651212 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 6 พ่อครูพบ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
651212 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 6 พ่อครูพบ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ https://www.boonniyom.net/52627.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1vy1ItEKFt5S7ipaMWUsLnwr5wEBXNES9B8CqW9a6YUg/edit?usp=sharing
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1ua9gmaQ8BrmH5yw7Xbe8DKXUXxHKjJqy/view?usp=share_link
ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/gRp1wzKCfAU และ https://fb.watch/hmS0erK96P/
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน จิตวิญญาณนำมนุษยชาติ นำสังคม นำประเทศ พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน เจอกันในรายการปรับทุกข์ปลุกธรรม วันนี้วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2565 แรม 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีขาล ที่บวรราชธานีอโศก อากาศเขาบอกว่าจะเย็นลงถึงตัวเลข 19 องศา ที่อื่นก็อาจจะไม่เท่ากันทีเดียว เมื่อคืนมีถึง 17 ตอนเช้ามืด ก็ลองดู เย็นๆนี้อาตมาชอบ แต่ไม่ค่อยกินกันกับสังขาร สังขารมันจะมีจุดบอดจุดไม่ดีเมื่อเจอกับอากาศเย็นแล้วจะไอมากหน่อย ก็เป็นไป อ้าว บ่นเสร็จแล้วก็เริ่มต้นรายการกันได้แล้ว อาตมาก็ไม่ช่ำชองในเรื่องของวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องที่จะคิดว่า คุณคงจะตั้งใจจะพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ เกี่ยวกับความจริงที่ถูกบิดเบือน ซึ่งอาตมาว่าเป็นงานที่จะหยิบเอาความจริงอันนี้ มาไขต่อมนุษยชาติโดยเฉพาะคนบาป คนบาปคือ คนที่ทำความผิด ที่ทักท้วงหรือ เจตนาจะถล่มทลายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีอยู่จริงปรากฏจริงแล้วเขาก็แสดงตัว มีความพยายามถึงขั้นที่จะล้มล้างสถาบันกษัตริย์เลยทีเดียว มันมีจริง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปพูดลอยลมพูดเล่นพูดหัวอะไร มันเป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อาตมาอยากจะพูดก่อนที่ ดร.อานนท์ จะได้พูดอะไรดีๆ สาธยายดีๆต่อๆไป เพราะอาตมาคงจะไม่คล่องไม่เก่งในเรื่องประวัติศาสตร์ ไม่เก่งในเรื่อ
อ่านต่อ
งวิชาการ พวกนี้เป็นข้อด้อย ก็คงจะไม่ตรงกันนัก อาตมาว่า อาตมามีความรู้เรื่องธรรมะ เป็นอย่างเอก นอกนั้นก็อาศัยอยู่กับสังคมบ้างเท่านั้นเอง แต่เรื่องงานหลักของอาตมาคือธรรมะ เกิดมาชาตินี้ ปางนี้ก็รู้ตัวเองแล้วก็ทำมาตลอด ก็คงจะทำไปจนตาย เริ่มต้นตั้งแต่พอรู้ตัว ลิงลมอมข้าวพองได้ 36 ปี มีชีวิตอยู่ในทางโลกมา เป็นฆราวาสอยู่ 36 ปี จากนั้นมาจนถึงวันนี้ อายุ 89 ย่างแล้ว 53 ปี ก็ยังตั้งใจที่จะทำต่อไป อาตมาเห็นดีเห็นงามมากเลย เพราะอาตมานี้ศรัทธา เคารพ ยกย่อง เชิดชูสถาบันกษัตริย์ เพราะมันเป็นสถาบันของมนุษยชาติ ที่จะต้องมีอยู่ในสังคมมนุษยชาติ ถ้าประเทศใดสังคมใดก็ตาม ไม่มีสถาบันกษัตริย์ ไม่มีกษัตริย์ ซึ่งมันไม่ได้ สถาบันกษัตริย์เกิดมาเป็นอย่างธรรมชาติตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อมนุษย์มีสังคมกลุ่มขึ้นมา ก็มีหัวหน้า ขออภัยนะอาตมาขอพูดนำไปก่อน เกิดมาเป็นสังคมก็เริ่มมีหัวหน้า ตั้งแต่ครอบครัวเลยก็มีหัวหน้า ถ้าครอบครัวใดไม่มีหัวหน้าเป็นหลัก ครอบครัวนั้นก็ไม่ขยาย ไม่เจริญ ไม่พัฒนา ครอบครัวใดที่มีหัวหน้า เจริญแข็งแรง เป็นหลักได้ดี ครอบครัวนั้น ตระกูลนั้นก็จะเจริญเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเป็นสังคมกลุ่ม มีสังคมกลุ่ม ก็มีหัวหน้า ซึ่งในความเป็นหัวหน้าของสมัยดึกดำบรรพ์จริงๆก็จะเป็นคนเก่งทางหมอผี เรียกศัพท์ว่า หมอผี ที่จริงก็คือเป็นคนเก่งในทางที่จะมีปัญญา มีความรู้ในเรื่องของนามธรรม ที่เขาไม่รู้ตัว แล้วเขาก็ถือว่านามธรรมที่เป็นพลังงานศักดิ์สิทธิ์ หรือหมอผี เป็นผี เขาเรียกผีหรือเทวดาก็ตาม เขาก็จะใช้อันนั้นเป็นเครื่องนำ หมอผีหรือหัวหน้าเผ่า หัวหน้าหมู่ ผู้ใดที่มีความรู้ในเรื่อง สรุปง่ายๆก็คือ ธาตุวิญญาณ มีความรู้ทางด้านนามธรรม ทางด้านจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นนามธรรมหรือจิตวิญญาณจะเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จะนำพาเข้าไป เพราะฉะนั้นคนที่มีความรู้ที่ถูกต้อง เป็นวิญญาณที่รู้จักใช้ แบ่งวิญญาณหรือธาตุนามธรรม นำมาใช้เป็นกุศลหรืออกุศล ก็จะใช้เป็น ก็ทำกุศล กรรมต่างๆที่เกิดจากกุศลกรรมมันก็เจริญพัฒนาขึ้นมา แต่แน่นอนคนที่ยังไม่เก่งทีเดียว ก็ยังมีกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ถ้าเก่งมาก กุศลก็มีมาก เจริญขึ้น เจริญเร็ว เจริญและพัฒนาขึ้นมา สรุปตรงนี้ก่อนว่า จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จิตวิญญาณนำมนุษยชาติ นำสังคม นำประเทศ จิตวิญญาณนำอย่างนี้จริงๆ เพราะฉะนั้น จิตวิญญาณจึงสำคัญ จิตวิญญาณจึงสำคัญมากสำหรับมนุษย์ สำหรับสังคมมนุษยชาติ สำหรับประเทศทุกประเทศ จิตวิญญาณนี้แหละ ตัวแทนของจิตวิญญาณ คือ กษัตริย์ ตัวแทนของความผิดเพี้ยน คือ ประธานาธิบดี เมื่อมาเป็นสังคมการเมือง มาเป็นสังคมรัฐศาสตร์ที่เป็นเทวนิยม แล้วก็อวดดี ไปเป็นตัวตน อวดดีไปเป็นอัตตา ก็เบ่งไปเป็นประธานาธิบดีจนสำเร็จ เมื่อเป็นประธานาธิบดี ก็เกิดเป็นระบบของการบริหารปกครอง แล้วเขาก็เรียกว่าประชาธิปไตยที่มีอิสรเสรีภาพสมบูรณ์แบบที่สุด คือมันเป็นหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวนั้นก็คือ อัตตา อัตตา ก็กลายเป็นตัวหนึ่งเดียวที่เข้าไปสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเผด็จการเต็มรูปแบบ แต่เขาไม่รู้ตัวหรอก มันซับซ้อน เขาจะอ้างประชาชนขนาดใด มีวิธีการแบบใดก็แล้วแต่ เป็นองค์ประกอบขึ้นมา มีวิธีการเลือกตั้ง เป็นต้น มันก็ไม่สมบูรณ์แบบ ก็จะได้ค่อยๆขยายความไป ถ้าจะพูดต่อไป อาตมาถ้าจะพูดต่อไปกำลังเครื่องติดแล้วตอนนี้ มันจะไปเรื่อยยาว คิดว่าชั่วโมงครึ่ง เดี๋ยว ดร.อานนท์ ไม่ได้พูดอะไรเลย ก็ขอเว้นวรรคไว้ตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน แล้วก็ค่อยๆเติมค่อยๆต่ออะไรไป ซึ่งอาตมาเจตนาจะพูดอยู่แล้วเรื่องนี้จะขยายความไปเรื่อยๆในงานที่อาตมาจะทำต่อไปกับสังคมนี่แหละ จะขยายการเมืองรัฐศาสตร์ เกี่ยวกับรัฐศาสตร์ที่จะต้องมีประเทศที่มี 2 ขา เป็นวิธีการบริหารประเทศด้วยการเมืองหรือรัฐศาสตร์ที่เป็นประชาธิปไตย 2 ขา อาตมาใช้คำศัพท์นี้ อาตมาว่า อาตมาเป็นคนพูดเองนะ ประชาธิปไตย 2 ขา นี้ จะต้อง 2 ขา เพราะจะต้องมีกษัตริย์และจะต้องมีตัวแทนของประชาชน ในประเทศไทยเราหรืออังกฤษก็มีนายก บางประเทศเขาก็เป็นประธานาธิบดี หรืออย่างมาเลเซีย เขาก็จะมีแบบของเขา อาตมาไม่เก่งในความรู้เรื่องเหล่านี้ ก็คงพอพูดได้ตามประสาอาตมา คงไม่ด้อยเท่าไหร่ไม่ขี้เหร่นัก คงพอดูได้ ไปวัดสายๆได้ อาตมาก็จะวรรค เพื่อที่จะให้ ดร.อานนท์พูดเต็มที่ อาตมาก็จะแทรกถามไปบ้าง โดยจะให้คุณเป็นหลัก
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สู้กับความโกหกบิดเบือนด้วยความจริงและธรรมะ 2 ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... นมัสการพ่อท่านครับ สาเหตุที่เขียนหนังสือเล่มนี้ สถาบันกษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน พ่อครูว่า... ดีมากเลย ชื่อเรื่องก็ดี๊ดี ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... เพราะว่า เห็นว่าโลกนี้รักษาศีล 5 ไม่ได้ เริ่มต้นด้วยการโกหกบิดเบือน แล้วก็ทำร้ายใครคนใดคนหนึ่งโดยการโกหกพูดไม่จริง ผมก็ถือว่าเป็นกระบวนการทำบาปอย่างหนึ่ง พ่อครูว่า... ไม่ใช่อย่างหนึ่ง เป็นอย่างหลักเลย ไปสู่อะไรอย่างอื่นหมดเลย บาป ไปสู่อะไรอย่างอื่นหมดเลย พระพุทธเจ้าตรัสถึงขนาดว่า ผู้ที่โกหกทั้งๆโดยที่รู้ว่าตัวเองโกหก คนคนนี้ไม่มีบาปอะไรที่เขาจะทำไม่ได้ เขาทำได้หมดเลย พระพุทธเจ้าตรัสถึงขนาดนี้ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... ก็เห็นว่าวิธีการที่จะต่อสู้ อันนี้ความเห็นส่วนตัวของกระผมนะครับ วิธีการต่อสู้เรื่องโกหกที่ดีที่สุดคือการนำเสนอสัจจะ คือความเป็นจริงออกมา สู้ด้วยความจริง นอกจากการโกหก ก็มีการใช้คำพูดที่ส่อเสียด หยาบคาย แล้วก็เป็นคำพูดที่ เพ้อเจ้อ พ่อครูว่า... พวก Fake News หาเรื่องออกมาในติ๊กต๊อกนี้ มหาศาลเลย ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... ก็เลยคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปเถียง แต่น่าจะต้องเสนอความเป็นจริง ความจริงที่เป็นสัจจะ โดยเอาสัจจะมาสู้ ศัพท์ผมใช้ก็คือ ที่ชอบฟังเรื่องโกหกก็เหมือนกับการขังตัวเองไว้ในกะลา แล้วเรื่องโกหกบิดเบือนเพ้อเจ้อส่อเสียดหยาบคาย มันจะก้องวนเวียนอยู่ในกะลา กล่อมจนเขา มีความเชื่อว่าสิ่งที่โกหก เพ้อเจ้อ บิดเบือน ส่อเสียด เป็นเรื่องจริงทั้งหมด เพราะว่ามันก้องในหมู่ของพวกเขากันเอง วนไปก็วนมาก้องอยู่ในกะลานั้น เพราะฉะนั้น สัจจะเป็นเครื่องมือเดียวที่จะทุบกะลาให้แตกได้ แล้วทำให้คนตื่นจากภวังค์ของการโกหก ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ ออกมาได้ นั่นก็คือเจตนาที่เขียนหนังสือเรื่องนี้ ไม่อาจจะพูดได้ว่าสำแดงธรรม แต่ต้องการให้โลกได้รับรู้ว่าสัจจะความจริงคืออะไร แล้วก็คิดว่า ถ้าสัจจะได้สำแดงออกมา ข้อเท็จจริงนั้นจะทำให้ทุกสิ่งจบได้ นี่ก็เลยเป็นที่มาให้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาเขียน 2 ปีกว่า โดยเริ่มจากเขียนหนังสือเป็นบทความลงในหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็เขียนชี้แจง มีตั้งแต่เรื่องที่บิดเบือน เรื่องที่หยาบคาย เรื่องที่โกหกอย่างมากเลยก็มีด้วย แต่ว่าก็ไม่ได้ไปตอบโต้ไปด่าทออะไรเขา แต่นำเสนอว่าความจริงคืออะไร ตอนที่ บรรณาธิการชื่อคุณนิรันดร์ เยาวภา เป็น บก.หนังสือเล่มนี้ ตอนที่เขียนผมก็เอาข้อความที่โกหก บิดเบือน หยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ขึ้นมาเขียนด้วย แล้วก็บอกว่าความจริงหรือสัจจะคืออะไร แต่คุณนิรันดร์ เยาวภา เห็นว่า ถ้าเป็นหนังสือแล้วเนี่ย ให้บอกเล่าความจริงอย่างเดียว แล้วตัดข้อความที่โกหก ส่อเสียด บิดเบือน เพ้อเจ้อ ออกไปให้หมด บก.หนังสือเล่มนี้บอกว่า ข้อความเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ที่จะให้คนได้เห็นซ้ำอีก ผมก็ตกใจอยู่นิดนึงว่า แล้วคนอ่านจะอ่านรู้เรื่องหรือ ถ้าไม่รู้ว่าเขาโกหกหรือบิดเบือนอย่างไร แล้วหนังสือไม่ได้บันทึกสิ่งที่โกหกหรือบิดเบือนเอาไว้ คุณนิรันดร์ เยาวภา บก.เล่มนี้ ก็ใช้วิธีทำเป็นหมายเหตุเล็กๆว่า เกิดเหตุอะไรขึ้น เช่น มีคนใส่ร้ายพระเจ้าอยู่หัวเรื่องราชทัณฑ์ปันสุข สั้นๆประมาณ 1 บรรทัด ให้มีข้อความอธิบายต้นเหตุของการเขียนบทความ เป็นเรื่องสั้นๆ แล้วก็ให้คนได้อ่านแต่สิ่งที่เป็นความจริงกับสัจจะ ไม่ต้องไปอ่านสิ่งที่มันเป็นสิ่งที่โกหกบิดเบือน ตอนแรกๆ ผมตกใจนิดนึง กลัวคนจะอ่านไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อพอหนังสือออกมาแล้วได้ลองอ่านแล้วมีความรู้สึกว่า หลังจากที่บรรณาธิการเขาได้ edit ให้ไม่มีข้อความโกหกบิดเบือน เพ้อเจ้อ หยาบคาย ส่อเสียดเนี่ย มันทำให้คุณภาพหนังสือดีขึ้น แล้วก็อ่านด้วยความรู้สึกเบิกบานมากขึ้น พ่อท่านคิดว่าอย่างไรกับการไม่กล่าวถึงสิ่งที่มันไม่ถูกต้องเลย อยากฟังทัศนะพ่อท่าน พ่อครูว่า... มันก็น่าจะเป็นหลักก่อน คือ ในทุกๆสังขาร ทุกๆสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาในมหาจักรวาล มันเป็นสัพพสังขารทั้งหลาย สิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่ มาถึงวันนี้แล้ว โลกมันเป็นโลกสังคมกว้าง สังคมหลากหลาย ทั้งกว้างขึ้นและก็มีหลากหลายที่มีความแตกต่างกันอย่างมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นความหลากหลายที่แตกต่างกันมากมาย มันมาปรุงแต่งกันอยู่มันจึงมีความหลากหลายที่ทับทวีเป็นปฏิภาคทวีอย่างเกือบจะนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น เราจำเป็นที่จะต้องดึงเอามา ดึงเอาสิ่งที่จะต้องนำมาชี้แจงในแต่ละกรุ๊ป หรือในแต่ละบริบท ขึ้นมาเรื่อยๆแล้วเอามาแจกแจง จนกระทั่งย่อเข้าๆๆ ถึงสุดท้ายเป็น 2 เป็นคู่สุดท้าย ความแตกต่างของคู่สุดท้ายเป็นตัวจบ ในมหาจักรวาลนี้ ตั้งแต่เริ่มเกิดการขยับเขยื้อนขึ้นไป ถ้ากาละ ไม่เคลื่อนที่เลย กาละ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเคลื่อนที่เลย เมื่อไม่มีอะไรเกิด ไม่มีกาละ การเคลื่อนที่ไม่มี ความเป็น 2 ก็ไม่มี ความเป็น 2 จะเกิดเมื่อเริ่มมีกาละ .0000000001 ของวินาที เริ่มขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็เริ่มกาลขึ้นแล้ว จากกาละ ก็มาเป็นลักษณะที่คนจะรู้ คนจะจับเอาสิ่งที่เกิดในกาละนั้นขึ้นมา ก็เกิดเป็นตัวฐานะ เป็นตัวฐานะที่คนไปสำคัญมั่นหมาย ไปกำหนดเครื่องหมายว่าอันนี้เป็นอย่างนี้ เป็นหนึ่งเดียวอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ แล้วมันก็จะเกิดอย่างนี้ๆ อันนี้แหละ มากขึ้นๆน ก็เกิดเทศะ เกิดความแตกต่างกัน เกิดเพศ เกิดบวกเกิดลบขึ้นมา เมื่อมันเกิดบวกเกิดลบนั่นแหละ เริ่มต้น จากบวกลบเป็น พลังงาน E=C(MC 2 ) เป็นพลังงานกรุ๊ปแรกหรือว่าเป็น cyclic order 3 เส้า มีตัวที่เกิดเป็นวงวนเลยกับพลังงาน 2 ตัว คือบวกกับลบ คือ M กับ C และเมื่อมีแรงเคลื่อนที่ในระดับยกกำลังตามที่ไอน์สไตน์เอามาใช้ มันก็เกิดพลังงานปฎิภาคทวี ทบไปเรื่อยๆเป็นเท่าตัวๆๆ คูณๆๆ เป็น Coefficient ไปเรื่อยๆๆเลย นี่คือลักษณะของธรรมชาติใดๆ จิตวิญญาณของมนุษย์ก็นัยยะเดียวกัน จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวงที่อาตมาเริ่มเอาไว้ ตั้งแต่หัวหน้าเผ่า หัวหน้าครอบครัว จนกระทั่งมาเป็นผู้นำ เรียกว่าขุน เรียกว่าพระเจ้าแผ่นดิน อะไรขึ้นมา ในโลกทุกวันนี้ จนมันเกิดการแปรสภาพปรุงแต่งไป แล้วคนก็เข้าใจไม่ได้รอบ เข้าใจไม่ได้ครบถ้วน ก็เลยแก่งแย่งแข่งดีแข่งเด่นกัน กลายเป็นก๊กเป็นเหล่า กลายเป็นพวก 2 พวกอย่างใหญ่ๆ คือพวกผิดกับพวกถูก พวกดีกับพวกไม่ดี เป็น 2 พวกใหญ่ๆนี่แหละ อย่างไรสรุปลงไปก็จะเหลือ 2 พวกใหญ่ๆนี่ ตลอดเวลา มาเข้าเนื้อหาสาระที่จะพูดกันในเรื่องที่ว่า สถาบันกษัตริย์ ที่มีความจริงที่ถูกบิดเบือน อันนี้มันเป็นความตกต่ำ เป็นความเสื่อม แล้วสรุปได้ว่า เป็นความเลวของมนุษย์ได้ คนที่เขาทำ เจตนาตรงๆที่จะทำความเลวนี้ ด้วยเจตนาทำความเสื่อม ทำความทำลายให้มันสูญสลายไปเลย มีแน่นอน ที่เขาไม่ชอบใจที่จะให้มีสิ่งนี้อยู่ในโลก ในมหาจักรวาล ซึ่งมันเป็นความคิดของเขาที่เราห้ามไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้สัจจะ ถึงจะอย่างไรก็ตาม อาตมาก็ขอชี้ความเห็นความรู้ของอาตมาว่า ในโลก มันต้องมีคู่ มี 2 ต้องมีสภาวะ 2 ที่ต้องดำเนินไป ไปเดี่ยวมันเป็นความผิดพลาด เบ่งพลังงานเต็มที่ เดี่ยวโดยที่ไม่มีทศพิธราชธรรม ไม่มีคุณธรรม ไม่มีสิ่งที่ดีในผู้ที่เดี่ยวสูงสุดได้ ไม่มีทศพิธราชธรรมเลยไม่มีคุณธรรมเลย มันไปไม่ได้เลย อาตมาขอ hashtag ไว้นิดนึงตรงนี้ แล้วไม่ต้องต่อนะ ว่า #ให้สังเกตประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ ให้ดูพฤติกรรมผู้นำเกาหลีเหนือ เขาเป็นทั้งกษัตริย์ เขาเป็นทั้งประธานาธิบดี เขาเป็นทั้งหัวหน้าของพรรคคอมมิวนิสต์ เขาเป็นครบหมดทุกอย่างเลยในพลังที่เป็นหัวหน้าที่มีอำนาจเต็มในเกาหลีเหนือ แล้วเขาก็นำอะไรของเขาไป เขาจะมีความดีงาม มีส่วนเสี้ยวของทศพิธราชธรรมสักจุดใดจุดหนึ่ง เขามีอยู่บ้าง พอจะนำพาสังคมประเทศเขาไปได้บ้าง แต่เขาก็อยู่ในลักษณะของเขาซึ่งเป็นตัวอย่างองค์รวมแล้ว เขายังใช้อำนาจบาตรใหญ่เป็นตัวนำแล้วก็เพื่อจะทำให้ชีวิตของเขาและประเทศ พลเมืองของเขา ดำเนินไปได้ มันเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ อาตมาว่า ถือว่าอาตมามีเคราะห์หรือมีโชคไม่รู้ ที่เกิดมาในชาตินี้ ได้เห็นพฤติการณ์ของมนุษยชาติอันนี้ ก็ถือว่าเป็นโชค เป็นโชคที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่มันก็ดี มันได้รู้ เหมือนกับอาตมา แวะเข้ามาหาเมืองไทย มันก็เหมือนโชคหรือเหมือนเคราะห์อย่างหนึ่งที่อาตมาเห็นทักษิณ อาตมารู้จักตั้งแต่ทักษิณเริ่มต้นเข้ามาอยู่ในพรรคพลังธรรม เข้ามาตอนนั้นเลย เขาบอกว่าผมรวยแล้วพี่ ผมไม่โกง แต่เสร็จแล้วก็มาแสดงออกซึ่งเป็นตัวธาตุแท้ของเขา จนกระทั่งทุกวันนี้ก็เห็นธาตุแท้ของเขา ทุกวันนี้ยังแสดงออกมายังไม่หมด เขายังแสดงธาตุแท้ของเขาออกมาเรื่อยๆอยู่ จริงๆเขาควรจะหยุดแล้วพักแล้ว แก่แล้วชีวิตจะได้สบายๆ แต่เขาก็คิดไม่ได้ เขาก็ยังหลงใหลในอำนาจ แล้วแก้ตัวว่า ตัวเองไม่ผิด ตัวเองจะเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมาย เพื่อที่จะล้มล้างกฎหมายเดิมเพื่อให้ตัวเองเป็นคนถูก ซึ่งมันล้มล้างไม่ได้หรอก ความจริงก็คือความจริง คุณจะทำอย่างไรมันก็กลบเกลื่อนไปเท่านั้นเองแต่เขาไม่รู้ไม่มีปัญญาพอจะรู้สิ่งที่อาตมาพูดนี้ เขาก็ทำของเขาไปตามประสาเขาไปเรื่อย จนกว่าเขาจะตาย เขาก็ไม่รู้ตัว อาตมาไม่ได้แช่งแต่ขอพูดความจริงว่า เขาก็จะตายไปเหมือนกับเทวทัตที่ตาย ไม่รู้ตัวหรอก เพราะเขาเป็นธาตุ และเป็นทาสตัวเอง ในประเด็นนี้ตลอดไป ก็ให้คุณพูดต่อ เป็นทีของคุณบ้าง อาตมาวรรค
สื่อธรรมะพ่อครู ตอน โครงการราชทัณฑ์ปันสุขถูกบิดเบือนโดยขบวนการล้มเจ้าอย่างไร _ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... หนังสือ ก็เขียนตั้งแต่กระบวนการล้มเจ้า กระบวนการโกหกบิดเบือนว่าเขาทำเป็นทีมงานอย่างไรบ้าง พอเขียนออกมา ก็ทำให้เห็นว่า เขามีทั้งกำลังคน กำลังเงิน กำลังความคิด และมีคนที่มีความรู้ความสามารถ บางคนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มาช่วยในกระบวนการบิดเบือนเหล่านี้ โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ Social Media โลกไซเบอร์เป็นสงครามไซเบอร์ Cyber War Room ซึ่งจัดตั้งอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกันก็มีการรบโดยทำกิจกรรมบนโลกออฟไลน์ บนโลกของความเป็นจริงด้วย เพราะฉะนั้นก็จะมีโลกคู่ขนานคือโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์ เขาก็ทำการโกหกบิดเบือนขนานกันไป อย่างในโลกออฟไลน์ เขาก็ไปตั้งร้านกาแฟอยู่ติดกับมหาวิทยาลัย แล้วก็เอาผู้นำนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมาเป็นหุ้นส่วนร้านกาแฟ แล้วก็จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองเช่น ให้อ่านหนังสือซึ่งเป็นหนังสือโกหกบิดเบือน เช่น The King Never Smile และ The Revolutionary King: The True-life Sequel to The King and I แล้วมีการตอบปัญหาชิงรางวัลล่อใจด้วย iPad หรือ iPhone ทำกิจกรรมแล้วก็เอาข้อความโกหกเหล่านี้ ใส่เข้าไปบนโลกออนไลน์ด้วยเช่นกัน ขนานไปกันทั้ง 2 ทาง ทำให้เห็นว่า กระบวนการทำอย่างมีการจัดตั้ง แล้วก็มีการขับเคลื่อนโดยที่มีต้นทางความคิด หรือต้นธาตุต้นธรรมบางพวกที่อยู่ข้างหลัง แล้วก็คอยเป็นหลักคิดให้แก่เด็กๆ เด็กเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนเหล่านี้ โดยที่เด็ก สุดท้ายก็จะต้องติดคุกติดตะราง ผมก็มองว่าเด็กเป็นเหยื่อและน่าสงสารมาก เอาเด็กมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง คิดว่าเป็นการกระทำโดยส่วนตัวเป็นความโหดเหี้ยมและอำมหิตมาก เพราะว่าพ่อแม่ยังไม่กลั่นแกล้งลูกขนาดนี้เลย นี่เอาลูกชาวบ้านมาให้ติดคุก โดยให้ผลประโยชน์ หรือไม่ได้ให้ผลประโยชน์ก็ตาม ผมได้ยินมาว่า แกนนำบางคนที่อยู่ในกระบวนการแล้วเขามีความโกรธแค้นกลุ่มที่มีต้นทางความคิดเหล่านี้หลอกใช้ พยายามจะถอนตัวออกแล้ว แต่ก็ถอนไม่ได้ ฟังแล้วก็น่าเศร้า ความคิดเหล่านี้มันเป็นเรื่องน่าเศร้า มีแกนนำอยู่ไม่กี่คน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือเคยเป็นอดีตครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย นี่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ครูบาอาจารย์ใช้ลูกศิษย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่รู้ว่าในทัศนะทางพุทธศาสนา การที่อาจารย์ใช้ลูกศิษย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้วให้ลูกศิษย์ทำให้ผิดกฎหมายเป็นอย่างไรบ้าง พ่อครูว่า... ชั่ว ชั่วแน่นอน แล้วเขาจะมีวิบากบาปแน่นอน ในการทำชั่วทางสัจจะ โดยที่เขาไม่รู้เขานึกว่าดีก็มี ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ดีก็มี แต่เขาต้องทำเพื่อความอยู่รอดที่จะสร้างอำนาจ สร้างสิ่งที่เป็นวิถีทางของเขาที่เขาจะดำเนินต่อไป เขาใช้วิถีทางนี้ อย่างนี้ เขาก็จะก้าวหน้าต่อไปได้ เขาก็จะทำ _ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ว่า... แล้วกระบวนการนี้เขาทำอย่างต่อเนื่อง ในหนังสือจะมีส่วนของบทที่ 3 ที่เขียนเรื่องความจริงที่ถูกบิดเบือน ส่วนแรกพูดถึง โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ซึ่งถูกเอามาใส่ร้ายว่า พระเจ้าอยู่หัวเข้าไปก้าวก่ายกับราชการแผ่นดิน เป็นการแทรกแซงราชการแผ่นดิน ทั้งๆที่โครงการราชทัณฑ์ปันสุข เป็นการบริจาคทรัพย์สินส่วนพระองค์เพื่อซื้อเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับโรงพยาบาลในกรมราชทัณฑ์แค่นั้นเอง แต่ว่าเอามาถูกบิดเบือนว่า พระเจ้าอยู่หัวแทรกแซงราชการแผ่นดินของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งแท้จริง มันไม่ได้แตกต่างกันกับการทำกฐินผ้าป่า ซื้อของไปเข้าวัดอะไรอย่างนั้น เป็นแค่ราชการในพระองค์ ซึ่งถูกบิดเบือนว่าเป็นราชการแผ่นดินแล้วใส่ร้ายพระเจ้าอยู่หัว การกระทำแบบนี้ ผมคิดว่าไม่ถูกต้องก็เลยเขียนชี้แจง เพราะว่านักโทษในเรือนจำราชทัณฑ์ มีโรงพยาบาลราชทัณฑ์อยู่ที่เดียว อุปกรณ์อะไรก็ไม่ทันสมัย ขาดแคลนมาก คนเข้าไปอยู่ในคุกก็ลำบากมากอยู่แล้ว พระเจ้าอยู่หัวท่านเห็นสภาพนักโทษในคุกในเรือนจำซึ่งเจ็บป่วยซ้ำไปอีก ท่านก็ทรงพระเมตตาเห็นว่าควรจะมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการรักษาและดูแลนักโทษ ซึ่งไปเจ็บป่วยอยู่ในเรือนจำให้อยู่รอดปลอดภัยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ได้มีโอกาสกลับสู่โลกภายนอกอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็มีคนเอาไปบิดเบือนว่าพระองค์ไปแทรกแซงราชการแผ่นดิน ทั้งๆที่มีพระราชประสงค์เป็นราชการส่วนพระองค์ที่จะทำบุญ เวลาเราทำบุญทำกฐินผ้าป่าไปตามวัด บางทีก็อาจจะมีผู้ว่า รองผู้ว่ามาช่วยอำนวยความสะดวก แต่ไม่ได้เป็นการแทรกแซงราชการแผ่นดินแต่อย่างใด อย่างนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เขาโกหกและบิดเบือนเพื่อจะใส่ร้ายพระเจ้าอยู่หัว หนังสือก็ชี้แจงข้อเท็จจริงให้คนเข้าใจว่ามันเกิดการโกหกใส่ร้ายอย่างนี้ พ่อครูว่า...เรื่องนี้เป็นคุณต่อประเทศไทย เป็นคุณอย่างยิ่งก็ตรงที่ว่า จริงๆแล้วพระเจ้าแผ่นดินไทย โดยเฉพาะ ที่มีพฤติการณ์ในปัจจุบัน อยู่เป็น status quo คือในหลวง ร. 9 ที่เพิ่งจะสวรรคตไป ทรงงานมา 70 ปี มีพฤติการณ์ต่างๆที่เขาหยิบขึ้นมาจะดิสเครดิต จะมาทำลายมาบิดเบือนก็แล้วแต่ เขาก็หยิบมาผิดๆอย่างที่คุณว่านี่แหละ มันก็เกิดเรื่องที่ไม่ดี มันเป็นการจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม เขาทำในสิ่งที่ไม่ดี มันเป็นการทำลายที่บาป แต่เขาไม่รู้ จะว่าจริงๆ ซับซ้อน ก็น่าสงสารคนเขาโง่เขาไม่รู้ เป็นกรรม ตามประสาที่อาตมาเป็นนักธรรมะนี่นะ ก็เห็นเป็นกรรมเป็นวิบากของเขา มันน่าสงสาร แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าถ้าไม่ให้เขารู้ตัว ไม่ติ ไม่กำราบ มันก็ไม่ได้ มันต้องตำหนิ ต้องนิคคัณเห ต้องพยายามตำหนิเขา ข่มเขาให้รู้ตัวว่าเขานั้นผิด อาตมาก็แสดงอยู่ทำอยู่เท่าที่อาตมาเห็นควรที่จะทำต่อไป คุณคนหนึ่งที่เอาเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มาแสดงความจริง อาตมาขอสนับสนุนเต็มที่ว่า สถาบันกษัตริย์ต้องมีในสังคมมนุษยชาติ ไม่มีไม่ได้ มันจะกลายเป็นประชาธิปไตยขาเดียว เป็นสังคมมนุษย์พิการ สังคมพิการ ดำเนินไป เขาอ้างอิงแฝงๆ อย่างประธานาธิบดี มีการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมอย่างอเมริกา เป็นต้น ซึ่งต่างกันกับสังคมประชาธิปไตยของอังกฤษ ทั้งๆที่เขาเป็นพวกที่แตกแยกออกมาจากอังกฤษแท้ๆ มีรากฐานจากชาวอังกฤษแท้ๆ แต่เขาก็ไปประดิดประดอย เป็นระบอบประชาธิปไตยขาเดียวหรือว่า ประชาธิปไตยประธานาธิบดี ซึ่งมันลึกซื้งหลายอย่าง ซึ่งมันเป็นข้อผิดพลาดตั้งแต่คนแรก ตั้งแต่ประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน เป็นอะไรต่ออะไรมาซึ่งอาตมาเคยนำมาพูดไว้ก่อนแต่แรกแล้วว่า มันเป็นความผิดพลาด ที่ประธานาธิบดีเมื่อเสร็จสงครามกลางเมืองแล้ว เขาจะยกให้จอร์จ วอชิงตันเป็นกษัตริย์แบบเดียวกันกับอังกฤษ เพราะเขาเป็นชนชาติอังกฤษ แต่ประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน เอง เห็นว่าไม่ดี ก็เลยมาเป็นประธานธิบดี เอาระบบของประธานาธิบดีมาเกิดขึ้นที่ ในประเทศอเมริกาของเขาขึ้นมา ซึ่งมันก็บานปลายมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เขาก็ต้องพยายามหาวิธีตกแต่งระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีประธานาธิบดีของเขาขึ้นมา จนเขาเป็นตัวอย่าง มีมหาวิทยาลัย มีทฤษฎี มีตำรา มีคัมภีร์ เป็นประชาธิปไตยแบบที่เขาสร้างขึ้นมา แล้วก็มีอำนาจในโลกเพราะ เขาเก่งตรงที่เขาสร้างอาวุธ ได้ดีได้เก่ง ในทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก ที่ในหลวงของไทยเราท่านบอกว่า ก้าวหน้าอย่างมากๆอย่างนั้น เป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว อันนี้เป็นความซับซ้อนที่อาตมายังไม่เก่งจะขยายความออกไป แต่ค่อยๆขยายความไปเรื่อยๆ มันน่ากลัวจริงๆ เพราะความเก่งในเครื่องประหารคน แล้วประหารได้จริงๆด้วย จนกระทั่งมีประเทศอื่นหลงละเมอเพ้อพกสร้างแข่งกันตาม พวกที่ไม่รู้ตัว สร้างอำนาจ หลงอำนาจ หลงความเป็นใหญ่ หลงไปในทางโลกียะ คนเป็นโลกียะซะทั้งโลก เกือบทั้งโลก มีโลกุตระอยู่ในประเทศไทย แล้วเอนเอียงมาทางประเทศไทยน้อย น้อยจริงๆ มาเข้าสู่สถาบันกษัตริย์ ความจริงที่ถูกบิดเบือน ในเมืองไทยได้ถูกบิดเบือนไปไกลมาก จากความจริง โดยเฉพาะความจริงเฉพาะของรัชกาลที่ 9 ท่านทรงงานมา ซึ่งเป็นคุณของมนุษยชาติอย่างมากเลยที่ท่านทรงงานมา 3,000 - 4,000โครงการและทรงงานจริง เป็นรูปธรรม เป็นตัวอย่าง เกิดผลขึ้นมาให้แก่มนุษยชาติในประเทศไทยอาศัยและใช้ จนกระทั่งคนไทยที่มีราก มี root ของโลกุตรธรรม ของศาสนาหรือทศพิธราชธรรมในแต่ละคนด้วย ในมนุษยชาติแต่ละคนก็มี มีความจริงหรือมีพฤติการณ์ พฤติกรรมของความจริงความดีงาม มีศีล ตามทศพิธราชธรรม มันเป็นเรื่องที่พอสมควรแล้ว เป็นตัวที่จะขยายความครบ ครอบจักรวาลได้เลย 10 ตัวของ ทศะ คือ มันแตกต่างกันใน 10 พยัญชนะมันครบบริบูรณ์ดีแล้ว สรุปเข้าเป้าตรงนี้ว่า สังคมมนุษยชาติ ถ้าไม่มีผู้ที่มีคุณธรรมของทศพิธราชธรรม ตั้งแต่เริ่มต้นไม่ประสีประสา จนกระทั่งเป็นคุณธรรม 10 อย่าง ที่มีคุณสมบัติหรือมีคุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ มีลักษณะที่ดีงาม เพียบพร้อม แล้วก็นำมาใช้กับมนุษยชาติอย่างจริงตามสัจจะ เป็นความจริงที่เป็นความดีงาม เป็นความประเสริฐเอามาใช้อย่างแท้จริง อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราทรงงานมาตั้ง 70 ป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive