สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน วิเวก 3 เป็นไฉน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน วิเวก 3 เป็นไฉน สมณะมือมั่นว่า..สายหลับตาจะเห็นว่าจิตวิเวกสำคัญกว่ากายวิเวก อุปธิวิเวก เขาเลยอยากรู้ว่าสภาพจิตวิเวกเป็นอย่างไร พ่อครูว่า...จิตวิเวก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 29 หากไม่รู้จักวิเวก 3 นี้ไม่มีทางไปถึงนิพพาน
ผู้ที่ข้องในถ้ำ ถ้ำคือมิจฉาทิฏฐิที่ปฏิบัติวิเวก จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา (เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาสทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิ เป็นต้นเป็นสกทาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกันกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น เป็นอนาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียดกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น เป็นอรหันตบุคคลมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก.
อรหันต์อาศัยอนุสัยที่ดี อนุสัยกุศลต่อได้ ค
อ่านต่อ
ือจิตที่ฝังไว้ก้นบึ้งของจิตยังไม่ทิ้งง่ายๆ แต่เป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์แล้วไม่มี สยะได้ สก สว สย สก คือตัวตนโลกๆหยาบเลย เช่นสักกายทิฏฐิ สว คือ ตัวตนที่มีพลังงาน ว คือพลังงานระดับที่ 4 ของเศษวรรค ส่วน สย เป็นพลังงานตัวที่ 1ของเศษวรรค ย คือตัวเล็กสุดปลายสุด ถ้ามีพลังงานถึงขั้น 4 แยกยาก คือสว ยิ่งไปเป็น สก คือตัวตนหยาบสุด สว คือตัวตนรองลงมา สย คือตัวตนอาศัยสุดท้าย คืออนุสัย เป็นอรหันต์แล้ว เป็นพระโพธิสัตว์จึงอาศัยสิ่งนี้ อา คือลากมันไป ที่จริงจะ อ สยะ คือไม่มีสยะได้แต่ก็ใช้มันต่อไปก็ได้
อนุสัยเป็นตัวลึกซึ้งปลายมาก อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 จึงแยกแยะความละเอียดของอนุสัยกับอาสวะได้ คนที่ยังภูมิไม่ถึงก็ยังไม่ต้องไปข้องใจ เรายังเข้าใจไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราบันทึกในฮาร์ดดิสก์แล้ว สักวันหนึ่งก็อาจจะใช้ได้รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ไม่เสียหลายหรอกใช้ได้
มีคำว่า และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก มีคำว่าภายนอกด้วย อธิบายได้ว่าหักไปปฏิบัติจิตวิเวกนี้ไม่มีภายนอก มันผิดแล้ว สายที่ออกป่าแล้วเห็นว่าวิธีปฏิบัติคือการนั่งหลับตา คนก็นั่งหลับตาทำรูปฌานอรูปฌานแบบโลกียฌานก็จม นอกจากออกสู่ป่าแล้วยังอยู่คนเดียวกินคนเดียวขี้คนเดียว ยังไม่พอยังไปนั่งหลับตา ลึกเข้าไปอีกจมเข้าไปอีกไม่มีภายนอกคุณก็ไกลจากวิเวก ไกลแสนไกลห่างออกๆ นี่คือการปฏิบัติสามัญของพวกนั่งหลับตาปฏิบัติพระป่า แม้แต่หมากพลูก็ยังเสพติดคาปากจนตาย ขออภัยที่ต้องพูดความจริงหมายถึงใครก็คงจะเข้าใจที่เอาเป็นตัวอย่างมายืนยันก็ต้องขอขอบคุณมหาบัว อาตมาถือว่ามหาบัวไม่อาการหนักคือคงพอรู้อยู่ หลงตัวเองจริง คงพอรู้อยู่ว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่เกี่ยวกับการติดการยึด เข้าใจการหลับตาปฏิบัติปึ๊งๆๆ มีอาการโลดโผนฆ่ากับกิเลสนี่หกคะเมนตีลังกาดูแล้วเหมือนหนังจีนหนังตลก มันไม่เป็นระบบไม่มีภาษาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ เขาเรียนเปรียญมาบ้าง ก็เลยเอามาเป็นตัวอย่างก็ต้องขอบคุณที่ให้อาตมาเอามาอ้างอิงยืนยันประกอบ ก็สงสารไม่ได้ไปลบหลู่ไม่ได้ไปถล่ม ที่พูดนี้ฟังดูเหมือนถูกถล่มเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด มันเป็นสัจจะ อาตมาถล่มสัจจะที่มันผิด แต่ที่ตัวมหาบัวนั้นอาตมาสงสาร แม้แต่ธัมมชโยหรือทักษิณอาตมาก็สงสาร ก็เป็นสิ่งที่ผิดจึงต้องพูดกระหน่ำซ้ำซากพูดให้แรง ให้เข้าใจให้ได้ ว่าติดหยาบอยู่เลย จะไปไหนไม่รอด สรุปจิตวิเวกคือไม่ต้องไปออกป่าเขาถ้ำ ซึ่งเป็นกายวิเวกที่ผิดตั้งแต่เบื้องต้น ไปอยู่ในเขาถ้ำนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ต้องเปิดทวาร 5 มีกามคุณ 5 แต่นี่ไม่ได้เรียนตั้งแต่เบื้องต้นตาหูจมูกลิ้นกายไม่ได้เรื่องไม่ได้พิจารณาไม่ได้เข้ามาปฏิบัติเลย จมเข้าไปในจิตแล้วจมแบบมิจฉาทิฏฐิด้วย มีการสะกดจิตสมถะไม่มีทางเป็นวิเวกไม่มีทางได้ปัสสัทธิ ได้แต่สมถะอย่างเดียวที่เป็นของเดียรถีย์ หากสัมมาทิฏฐิจะวิเวกอย่างสัมมาทิฏฐิ ปัสสัทธิ แต่คุณไกลจากวิเวกแล้วจะเอาปัสสัทธิมาจากไหน ได้แต่สมถะอย่างเดียว เป็นสงบแบบเดียรถีย์ สงบสมถะไม่มีทางหมดไปจากโลกหรอกแต่สงบปัสสัทธินั้นหากไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติไม่มีหรอก หรือว่าสัตบุรุษที่สืบสานสืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิมีอยู่ก็ไม่มีโลกุตระ หากไม่มีโพธิสัตว์ก็จะมีอะไร หากไม่มีอรหันต์ก็จะมีพระอนาคามี หนักเข้าไม่มีพระอนาคามีก็มีแต่พระสกิทาคามี หนักเข้าไม่มีพระสกิทาคามีก็มีแต่พระโสดาบัน หนักเข้าก็ไม่มีพระโสดาบันอีกก็มีแต่มิจฉาทิฐิปุถุชน ศาสนาพุทธโลกุตระก็หมดสิ้น สรุปอีกที กายวิเวก ไม่ต้องเอาร่างกายออกป่าเขาถ้ำ แต่ให้มีสัมผัสเป็นปัจจัยแล้วปฏิบัติไปทีละปริเฉท ทีละกลุ่มหมู่ ศีลข้อ 1 เป็นต้น หรือ 3 ข้อสมบูรณ์หน่อย ปฏิบัติอย่างเป็นฐานที่บริบูรณ์สมบูรณ์แล้ว อันนึงเกี่ยวกับสัตว์ อันนึงเกี่ยวกับของ อันหนึ่งเกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกาย สามข้อนี้อาตมาก็สรุปให้ฟัง แล้วก็แบ่งทำไป จะเน้นศีลข้อ 1ก็ได้ ได้แล้วจะมีโครงสร้างของที่ได้แล้วปฏิบัติละกิเลสได้อย่างนี้เกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับของ ปฏิบัติเกี่ยวกับของและพืช ที่ไม่ใช่สัตว์ ให้รู้ว่าเป็นเพียงอุปกรณ์อาศัยชีวิตทำขึ้นมาเป็นลาภโดยธรรม แต่ไม่ทุจริต เข้าใจทุจริตให้ได้ จริตอย่ามีทุ ให้สุจริตไป ศีลข้อที่ 3 เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกาย เลิก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสออกมา กิเลสมันอยู่ในนี้ อันนี้จะบอกว่าเป็นเบื้องต้นก็ได้จะบอกว่าเป็นเบื้องปลายก็ได้ในฐานของ กามคุณ 5 เช่น คนติดในรสของราคะ รสของกาม ไปเกี่ยวกับสัตว์ สัตว์ที่เป็นผู้หญิงคุณก็มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เกี่ยวกับผู้หญิงเป็นต้น ข้อที่ 3 จึงเป็นเรื่องของราคะ ส่วน ศีลข้อที่ 2 เป็นเรื่องของการทุจริต เอาหรือไม่เอา แย่งหรือให้ ปฏิบัติธรรมไปจะรู้มุมเหลี่ยมในการปฏิบัติคู่ไหนในการปฏิบัติอย่างไร หรือสามเส้า คุณเป็นประธานและปฏิบัติไปหรือว่ามีสิ่งอื่นมาเกี่ยวข้อง คุณก็มีปฏิภาณปัญญาสมรรถนะแยกแยะได้ไม่สับสน สามเส้า สี่เส้ามีห้าหน่วยหกหน่วย คุณก็มีปัญญาจัดการได้ในแต่ละปริเฉทที่ควรจะปฏิบัติก็อย่าไปเอามากเกิน แค่ 5 หรือ 6 ก็พอแล้ว ถ้า 7 นี่ต้องเก่ง ถ้าจะมีองค์ประกอบถึง 7 อย่าง 7 คือสามเส้าของอันแล้วมีเพิ่มอีกตัวหนึ่ง ก็หนัก หากคุณสามารถทำเสร็จได้เก่งคุณก็ทำ 8 9 ได้ ทำ 8 9 ได้คล่องก็สำเร็จได้หมดทั้ง 9 หน่วย ทำสำเร็จก็เป็น 0 ไปเรื่อยๆ ต่อไปเป็น 10 20 30 ตามสังขยาเลข ที่มีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ สู่แดนธรรมว่า...อย่างนี้เขาถึงว่าพ่อท่านทำให้คนงง พ่อครูว่า...อาตมาไม่มีเจตนานั้น แต่คุณโง่ไม่รู้ว่าอาตมาไม่ได้เจตนา คุณตู่ว่าอาตมาเจตนาทำให้คนงง คุณบาปนะ ตู่ผิด
_สู่แดนธรรม...ผมติดตามศึกษาพระสูตรที่พ่อครูกำลังสอน พระสารีบุตรได้ว่าไว้ จิตวิเวก อุปธิวิเวกต่างกันอย่างไร จิตวิเวกท่านเน้นการหลีกออกจากอาสวะอนุสัย อุปธิวิเวก ท่านพระสารีบุตรว่าไว้ สองแบบ คือของอรหันต์เก๊กับของพระโพธิสัตว์ อุปธิวิเวก ของอรหันต์เก๊ไม่สามารถระงับสังขารทั้งปวงได้ แต่โพธิสัตว์ไม่ระงับหมดแต่สมาทานต่อพุทธภูมิได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ได้ แม้แต่ พระพุทธเจ้าก็อาศัยวิภวตัณหาในการสร้างศาสนา คนก็ท้วงอาตมาว่าพระพุทธเจ้าไม่มีปัญหาแล้ว อาตมาพูดเกินภูมิที่เขาจะเข้าใจได้ เขาไม่รู้พอ การรู้พอจนมั่นใจ จนอาจหาญจะกล่าวได้นี้ พระพุทธเจ้าท่านว่า อาสโภ คือกล้าหาญหนอๆ เป็นคำบาลีที่แปลว่า ผู้ที่อาจหาญแกล้วกล้าในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ท่านตรัสเรียกตระกูลของท่าน สักกะ มีเหตุการณ์โอรส ธิดา ถูกขับออกไป ก็เลยแต่งงานกันเอง กลัวตระกูลจะปนเปกับตระกูลอื่น เขาถือว่าบริสุทธิ์ ก็จึงเกิดตระกูลสักกะขึ้นมา แล้วก็สร้างตระกูลศากยบุตร จนกระทั่งเจริญขึ้นมาเป็นศาสนาพุทธของพระสมณโคดม ถูกขับออกมาแล้วก็ยังมาสร้างอาณาจักรเจริญขึ้นมาได้ พระราชบิดาจึงอุทานบอกว่า อาสโภ ศากยะ พวกตระกูลศากยวงศ์นี้อาจหาญแกล้วกล้าหนอ หรืออาตมาเกิดมาหัวเดียวกระเทียมลีบในยุคนี้ แล้วมาพูดยืนยันสัจธรรมที่มันสูญหายไปแล้วในมนุษย์ อาตมาเอาของตัวเอง สยังอภิญญา เอาโลกุตรธรรมมาประกาศเป็นไก่ตัวพี่ เป็นคนแรกในยุคนี้ ก็ประกาศหาไก่ตัวพี่กว่าใหญ่เก่งกว่าก็มาแสดงตัวสิ ถ้ายุคนี้ผู้เป็นพี่อาตมาก็ต้องประกาศได้อย่างอาตมา ก็ไม่เห็นพี่ มีแต่น้อง ขแต่ไม่ระบุตัวตน มีโพธิสัตว์ผู้น้องเกิดมา หรือถ้ามีผู้สูงกว่าก็ต้องเกิดหมู่กลุ่มอย่างอาตมา ขอพาดพิงถึง ติชนัทฮัน ได้ข่าวว่าเขาพาดพิงถึงอาตมาว่าเข้าใจอาตมา แต่ไม่ได้รู้รายละเอียดทีเดียว ก็แสดงว่า ท่านติชนัทฮัน ชักรู้ว่ายุคนี้มีพระโพธิสัตว์เกิด แต่ท่านเป็นสายมหายานแต่ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่ข้อมูลอาตมายังไม่มากพอพูดมากไปจะผิดพลาด จบ621021_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 76