สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน แยกรูปแยกนามอย่างมีสภาวะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน แยกรูปแยกนามอย่างมีสภาวะ _อโศกสัมปวังโก...พ่อท่านได้เน้นย้ำแนวทางการปฏิบัติธรรมว่า เวทนาคือหัวใจของกรรมฐาน และตามที่พ่อท่านได้เทศน์สอนหรือว่าเวทนาคือองค์ประกอบหนึ่งในห้าของนาม จึงเกิดมีคำถามขึ้นมาแล้วนามอีก 4 อย่างคือ 1. สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการนั้น มีบทบาทกับเวทนาอย่างไรหรือไม่ในขณะที่นักปฏิบัติอ่านเวทนาในจิตของตน 2. ความหมายของการแยกรูปแยกนามนั้นคืออะไร ชาวอโศกส่วนใหญ่แยกรูปแยกนามได้แค่ตามภาษาบัญญัติ ซึ่งก็คือรูปมี 28 อย่าง ส่วนนามนั้นมี 5 อย่าง การแยกรูปแยกนามได้ตามบัญญัติภาษาดังกล่าวยังไม่ถือว่าบรรลุเป้าหมายตามพุทธบัญญัติใช่หรือไม่ จะมีรายละเอียดของสภาวะจิตอย่างไรขอให้พ่อท่านได้อธิบายขยายความลงลึกในรายละเอียดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องการแยกรูปแยกนามให้ชัดเจน แก่ผู้ที่ไม่สามารถแยกรูปแยกนามได้ตามเกณฑ์ของนักปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า...หลับตาปฏิบัตินี้ไม่มีผล มันไม่ใช่ของศาสนาพุทธเลย เป็นการปิดเวทนาไม่มีผัสสะ เพราะฉะนั้นเวทนาที่จะเกิดนั้น ที่จะเป็นกรรมฐานให้เราปฏิบัติ 108 มันไม่มี แล้วพวกคุณจะไปปฏิบัติอะไร ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตรท่านก็ได้ยืนยันไว้ว่า ถ้าไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ ก็มีแต่ปัญหาเท่านั้นเป็นความแส่หาของตัณหาทั้งนั้น ความผิดเพี้ยนของการปฏิบัติ ไปหลับตาปฏิบัติก็ดับองค์ประกอบแห่งการปฏิบัติออกไปหมดแล้ว ก็เลยไม่ได้เรียน ไม่มีผัสสะ ก็เลยไม่มีกายไม่มีภายนอก ขนาดนั้นเขาก็ไปนั่งหลับตาปฏิบัติอีก กายต้องต่อเนื่องจากภายในภายนอกขาดกันไม่ได้ ปฏิบัติธรรมะต้องมีทั้งนอกและในทิ้งกันไม่ได้ แล้วเวทนานี้สำคัญสุดที่มโนปวิจาร 18 ถ้าแยกเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนาไม่ได้ ก็ไม่มีจุดที่นักปฏิบัติธรรมจะได้เป็นพระอรหันต์ ไม่ไ
อ่านต่อ
ด้มีคนรู้จิตเจตสิก เวทนา 18 อย่างไร เวทนาทางทวาร 6 แล้วมี สุข ทุกข์ อุเบกขา เป็น 18 หากไม่เข้าใจอาการ ลิงค นิมิต 2 สิ่งนี้ก็จบเห่ปฏิบัติอะไรไม่ได้ ปฏิบัติธรรมะต้องปฏิบัติกับรูป 28 กับนาม 5 มีผัสสะจึงทำมนสิการได้ เมื่อผัสสะก็จะเกิดเวทนาต้องใช้สัญญากำหนดรู้เจตนาในจิต หากเจตนาทางกามก็ให้มันลด ลดได้แล้วก็ทำที่รูปภพอรูปภพต่อ สำเร็จเป็นวิภวตัณหา เป็นปัญหาของพระอรหันต์ เป็นปัญหาของพระพุทธเจ้า คนไม่รู้สภาวะก็จะบอกว่าไปบอกว่าพระพุทธเจ้ามีปัญหาได้อย่างไร อาตมาพูดภาษาสิริมหามายา คนที่รู้สภาวะแล้วจะไม่สับสนต้องรู้ทั้ง 2 อย่าง เช่นนิพพาน มันก็มี 2 อย่างแล้วก็ไม่มี 2 อย่างนี่แหละ นิพพานคือไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์ งงไหม สับสนไหม? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คือนาม 4 ที่ต้องใช้ปฏิบัติ ส่วนขันธ์มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีบทบาทร่วมกับเวทนาที่เป็นกรรมฐาน
2. ความหมายของการแยกรูปแยกนามนั้นคืออะไร ชาวอโศกส่วนใหญ่แยกรูปแยกนามได้แค่ตามภาษาบัญญัติ ซึ่งก็คือรูปมี 28 อย่าง ส่วนนามนั้นมี 5 อย่าง การแยกรูปแยกนามได้ตามบัญญัติภาษาดังกล่าวยังไม่ถือว่าบรรลุเป้าหมายตามพุทธบัญญัติใช่หรือไม่ จะมีรายละเอียดของสภาวะจิตอย่างไรขอให้พ่อท่านได้อธิบายขยายความลงลึกในรายละเอียดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องการแยกรูปแยกนามให้ชัดเจน แก่ผู้ที่ไม่สามารถแยกรูปแยกนามได้ตามเกณฑ์ของนักปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า...ใช่แล้ว จะให้แยกรูปนามทั้งหมดก็คือทั้งหมดของศาสนาพุทธ อาตมาไม่เก่งพอที่จะอธิบายทั้งหมดที่คุณต้องการ
แยกรูป แยกนาม ไม่ง่าย หากคุณแยกรูปแยกนามได้จริง ผลก็มีอัตราการก้าวหน้าเป็นพระอรหันต์เรื่องจริง ถ้าคุณแยกรูปแยกนามได้จริง ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะติดเครื่องอิทธิบาท 4 มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาอยู่ตลอด แยกรูปแยกนาม เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ใครที่แสวงหาไม่ติดยึดกับโลกีย์ที่เขาผิดเพี้ยนไป อาตมาไม่มีบารมีไปรู้จักอาจารย์สำนักใหญ่ๆ และยิ่งพูดโลกุตระด้วย แต่คุณได้ยึดมิจฉาทิฏฐิและคุณก็มีผลแล้ว ติดยึดมันก็จริง ทฤษฎีที่จะปฏิบัติต้องมีผลจริง ไม่อย่างนั้นจะมาสอนอะไรบ้าง มิจฉาทิฏฐิที่เห็นไม่ใช่ไม่มีมรรคผล แต่เป็นมิจฉามรรค มิจฉาผล มิจฉาวิมุติ มิจฉาฌาน มิจฉาสมาธิ
2. ความหมายของการแยกรูปแยกนามนั้นคืออะไร ชาวอโศกส่วนใหญ่แยกรูปแยกนามได้แค่ตามภาษาบัญญัติ ซึ่งก็คือรูปมี 28 อย่าง ส่วนนามนั้นมี 5 อย่าง การแยกรูปแยกนามได้ตามบัญญัติภาษาดังกล่าวยังไม่ถือว่าบรรลุเป้าหมายตามพุทธบัญญัติใช่หรือไม่ จะมีรายละเอียดของสภาวะจิตอย่างไรขอให้พ่อท่านได้อธิบายขยายความลงลึกในรายละเอียดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องการแยกรูปแยกนามให้ชัดเจน แก่ผู้ที่ไม่สามารถแยกรูปแยกนามได้ตามเกณฑ์ของนักปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า...รูปนามเป็นภาวะ 2 ที่ต้องแยกให้รู้แต่จะแยกกันเด็ดขาดนะไม่มี ถ้าหากรูปกับนามแยกขาดกันนั้นคือปรินิพพานเป็นปริโยสาน รูปก็ดินน้ำไฟลม นามก็เป็นดินน้ำไฟลม พระอรหันต์ทำจิตให้เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย พระอรหันต์ตายไปแล้วคุณก็บูชาอยู่กับซากศพ ก็คือดินน้ำลมไฟไม่มีพระอรหันต์อยู่ตรงนั้นเลยเหมือนกับเสื้อตัวหนึ่งของพระอรหันต์ ตายแล้วท่านก็ถอดเสื้อทิ้งไว้ คุณก็เอาเสื้อมากราบไหว้พระอรหันต์อยู่ที่นี่ ซึ่งไม่มีหรอก คุณก็กราบเสื้อกับขี้เหงื่อขี้ไคล อรหันต์จะใส่เสื้อใส่จีวร ก็เหมือนกันไม่ว่าฆราวาสหรือพระก็เหมือนกัน คือเครื่องนุ่งห่ม คุณก็ได้แต่กราบเครื่องนุ่งห่ม นอกจากคุณจะคิดเองมีปฏิภาณปัญญาเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเจ้าของ อย่างเช่นการใส่ที่สังเวชนียสถานของพระพุทธเจ้า ก็เป็นหลักฐานว่ามีจริงๆนะคนนี้จริงๆ ก็เหมือนกับมีจีวร ของพระอรหันต์ ศาสนาคริสต์เขาจึงมีผ้าห่อศพของพระเยซูเป็นชิ้นสำคัญ มีคราบเลือดคราบอะไรต่างๆ อาการ ลิงคิ นิมิต อุเทส สิ่งที่คุณต้องเข้าใจความสำคัญ ลิงค ความแตกต่างของสภาวะกายสภาวะ 2 ภาวะ 2 อิตถีภาวะปุริสภาวะ ต้องเข้าใจแล้วแยกแยะออกให้ได้แล้วต้องทำให้เป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 หากไม่อธิบายให้ถึงจุดตรงนี้ก็ไม่มีจุดสุดท้ายจุดที่บรรลุสำเร็จผลเป็นจุดจบของศาสนาเลย อาตมาก็ต้องอธิบายซ้ำซากอย่างนี้เพราะไม่มีใครอธิบาย ที่จริงจะต้องอธิบายตลอดไปทุกวินาที เพราะคนไม่ได้ฟังอีกมาก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือคำบรรยายคำสอน คุณพยายามจับอาการ กำหนดหมายเอาว่าเป็นอาการอย่างนี้ เป็นนามธรรมคนอื่นไม่ได้รู้กับคุณเอง ถึงกับต้องทำเครื่องหมายเอาเองว่าอาการนี้คืออาการโกรธ มันไม่มีรูปร่างอาตมาก็ทำมือไปอย่างนั้นภาษาใบ้ก็อ่านไม่ออก อาการอย่างนี้เป็นอาการความทุกข์อาการแบบนี้เป็นอาการของสุข อาการอย่างนี้เป็นอาการกาม อาการนี้โทสะ ภาษาบัญญัติว่าเป็นโทสะมันมีความต่าง ลิงค แตกต่างจากอาการความรักอาการความชอบ โทสะมันผลัก มันอย่างไร คุณต้องดูอาการของจิตเจตสิกเหล่านี้ตามลำดับ คุณจึงสามารถรู้ว่าอะไรเป็นกุศลอะไรเป็นอกุศล หรือ อะไรเข้าสู่สภาพของจิตแท้ๆมีความรู้สึกสัมผัส แล้วได้อันนี้เป็นอย่างนี้อย่างเดียวไม่มีความชอบไม่มีความชัง ไม่มีอาการอื่นเข้าแทรกไม่มีเวทนาเก๊เข้าไปร่วม คุณก็อ่านอาการแยกความจริงให้ออกระหว่างมีกับไม่มี ศาสนาพุทธต้องทำให้ไม่มีเป็นที่สุด แต่มี เพราะยังไม่ตายยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน หากปรินิพพานเป็นปริโยสานพระอรหันต์ก็สามารถมีความรู้ความสามารถแยกแยะจิตนิยามให้สลาย เป็นดินน้ำไฟลมเหมือนพวงมะม่วงที่ถูกตัดออกจากขั้วลงมาแตกกระจาย ไม่มีกายให้เห็น ตามที่พระพุทธเจ้า ตรัสในปริเฉทรองสุดท้ายของพรหมชาลสูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย! กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคต ชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต เปรียบเหมือนพวงมะม่วง เมื่อขาดจากขั้วแล้ว ผลใดผลหนึ่งติดขั้วอยู่ ย่อมติดขั้วไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย! กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคตได้ก็ชั่วเวลา ที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้วเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นตถาคต. ศาสนาเทวนิยมมีพระเจ้านิรันดร แต่ของพระพุทธเจ้าท่านจะปรินิพพานตายไปแล้วจะไม่มีเทวดาผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรเหลืออยู่ ของพระพุทธเจ้าตรัสรวมทั้งหมดสูญเลิกไปหมดเลยสลายเป็นอุตุธาตุก็จบ มะม่วงที่ติดขั้วอยู่ผลใดผลหนึ่งก็ไม่เป็นพีชะแล้ว ก็ขาดจากความเป็นพีชะแล้ว เหมือนเล็บเราถูกตัดออกไป กายแตกไปก็ไม่เหลืออุตุธาตุ พีชธาตุ พระอรหันต์เจ้าขึ้นไปอาศัยพีชธาตุ พระอรหันต์ไม่มีความทุกข์ความสุขได้อย่างถาวรเมื่อไหร่ก็ไม่มี จิตใจมีแต่อุเบกขาอยู่นั้นนิรันดร พระอรหันต์เต็มรูปแล้ว โดยเฉพาะเป็นพระอรหันต์ในระดับ อุภโตภาควิมุติแล้วก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ไม่มีบาปไม่มีบุญด้วยความจริงทั้งหมดของจิตวิญญาณไม่มี บาปบุญไม่มี สุขทุกข์ไม่มี มีแต่พลังงานสะอาดพลังงานที่รู้จักความเป็นมนุษย์ รู้จักการช่วยโลก โลกานุกัมปา ช่วยโลกทำประโยชน์ให้แก่โลกเพราะจิตใจที่เป็นโลกุตระสิ้นสุด นี่คือสภาพทั้งหลายที่อาตมาขยายความ นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท…
พ่อครูว่า...การแยกรูปแยกนามสภาวะ 2 นี่แหละที่สำคัญคือคำว่าเทวแปลว่า 2 เป็นคำที่ยิ่งใหญ่มาก อาตมายังไม่เก่งในการอธิบาย คำว่าเทวะ รวมศาสนาเทวนิยมและอเทวนิยมได้หมดเลย พุทธก็อยู่ด้วย แต่ท่านรู้แจ้งในความเป็นเทวะความเป็นเทวะได้แยกเทวะได้อาศัยเทวะได้ควบคุมเทวะได้ เทวะใหญ่ขนาดไหนก็ควบคุมได้ แม้ที่สุด ขออภัยต้องใช้ภาษานี้ เย้ยพระเจ้าได้ เย้ยตรงไหน ตายแล้วพระเจ้าอย่ามายุ่ง เราสลายวิญญาณเราเองได้ไหม วิญญาณของเราเองไม่ใช่ของพระเจ้าเรามีสิทธิ์จะสลายเป็นอุตุธาตุไปเลยสูญหาย ไม่ต้องไปหาพระเจ้า ไม่เอาความสุขของพระเจ้าไม่เอาความทุกข์ของพระเจ้า แม้แต่ปรมังสุขัง ยิ่งกว่าสุขอย่างไรก็ตาม แยกธาตุแตกแยกไปแล้ว ก็ไม่ต้องมีอีกเลย หากแยกรูปนามเท่านี้ไม่ได้ก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แยกธรรมะสองไม่ได้ แยกเวทนาไม่ได้ก็ทำไม่ได้ก็ไม่มีทางนิพพานแล้วก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ได้ 621016_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำยิ่งไกลจากวิเวก