เจโตปริยญาณ 16 มาตรวัดจิตสมาธินิมิต.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.85 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

เจโตปริยญาณ 16 มาตรวัดจิตสมาธินิมิต _สมณะ ข้าฟ้า วิมุตติสูตร พ.ต.ฎ ฉบับหลวง เล่ม 22 ข้อ 26 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งวิมุตติ 5 ประการนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้นอาสวะที่ยังไม่สิ้นย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุ เหตุแห่งวิมุตติ 5 ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป แสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้นตามที่พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้อยู่ในฐานะครูแสดงแก่เธอ เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติกายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร.............นี้เป็นเหตุแห่งวิมุติข้อที่ 2 ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมทำการสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร............นี้เป็นเหตุแห่งวิมุติข้อที่ 3 ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมตรึกตรองใคร่ครวญธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ..........นี้เป็นเหตุแห่งวิมุติข้อที่ 4 ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง สมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เธอเล่าเรียนมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้น ตามที่เธอเล่าเรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา เม

อ่านต่อ

ื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ 5 ข้อ 1 ถึง 4 พอเข้าใจได้ แต่ข้อที่ 5 คือ สมาธินิมิตนี่ คือฝึกโดยนั่งหลับตาหรือเปล่าครับ พ่อครูว่า…สมาธิยกตัวอย่างเช่น 2 อย่างคือสมาธินั่งหลับตาและสมาธิอย่างที่พวกเราปฏิบัติกันก็เป็น 2 อย่าง สมาธิอีกอย่างคือสมาธิอย่างที่ท่านติชนัทฮันห์ทำ ท่านก็นั่งหลับตาด้วยแต่ท่านก็ใช้วิธีลืมตาแล้วใช้วิธีทำจิตให้เบิกบานร่าเริง ท่านก็สุขใจมีปีติอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส กายก็สงบ จิตก็บรรลุธรรม กายสงบ จิต บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้เป็นลำดับๆ เดี๋ยวนี้ต้องอธิบายลึกกว่านี้ กายสงบ จิตเป็นสุข ก็ยังไม่พ้นทุกข์สิ สำหรับพวกเรารู้เลยไปแล้ว กายสงบ จิตก็เป็นสุข ก็บรรลุธรรมอธิบายง่ายๆสำหรับคนที่ทำเท่านี้ก่อน ผู้ที่ทำได้อย่างนี้ได้แล้วก็เป็นฐาน เข้าใจคำว่ากาย คำว่าจิต แล้วก็รู้ความสงบ แต่ยังอธิบายจิตว่า จิตยังอาศัย ยังเป็นสุขอยู่ ก็เป็นระดับหนึ่ง เมื่ออธิบายลึกเข้าไปอีก กายมี 2 อย่าง สุข-ทุกข์ ก็เป็น 2 อย่าง ติดสุขอยู่ก็ยังไม่หมดทุกข์ ต้องดับทั้ง 2 อย่างดับเทวะจึงจะเป็นนิพพาน ดับให้ไม่เหลือตัวตนต้องดับทั้งสุขและทุกข์ จึงจะเป็นนิพพาน พระพุทธเจ้าท่านอนุโลมปฏิโลมมาหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึงขั้นที่พูดนี้ มาถึงวันนี้อาตมาอธิบายอย่างไม่ไว้หน้าอย่างสมบูรณ์แบบให้ชัดเจนพวกเราก็จะฟังได้ แม้ว่าพวกคุณทำไป บรรลุขั้นตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสอนุโลมไว้แค่นี้มันก็ไม่มีปัญหาหรอก คุณอยู่ไปอีก ฐานของโลกุตรธรรม มันรู้จักสุขรู้จักทุกข์รู้จักโลก มีภูมิธรรมขนาดนี้ ถ้าจะบอกว่าอนาคามีหรือ อรหัตตมรรค ก็อยู่ในระดับนั้นแล้ว แล้วความรู้มาถึงขั้นนี้คุณจะถอยหลังไปหรือ? ก็ไม่หรอกมีแต่สัมโพธิปรายนะ ไปสู่ที่สูงที่สุด คุณจะรู้สึกเองว่าเราจะไม่อยู่แค่ตรงนี้หรอกคุณก็จะหาทางเพิ่ม พวกเราไม่ติดอยู่แค่นี้ ก็เห็นก็รู้ ทำไมเขาเข้าใจทำไมเราไม่เข้าใจคุณก็จะต้องแน่นอนต้องพากเพียรไปให้ถึงที่สูงที่สุดๆๆๆให้ได้ สมาธินิมิต “นิมิต” แปลว่าเครื่องหมาย เครื่องหมายของความเป็นสมาธิมีอะไรก็แล้วแต่ จิตที่ตั้งมั่น คำว่า “สมาธิ” เป็นคำกลางๆทั่วโลก “สมาธิ” ของพระพุทธเจ้านั้นเรียกว่า “สัมมาสมาธิ” เอาคำว่าสัมมามากำกับ เป็นเงื่อนไขว่าต้องเป็นสมาธิแบบพระพุทธเจ้าสัมมาสมาธิหมายถึงแบบนั้น ทีนี้ ในความเป็นสมาธิที่จริงของพระพุทธเจ้าต้องแนวของพระพุทธเจ้า จิตสะอาดบริสุทธิ์เป็น “อุเบกขา” ปริสุทธา, ปริโยทาตา, มุทุ, กัมมัญญา, ปภัสสรา ในจรณะ 15 วิชชา 8 ไม่มีคำว่าสมาธิ สมาธิเกิดจากผลของจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติจนเกิดจิต อุเบกขา ในฌานทั้ง 4 เราก็ทำแล้วทำอีกเป็นอภิสังขาร 3 อันสุดท้ายคือ “อเนญชาภิสังขาร” เรียกว่าไม่หวั่นไหวตั้งมั่น อภิสังขาร 3, ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร ได้ผลสูงขึ้นเป็น ปริสุทธา, ปริโยทาตา, มุทุ, กัมมัญญา, ปภัสสรา มากยิ่งขึ้นๆ คุณธรรม 5 ของอุเบกขานี้จะยิ่งมีปฏิภาคทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้วก็สั่งสมลงเป็น จิต ตกผลึก ผนึกกันเข้า เป็นสมาธิที่เป็นความตั้งมั่นที่เรียกว่า สมาหิโต อยู่ในเจโตปริยญาณ ข้อคู่เกือบสุดท้าย วิมุติ อวิมุติ เป็นคู่สุดท้าย จิตที่ดีแล้วได้แล้ว สอุตรังจิตตัง แต่จิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก จนกว่าจะอนุตรังจิตตัง จิตที่ดีที่สุดคือจิตอะไร?.. คือจิตที่เป็นสมาธิกับจิตวิมุติ ก็ทบทวนอีกสองคู่ทบทวนสมาธิคือ สมาหิโตกับอสมาหิโต และคู่สุดท้ายคือ วิมุติกับอวิมุติ ทบทวนคู่สุดท้ายจึงจะจบที่จริงเป็น อนุตตรจิตที่สมบูรณ์ สามเส้าสุดท้ายกับ สมาหิโตกับวิมุติเป็น “เจโตปริยญาณ” คือเครื่องวัดจิต 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) คนจะมีสิ่งอาศัย ก็อาศัยสิ่งที่สำคัญของชีวิตเท่านั้น สุดท้ายก็จะมาอยู่อย่างพวกเราเป็นสาธารณโภคีสุดยอด จบแล้วนะ เจโตปริยญาณ 16

640129_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เจโตปริยญาณ 16 มาตรวัดจิตสมาธินิมิต

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน