าอันนี้ไม่เหมือนที่เคยพบเห็น มันเป็นดาวอีกดวงหนึ่ง เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง มีคนอุทานบ่อยๆว่ามาอยู่ที่นี่เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง มันมีสภาวะธรรมที่ลึกซึ้งละเอียดที่สัมผัสได้ เขาเรียกว่ามี Sixth sense เขาสัมผัสได้ว่านี่เป็นโลกุตระ ในสัจธรรมที่อาตมาเอามาเปิดเผยในยุคนี้ ขอยืนยัน แม้ในรูปสามเหลี่ยมเมื่อกี้นี้ อาตมาก็พยายามจะอยู่ต่อไปให้ถึง 151 ปี ถ้าอยู่ไม่ถึงก็จะมาเกิดอีก จะรออาตมากลับมาเกิดอีกไหม ไม่รอก็รีบเข้ามาช่วยกันหน่อย อาตมาจะได้สบายตอนแก่ ไม่เช่นนั้นอาตมาต้องเหน็ดเหนื่อยยุ่งยาก อาตมาพูดไปนี้มันเป็นความจริง ไม่ได้พูดเล่น อาตมาไม่มีสภาพเป็นคนแก่อายุ 80 ถ้าไม่เกรงใจโลกก็จะดิ้นทำกิริยาเหมือนนายภูมิให้ดู อย่านึกว่าอาตมาทำไม่ได้นะ ไม่ใช่ว่าเราเองไม่มีแรงทำทำไม่ไหวไม่ใช่ อาตมาทำได้ อย่างคนใกล้เคียงจะเห็น อาตมาไม่พยายามทำ หากพยายามทำก็จะเห็นเลย มันก็จะน่าหมั่นไส้น่าเกลียด ก็เลยเอาแค่นี้

รูป 28 ตัดมหาภูตรูป 4 ก็เหลืออุปาทายรูป 24 คุณมีตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก โคจรรูป ปสาทรูป มันจะทำงานเป็นคู่เป็นภาวะ 2 ถ้าเข้าใจพระพุทธเจ้าสอนไว้ ไปหลับตามันก็ผิดตั้งแต่ตรงนี้แล้ว คุณมีประสาทตาดีอยู่ เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าถามว่าอาจารย์ของเธอสอนอย่างไร เขาก็บอกว่าไม่รับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกาย พระพุทธเจ้าก็บอกว่าอย่างนั้นก็เหมือนกับการทำให้ตาบอดสิ อย่างนั้นมันไม่ใช่ ประเด็นแค่นี้ก็พูดกันมาเกือบ 50 ปีแล้วเขาก็ทำหูทวนลมเฉยๆ มันจะดื้อด้านดันทุรังไปอีกเท่าไหร่ ทำอย่างไรจะดันสุรังได้ ได้แต่ดันทุรัง จนทุรังอย่างพระอินทร์ ก็คือธุระ +อิสระก็อ่านว่าทุเร สะ ไม่มีผัสสะไม่เกิดกาย มีแต่ภายในไม่มีภายนอกก็ไม่เกิดกาย ไม่มีภายนอกไม่มีภายในก็ไม่เกิดกาย ปฏิบัติธรรมมะไม่มีกาย พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไปไหนก็กายๆๆ แล้วก็ไปหลับตาทิ้งไปอีก 5 ทวารนอก ไปอยู่แต่ทวารใน เมื่อไหร่จะเข้าใจ อุปมาเหมือนทำเข็มเล็กๆ อยู่ภายในแล้วจะออกมาสู้กับภูเขาลำธารแม่น้ำ เหล็กผาโลหะภายนอก เข็มพิเศษคุณจะไปสู้ได้อย่างไรคุณไม่ทำตามลำดับ ถ้าหากทำตามลำดับเหมือนกับมีอาวุธภายนอกแล้ว ก็ทำอาวุธที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นรูปราคะ แล้วคุณก็มีแล้วนะ อันนี้ก็คมแล้ว ให้ละเอียดอีก จะคมยิ่งขึ้นอีก เหมือนง้าวทวนกวนอู ก็จะละเอียดขึ้นอีก มีอาวุธอันที่ 2 อยู่ในทวนอันนี้อีก ก็คมกว่านั้นอีก ยิ่งไปอรูป ในทวน 90 ชั่งก็มีอาวุธคมละเอียดขึ้นไปอีกอย่างนี้คือรูปนามคือกายคือธรรมะ 2 มันแยกกันไม่ได้หรอก สู่แดนธรรมว่า...ครูบาอาจารย์ก็บอกว่าให้ทิ้งกาย อย่าส่งจิตออกนอกกาย พ่อครูว่า...มันถึงได้ผิดเพี้ยนไปหมด อาตมาก็ต้องมากู้ เพื่อแจ้งหลักฐานมายืนยัน มันซับซ้อน ในวิเวก 3 กายวิเวกคือเอาตัวออกห่าง จิตวิเวกคือทำรูปฌานอรูปฌานอย่างลืมตา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ขั้นอรูปก็ลืมตาหมด แม้จะต้องล้างอนุสัย กิเลสจากสังขารนิมิตภายนอกทั้งหมด ทำจิตวิเวกในภายนอก เป็นอรหันตบุคคลมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก. กายวิเวกหากเอาร่างกายออกป่าก็ไม่ได้กายวิเวก แล้วก็ไม่มีกายภายนอกอีกหลบนั่งหลับตาทำฌานก็หลับเข้าไป ไม่มีกายภายนอกเลย ที่บอกว่ากายภายนอกถึงมีจิตวิเวกคุณก็ไม่ใช่ อันต้นนี้ไม่ใช่แล้ว เอาจิตไปทำซ้ำๆอยู่ในป่าอีก ลึกเข้าไปอีกห่างจากวิเวก ก็กำลังถอยออกไปอีกแล้วก็ไม่มี อุปธิวิเวก ไม่เห็นกิเลส ขันธ์ก็ไม่เห็น อภิสังขารไม่มี อุปธิก็ไม่เห็น แล้วจะไปทำอมตะนิพพานไม่มีทางเป็นไปได้ อุปธิวิเวก ยกทิ้งทั้งยวง นี่คือการนั่งหลับตาปฏิบัติออกป่านี้มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ อุปธิวิเวกเป็นไฉน? กิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี เรียกว่าอุปธิ. อมตะ นิพพานเรียกว่าอุปธิวิเวก ได้แก่ธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ เป็นที่ออกไปจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก. ก็กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวกย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง อุปธิวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้หมดอุปธิถึงซึ่งนิพพานอันเป็นวิสังขาร. คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คืออยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง. คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิดนั้นเช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก. ว่าด้วยกาม 2 อย่าง [34] คำว่า กามทั้งหลายในโลกไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่ายมีความว่า (1)- กามได้แก่กาม 2 อย่าง โดยหัวข้อ คือ วัตถุกาม 1 กิเลสกาม 1 พ่อครูว่า...กิเลสกามก็ต้องสัมผัสกามคุณ 5 แต่ไม่ได้สัมผัสก็ไม่ได้เรียนรู้กิเลสกาม เหมือนคำว่าแขวนขวัญนุชบนกิ่งฟ้า...มันเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง เมื่อไหร่จะเลิกนั่งหลับตาปฏิบัติแล้วหันมาปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ให้เกิดสัมมาสมาธิ ซึ่งมาศึกษาจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วจะได้สมาธิ เป็นสมาหิโต ที่อาตมานำเอา กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวกมายืนยัน เพื่อให้รู้ว่าการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า หากปฏิบัติแล้วไกลจากวิเวก หลงทิศทางไปปฏิบัติไม่มีภายนอก ไปหลงแต่จิตวิเวกก็สุญโญ ต้องศึกษาให้ดีๆพยายามตั้งใจฟังให้ดีๆ ถ้าพบว่ายังตั้งใจที่จะเอาธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าอยู่ ขอบอกอีกที ย้ำอีกที ว่าที่หลงกันอยู่ เป็นพระอรหันต์นั้นเก๊ทั้งนั้น มาเอาสายที่อาตมาพูดนี้ ไม่ได้ยกตนข่มท่าน จะพูดความจริงด้วยความจริงใจ สมณะฟ้าไท สรุปจบ 621016_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำยิ่งไกลจากวิเวก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน