สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจน คือ The Great Word.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข21 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจน คือ The Great Word _พิมพ์พักตร์ ตันสกุล pimpak Tansakul • แตกต่างแต่ไม่แตกแยกเนอะ ถึงท่านจะไม่เหมือนพระทั่วไป แต่พระท่านก็พัฒนาให้ชุมชน สังคม ให้น่าอยู่ สงบ ไม่จำเป็นต้องเหมือนพระทั่วไป ก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นภาระสังคม แค่มีแนวคิดการดำเนินชีวิตต่างจากพระทั่วไปแค่นั้น แต่คุณงามความดีท่านมี พ่อครูว่า...อันนี้จริงไม่ได้แยกนิกายเป็นสังฆเภท อันนั้นเป็นอนันตริยกรรม แต่ทำเป็นนานาสังวาส อาตมาแยกแยะความถูกความผิดเพราะถือว่าเป็นชาวพุทธร่วมกันคณะใหญ่ที่พวกเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย อาตมาก็ไม่ได้รังเกียจว่าเขาไม่ใช่ชาวพุทธแต่ก็เป็นชาวพุทธ ถึงพูดให้ชัดเจนบอกว่าเป็นชาวพุทธก็ต้องทำให้ถูก ถ้าคุณไม่ถูกก็ต้องออกไปอย่ามาอยู่กับชาวพุทธ เป็นแต่เพียงอย่ามาไล่อาตมา อาตมาก็ไม่บังอาจไปไล่คุณหรอก คุณก็ยึดถืออย่างคุณไป อาตมาก็ต้องจบที่นับถือพระพุทธเจ้าคนละองค์

พ่อครูว่า..เมื่อกี้นี้พาดพิงถึงคนจน อาตมาว่า เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ The Great Word คนเข้าใจได้ยากมากเลย ความหมายนิยามพื้นฐานจนคืออะไร จน คือ ไม่มีสมบัติพัสถานไม่มีข้าวของเงินทองทรัพย์สินมากมายเหมือนคนอื่น คือคนจน เมื่อเทียบกับคนอื่นนะ เป็นคนที่มีน้อยกว่าเขา เป็นคนอัปปิจฉะ เป็นคนมีสติสัมปชัญญะรู้ดีว่าเราต้องมายินดีในความจน อัปปิจฉะ แปลว่าความอยากมีน้อยหรือมักน้อย มักก็คือชอบ ชอบอะไร ชอบมีน้อยๆไม่ได้ชอบมีมาก มีจิตที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ หากว่ามีอะไรมากเกินกินเกินใช้ก็ให้คนอื่นเขาเถิด ไม่ได้ยึดติดไม่ได้เอาไว้เป็นของตัวเอง คนอย่างนี้เป็นคนจนอย่างนี้ซึ่งมีคุณสมบัติครบ วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัล

อ่านต่อ

เลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) แม้จะบรรลุธรรมแล้วก็ยังมีสิ่งที่ต้องขัดเกลาใน กายกรรม วจีกรรม ที่ต้องพัฒนาต่อไป พระพุทธเจ้าพูดไว้ในอภิณหปัจเวกขณ์ว่า กายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ของเรายังมีอีก ท่านไม่ได้บอกว่ามโนกรรม ท่านบอกแค่กายกรรมวจีกรรมเท่านั้น เพราะว่าอันนี้ท่านตรัสไว้เผื่อคนที่เป็นอรหันต์ อรหันต์ถือว่าจิตสูงสุดแล้ว จบ แต่แม้เป็นพระอรหันต์แล้วกายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ อาตมาอ่านพระไตรปิฎกก็เข้าใจตามภูมิของอาตมา แล้วส่วนมากที่อาตมาอธิบายขยายความ สาธยายทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องของโลกุตระส่วนมากจนเกือบหมด คนในโลกียะก็หาว่าอาตมาตำหนิติเตียน เพราะว่ามันตรงกันข้ามกันค้านแย้งกัน เขาก็เลยเพ่งโทษอาตมา ก็ต้องได้แต่ขออภัยเขา ไม่ได้เจตนาจะทำให้เขาต้องเสียความรู้สึก ยิ่งไปว่าคนที่เขาจะถือว่าเป็นอรหันต์อาตมาก็บอกว่าเป็นอรหันต์เก๊ มันก็เลยดูแรงมาก ก็เลี่ยงไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไรก็จำนนที่จะต้องเป็นแบบนี้ แล้วที่จริงแล้ว ผู้ใดมีปฏิภาณไหวพริบก็จะชัดเจนว่าความจริงมันถูกต้องแล้ว เป็นความจริง เพราะอาตมาพูดสิ่งที่อธิบายว่าเป็นสิ่งที่ถูกมันไปค้านแย้งกับสิ่งที่เขายึดถือกันอยู่อาจารย์สำนักต่างๆแม้แต่เถระสมาคมแม้แต่อาจารย์สำนักใหญ่ ก็เลยยิ่งชัดเจนว่า ถ้าพวกคุณว่าอาตมาผิดพวกคุณถูก ถ้าพวกคุณผิด อาตมาถูก เขาไม่ยอมหรอก ..แต่อาตมาจะไปประนีประนอม ไปยอมหยวนๆมันไม่ได้ ผิดก็ต้องว่าผิด ผิดมากผิดน้อย ผิดตรงกันข้ามเลยก็ต้องบอกความจริงให้กระจ่าง อาตมาไม่เป็นคนประนีประนอมอมพะนำไม่ขี้ตู่ ไม่เก้อเขินไม่เหนียมไม่สะท้าน แต่คนที่เขามองว่าอาตมาก็ว่าหน้าด้าน แข็งเกินไม่ประนีประนอมไม่ปรองดองไม่ยืดหยุ่น อาตมาว่าศาสนาพุทธ ที่มันเลวมันชั่วมันตกต่ำก็เพราะว่ายืดหยุ่น หรือประนีประนอมลงไปกับเขาอนุโลมลงไป เลยตกใต้ถุนไปเลย ตกไปหาบ่อน้ำเน่าเละเลย เพราะคำว่าอนุโลมคำเดียว แล้วตัวเองก็ไม่สามารถที่จะทำความจริงที่คุณก็พอรู้ว่า อันนี้ถูก คุณก็เลยอนุโลมตามเขาไป คุณก็ต่ำตามเขาไปเรื่อยๆ เลยกอดคอลงต่ำกันไปด้วยกัน ที่พูดนี้ขอยืนยันว่าอาตมาพูดถูกต้องไม่ได้ใส่ไคล้ไม่ได้ใส่ความ มันเป็นอย่างนั้นเลยทั้งนั้น มันจำเป็น พูดแล้วพูดอีกก็ต้องขอ เปล่งอาภิสวาจาอีกครั้งว่า อาตมาเป็นผู้จะมากอบกู้ศาสนาที่มันผิดเพี้ยนนี้ไป มันผิดมาจนกระทั่งมันเห็นผิดเป็นถูกไปแล้ว เห็นดำเป็นขาวไปยึดดำเป็นขาวไปแล้วยึดผิดเป็นถูกไปแล้ว อาตมาจึงมาพลิกกลับแก้จริงๆ ตั้งใจฟังให้ดีๆ จะมาเปลี่ยนทิฏฐิความเห็นความเข้าใจของอาตมาให้มาเป็นความยืดหยุ่นอนุโลมบ้างไม่ได้ อาตมาต้องยืนหยัดยืนยันอันนี้ได้แต่ขออภัย จะมาให้อาตมาไปอย่างไรก็ต้องตายคาความจริงความถูกต้องอาตมาเป็นอื่นไม่ได้ นี่เป็นสัจจะ

อาตมาพูดถึงคนจนยกตัวอย่างง่ายที่สุด พระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์อยู่ในกองบัลลังก์เป็นเจ้าแผ่นดิน เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่แต่ละรัฐแต่ละแคว้นในทวีปอินเดีย ทุกรัฐก็ยอมรับหมดเลย ท่านเป็นเจ้าแห่งลัทธิ เจ้าแห่งกฏหมาย คือพระธรรมวินัยของท่าน ท่านจะไปที่รัฐไหนประเทศไหนก็ประกาศธรรมวินัยของท่านได้ พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้นที่ประกอบด้วยแคว้นเล็กแคว้นใหญ่ก็แล้วแต่ก็ยอมให้ท่านหมด นี่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่าประชาธิปไตย อาตมาแปลประชาธิปไตยอย่างสั้นที่สุดสรุปที่สุดให้ฟัง นี่แหละพระพุทธเจ้านี่แหละ เพราะฉะนั้น ธรรมนูญ ธรรมวินัยคือธรรมนูญตั้งแต่ศีล คำสอนวินัยต่างๆคือกฎหลัก ถ้าใครทำความเข้าใจแล้วยึดถือ ศีล และวินัย ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ผู้นี้ก็เป็นคนของรัฐนี้ประเทศนี้ รัฐพุทธ ประเทศพุทธ รัฐของพระพุทธเจ้า ในยุคโน้น คนก็มีปัญญายกให้พระพุทธเจ้าจริงๆแต่ในยุคนี้คนไม่มีปัญญาแม้แต่จะเป็นเมืองพุทธประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ เสร็จแล้วก็มีสำนักต่างๆเหมือนหนังกำลังภายใน ไม่ว่าสำนักอะไรต่ออะไร ต่างนับถือว่า ตัวเองเป็นสำนักที่ถูกต้องเป็นสำนักแห่งธรรมะทั้งนั้น แต่ผิดกันหมด รวมแล้วประมาณ 62 สำนัก พระพุทธเจ้าได้ลงไปแล้วประมาณ 62 ทิฏฐิ 62 สำนัก ผู้เข้าใจก็ไม่ได้ติดยึดสำนักไหน แต่รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าสำนักนี้ถือกันอย่างนี้ ผู้ไม่ติดยึดก็มีทุกอย่างอนุโลมกับเขาได้แต่ไม่ได้เป็นอย่างเขา อาตมานี้อยู่ได้กับทุกลัทธิ แต่ผู้ที่ยึดลัทธิตน ผลักอาตมาไม่ให้อาตมาไปอยู่ด้วย แต่อาตมาแอบแทรกในขุมขน คนธรรพ์ แทรกในขุมขนพญาครุฑ ทิฏฐิ 62 อันนี้เหมือนกับพญาครุฑ อาตมาก็เหมือนกับคนธรรพ์ พยายามกล่อมให้เขาเคลิบเคลิ้มด้วยโอสถทิพย์ให้เขาเอร็ดอร่อยกับโอสถทิพย์ให้ได้แตมันเป็นยาขมมาก เขาก็เลยลืมโอสถทิพย์ของอาตมา อาตมาก็ปรุงสุดฤทธิ์แล้วนะ อาตมานี่ปรุงสุดฤทธิ์รสชาติเป็นธรรมรสระดับ “นัวคัก” กลมกล่อมสุดๆ เท่าที่อาตมามีภูมิ อาตมาเป็นแม่ครัวพ่อครัวเอง ทำให้มีรสธรรมะ ที่เป็นวิมุติรส มันก็เลยไม่ค่อยจะถูกปากพวกโลกีย์เท่าไหร่ เขาว่าไม่ไหว รสมัน อ๋อนี่อาหารโลกต่างดาวเขากินอย่างนี้หรือ? คำว่าโลกลูกนี้กับโลกลูกอื่น อยังโลโก ปโรโลโก ที่ต่างกันต่างกันอย่างไร อาตมาบรรยายธรรมะมาเกือบ 50 ปีแล้ว ก็พยายามแยกโลกเหล่านี้ วิจัยวิจารณ์อธิบายให้ชัดเจนให้รู้ได้จริงๆว่า มันคนละโลกกัน จะใช้คำว่า ศิวิไล อาริยะ หรืออารยะ หรืออริยะ ก็เจริญ เจริญในระดบโลกียะคือเป็นผู้ที่ไม่ทุจริตธรรมสุจริตทั้งมวลทำจะดี แต่ก็ดีสุดสูงสุดกับความสุขที่สุด สุขสุดกับดีสุด ไม่มีนิพพาน ไม่มีสูญ เป็นนิรันดรมีตัวตน ดี อันนี้โลกุตระ ศาสนาพระพุทธเจ้าก็เข้าใจธรรมด้วยเป็นสมมติสัจจะต้องให้ดีตามโลกเขาที่เขายอมรับนับถือ แต่พอดีไปครึ่งหนึ่ง ไปถึงโลกุตระที่ชัดเจนขึ้นมาแล้วก็กลายเป็นโลกียะไปหมดก็เลยกลายเป็นมีแต่โลกุตระ มันก็เลยเป็นลูกศรคนละขั้ว เขาก็งง เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆอธิบายมา รับได้เขาก็รับ รับไม่ได้อาตมาก็จะพูดโลกุตระไปหาสูญ นี้บ่อยและเร็ว เดี๋ยวก็บอกว่ามาเป็นคนจนเดี๋ยวก็บอกว่ามาสูญแล้วอาตมาทำได้ด้วยนะ นอกจากทำได้แล้วทำให้สังคมกลุ่มมีพฤติกรรมวัฒนธรรมทำได้ด้วย วัฒนธรรมสังคมศูนย์ มีหมดมิจฉาอาชีวะ 5 นี่เป็นโลกโลกุตระ มิจฉาชีพ 5 ข้อ การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)

กุหนา ยกตัวอย่างธัมมชโยบอกว่าเอามาทำบุญให้หมดตัว จนคนฆ่าตัวตายไปเท่าไหร่แล้วยังไม่เอามาเปิดเผยบอกให้ปิดบัญชี คนก็เลยย่ำแย่ กว่าจะสะสมอีกต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเท่าไหร่ พวกนี้ไม่มีสูญเอาสวรรค์เเครื่องล่อ โลกหน้าของพระพุทธเจ้าไม่ใช่โลกของคนโลกียะ โลกียะนั้นมีโลกหน้า โลกหน้าของโลกุตระนั้นไม่มีผู้เป็นโรคของนิโรธ ดับเหตุของโรคด้วย โลกที่มีอยู่ เป็นโลกสมุทัยคือยังมีอยู่ ตั้งแต่มีเหตุคืออบายภูมิ ก็ต้องวนเวียนในอบายภูมิ คือโลกที่ทุจริต ขี้โกงทำชั่ว และโลกที่ติด โลกที่ต่ำที่สุดคือโลกทุจริง1แล้วเข้าใจผิดว่าโลกทุจริตน่าได้น่ามีน่าเป็น เขารู้สึกอย่างนั้นเลย เขาทุจริตแล้วรวย มีอำนาจ ได้อะไรตามประสงค์ เป็นอำนาจยิ่งใหญ่เลย อย่างที่เขาพยายามพากเพียรจะเป็นเจ้าโลกให้ได้อย่างเช่นโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแรงกว่าคิมจองอึน เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ เล่นสายเปิดทุนนิยม ส่วนคิมจองอึน ใช้อำนาจลด ไม่เอากับทุนนิยม เป็นเผด็จการ 100% เพราะฉะนั้นจึงอยู่ได้ ต้องบังคับให้จน เพราะฉะนั้น ประเทศเขาก็เลยยากจน เป็นลัทธิบังคับที่สุดตีกรอบที่สุด ใช้การบังคับสูงสุด ก็แล้วแต่เกาหลีเหนือกับประเทศอื่นๆที่เขาเปลี่ยนแปลงแล้วเพราะรู้แล้วอยากจะแก้ไขปรับปรุง หรือเลือกส่วนดีไปใช้บ้างก็มีดีชั่วสองอย่างนี้ในโลกียะ ในโลกโลกียะทั้งหลาย ก็ศึกษาฝึกฝนปฏิบัติธรรมให้สังคมประเทศชาติอยู่กับดีชั่ว วนเวียน ไม่ออกมาจากความสุขความทุกข์ มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียวที่มารู้เรื่องความสุขความทุกข์แล้วดับความสุขความทุกข์หมดเป็นนิพพาน เลิกเป็นชีวะที่จะเป็นอัตภาพอยู่ในโลก สายที่ไม่สัมมาทิฏฐิเขาจะมี 2 สภาพ คือมีรูปนามแยกกันไม่ออก แล้ว เขาจะติดอยู่ที่สุข ชาวพุทธที่ยังแสวงหาความสุขอยู่ ชาวพุทธคนนั้นยังไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้ ชาวพุทธที่แท้หมดความสุขความทุกข์ จะต้องเข้าใจความสุขความทุกข์เกิดในจิตคือเวทนา จุดที่จะต้องศึกษาคือเวทนาเท่านั้นของศาสนาพุทธ เป็นสุดยอดหัวใจของศาสนาพุทธ ศึกษาจนกระทั่งรู้อาการความสุขความทุกข์แล้วลดเหตุที่ทำให้เราไปหลงติดความสุขความทุกข์ ความสุขความทุกข์แยกกันไม่ได้มันเป็นคู่หูที่แยกกันไม่ได้ ก็ต้องดับเหตุที่ทำให้เกิดสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม พระพุทธเจ้าฉลาดที่ให้คนได้เรียนรู้ที่ความทุกข์เพราะคนไม่ชอบก็ต้องดับเหตุของความทุกข์ ดับเหตุของความทุกข์หมดมันก็หมดความสุขไปด้วยเพราะมันเป็นคู่หูกัน เมื่อดับแห่งทุกข์ความสุขก็หมดไปด้วย อทุกขมสุข เป็นฐานพื้นที่ตั้งของศาสนาพุทธจึงอยู่ที่ความไม่สุขไม่ทุกข์เรียกภาษาว่าอุเบกขา ทำจิตให้ไม่มีความสุขความทุกข์ไม่มีความสุขตรงไปทางกาม ทางอัตตา ตามธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่เป็นพระสูตรแรก ต้องชัดเจนอาการลิงคนิมิตอุเทสของเวทนาแล้ว เพิ่งรู้เวทนา 108 แยกเนกขัมมะ กับเคหสิตะ เข้าใจแล้วเรียนทีละคู่ จิตไปกระทบสัมผัสทางตา ก็เรียนรูป นาม หรือสัตว์หรือวิญญาณที่เกิดทางตา ที่มีเวทนาติดสุขติดทุกข์ บ้างออกไป ก็จะได้ผลอันนี้ แล้วเรียนรู้เหตุปัจจัยอื่นๆให้หมดความสุขความทุกข์ ทำไปเป็น 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เป็นร้อยเป็นพันเป็นแสนคนก็สมบูรณ์แบบขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณติดอยู่แค่แสนก็ทำแสนอัน คุณก็เป็นพระอรหันต์ แต่จริงๆแล้วถ้ามีปฏิภาณปัญญามันไม่ถึงแสนหรอก มันจะมีปฏิภาณปัญญาเห็นตัวที่ล้อเลียนกัน พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ย่อลงไปแล้ว จัดการกามโลกที่หมุนเวียนกับภายนอกเบื้องต้น คุณไม่มีเบื้องต้นก็ไม่มีเบื้องกลาง ปลาย คุณจะปลูกต้นไม้เอากลางต้นไปปลูก คุณจะปลูกได้อย่างไรก็ต้องเอาต้นลงที่พื้นดิน ก็ต้องหาต้นที่มีรากมีตอมาปลูก หากต้นที่เอายอดมาเสียบปลูกได้ ต้นปลูกได้ก็แล้วไป จะใช้ยอดมาปลูกก็ต้องปลูกที่ต้น เป็นลำดับแล้วจะดี ลัทธิที่ไม่มีต้นกลางปลาย คำว่ากามก็ดีเป็นเบื้องต้น คนที่หลับตาปฏิบัติเป็นพวกที่เอาปลายมาปฏิบัติก่อนจะเอาสุดยอดเลย ลัดเลย พวกนี้จึงไกลจากวิเวกมาก ไกลคือมันไม่ใกล้เลย ทูเร วิเวกา มันไกลคือ มันไม่ใช่ใกล้ ไกลแสนไกล คำว่า ไกลจากวิเวก มีความว่า นรชนนั้นใด เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำอย่างนี้ อันกิเลสมากปิดบังไว้อย่างนี้ หยั่งลงในที่หลงอย่างนี้ นรชนนั้นย่อมอยู่ไกลแม้จากกายวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากจิตตวิเวก ย่อมอยู่ไกลแม้จากอุปธิวิเวก คืออยู่ในที่ห่างไกลแสนไกล มิใช่ใกล้มิใช่ใกล้ชิด มิใช่เคียง มิใช่ใกล้เคียง. คำว่า อย่างนั้น คือ ผู้หยั่งลงในที่หลง ชนิดนั้นเช่นนั้น ดำรงอยู่ดังนั้น แบบนั้น เหมือนเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก.

พวกหลับตาไม่มีทางปฏิบัติที่จะไปสู่วิเวก เพราะไม่เข้าใจคำว่ากายวิเวก ตื้นแค่เอาร่างกายตัวตนทั้งร่างออกไปปลีกไป ปลีกแยกไป ออกไปจาก คำว่าวิเวก กับเนกขัมมะเป็นไวยพจน์ ออกไปจากกายไม่ได้ก็เอาตัวเขาไปป่าเขาถ้ำป่าช้า ไปเดินผู้เดียวอยู่ผู้เดียว นั่นเขาว่าเขาวิเวกกาย พระพุทธเจ้าไม่ได้เน้นที่ร่างเลยสำหรับคำว่ากาย ก็ไกลจากวิเวกเลย เขาไม่รู้จักวิเวกแท้จริง กายวิเวกไม่ต้องไปเอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำ ก็ปฏิบัติกับสิ่งภายนอกที่ไปติดยึดเกาะเกี่ยวคุณสัมผัสอยู่แต่คุณก็มีจิตที่หลุดพ้นเหนืออยู่ไม่ได้หนีไปไหน ไม่ได้ไปไหนแต่ทำจิตให้เป็นจิตใจที่ไม่มีเพื่อนสองอยู่แต่ผู้เดียว มันไม่มีพยัญชนะจะเรียก เมื่อกี้นี้ก็บอกว่าอยู่ผู้เดียวบิณฑบาตผู้เดียวแต่ไปโทษว่าอยู่ผู้เดียวไม่ถูก แต่นี่บอกว่ามีจิตที่เป็นผู้เดียวไม่มีเพื่อน 2 แต่คำว่าผู้เดียวอันนี้ไม่ต้องเอากายไปบิณฑบาตคนเดียว จะอยู่กับใครคนอื่นได้อยู่กับการบิณฑบาตกับหมู่ก็ได้แต่จิตไม่มีกิเลสไม่มีเพื่อนสอง

การที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้แยกกายแยกจิตตั้งแต่เริ่มมาบวช ก็ต้องเรียนเพื่อให้ถึงนิพพาน ท่านก็ให้แยกกายแยกจิตเป็นอันแรกเลย การแยกกายแยกจิตผู้รู้อุปัชฌาย์ต้องให้กรรมฐานให้แยกรู้ว่าอะไรที่เป็นกายอะไรไม่เป็นกาย ต้องแยกเลย อะไรไม่เป็นกายเลยแม้แต่พีชะก็ไม่ใช่ แม้จะติดกับชีวะ แต่มันไม่ใช่กายเราแล้วเป็นพีชะก็ต้องรู้อีก เพราะฉะนั้นก็มีความทุกข์ความสุขอยู่ที่จิตเท่านั้น จึงแคบเข้าจะศึกษาทุกข์สุขก็ต้องศึกษาที่จิต หากไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นพีชะ แต่เป็นจิตนะ การศึกษาให้ถึงนิพพานต้องรู้การแยกกายแยกจิตนี้ เคยมาบวชพระพุทธเจ้าท่านให้อุปัชฌาย์สอนให้รู้จักการแยกกายแยกจิตให้รู้จักนิยาม 5 หากอุปัชฌาย์ไม่มีความรู้เรื่องนิยาม 5 อุปัชฌาย์นั้นเป็นอุปัชฌาย์เป็ดอุปัชฌาย์เต่าไข่ทิ้งเลย

คนมาว่าอาตมา โพธิรักษ์บวชไม่ถึง 10 พรรษาตั้งตัวเองเป็นอุปัชฌาย์ อาตมาว่าอาตมาเป็นอุปัชฌาย์ที่จะสอนลูกศิษย์ให้รู้จักนิยาม 5 อุตุนิยาม พีชะนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ตัวอาตมาเป็นอุปัชฌาย์แท้ แต่ทั่วไปเขาจะสอนให้ลูกศิษย์แยกกายแยกจิตได้อย่างสมาธิได้หรือไม่ ...เขาสอนเป็นเพียงพิธีการเท่านั้น หรือสอนให้เป็นแค่โลกียธรรม เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปอันเป็นสามัญไม่ใช่แบบโลกุตระ ต้องเรียนรู้ขณะเป็นๆ ขณะนี้คุณผัสสะกับสิ่งนี้แล้ว เรื่องนี้เป็นสิ่งชั้นต่ำ เป็นการพนันสิ่งเสพติด ไปกินหมาก สูบบุหรี่ ก็แค่นี้คนก็รู้ว่าเป็นสิ่งเสพติดเป็นของตื้นแต่เขาก็ไม่รู้กันเลยคนยังติดหมากบอกว่าเป็นพระอรหันต์ มันเลยแย่เลย ขณะนี้สามัญ ก็รู้ ขนาดกินไม่หยุดปากก็ไม่รู้ว่าตัวเองเสพติดอยู่ แค่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ยังไม่รู้จัก แล้วไปหลงกันว่าเป็นพระอรหันต์จะไม่ให้อาตมาถล่มได้อย่างไร เพราะเขาเข้าใจผิดกันจริงๆจะไปงมงายขนาดนั้น สมณะเดินดิน...ก็ต้องเห็นใจเขา แค่คำที่พ่อท่านสอนว่า ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านเป็นอันเดียวกันอาจจะมาก็คิดว่าเป็นคนละอย่างกันก็เป็นการยึดถือคนละอย่าง พ่อครูก็อธิบายว่าประโยชน์ตนคือการลดละกิเลสเมื่อกิเลสตัวเองน้อยลงก็ช่วยคนอื่นได้มากมันก็เป็นอันเดียวกันแต่เราเข้าใจแค่เพียงภาษา ก็ยึดภาษา

พ่อครูว่า...ความจนนี้เป็นเศรษฐศาสตร์ เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ คนที่ทำพฤติกรรมของตัวเองให้เป็นคนมากน้อยไม่สะสม เป็นคนวิริยารัมภะ ขยันพากเพียร จิตใจเป็นคนยินดีในความน้อย น้อยก็พอ สันตุฏฐิ เป็นคนมีชีวิตเรียบง่ายสบายเป็นคนเจริญ สุโปสะ สุภระ ขัดเกลาแต่ตัวเองเป็นคนที่มีอาการน่าเลื่อมใส ปาสาทิกะ อย่างอาตมาเป็นคนที่มีกายกรรมวจีกรรมเป็นคนน่าเลื่อมใสเขาก็หาว่าอาตมาอีก ว่าอาตมาพูดแรง แต่แรงขนาดนี้ยังไม่เข้าเลย จะให้อาตมาทำอย่างไร เดี๋ยวก็รำคาญอาตมา ต้องเอาให้จริงเปรี้ยงๆให้ตาเขียวใส่อาตมาเลย อาตมาจะยิ้มหวานใส่ เดี๋ยวจะหาว่ายั่วอีก 621018_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมรสอันนัวคักปรุงโดยสมณะโพธิรักษ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน