แนวลึกของอัตตาภวตัณหา.pdf
เนื้อหาในไฟล์
อัตตาภวตัณหาลึกๆเนื่องในปลุกเสกพระแทๆ ของพุทธ ครั้งที่ ๑๗วันมาฆบูชา ที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๓๗ โดย พอทานสมณะโพธิรักษ ณ พุทธสถานศรีษะอโศกเจริญธรรม ญาติโยมผูเปนลูกพระพุทธเจาอยูทั้งหลายวันนี้เปนวันสําคัญ เปนวันมาฆบูชา วันมาฆบูชาคือวันเพ็ญเดือน ๓ ซึ่งเปนวันที่ตามประวัติของ พระพุทธเจา ก็รูกันมาดีผูที่ไดศึกษามาแลว สวนผูไมไดศึกษามา ก็ติดตามกัน พยายามไถถามกัน นิดหนอย ก็คงพอรูนะวา เปนวันสําคัญในทางประวัติศาสตร ของศาสนาพุทธเรา เปนอยางยิ่ง ซึ่งเปนวันที่ พระพุทธเจา ทานที่สําคัญ ก็คือไดเทศนาสารัตถะของคําเทศนาสําคัญ อันอื่นก็เปนวันสําคัญ ที่ประหลาดๆ ที่เปนพระอรหันตเจา ตั้งพันกวารูปพระอรหันตเจาทั้งหมด ในวันนั้น ที่มาประชุมกัน พรอมกัน โดยไมไดนัดหมายกันเลย มาประชุมพรอมกัน ๑,๒๕๐ รูปและเปนพระอรหันต ที่พระพุทธเจา ทานบวชใหเอง เปนเอหิภิกขุ ทุกรูปดวย ไมไดนัดหมายกัน ก็มาพรอมกันความจริงแลวอาตามาเขาใจและรูลึกๆ ซึ่งเปนเรื่องของสภาพนามธรรม เปนเรื่องของเหตุปจจัยที่ลึก ก็รูอยูวา ทําไมจึงเกิดเหตุการณนี้ อาตมาเคยอธิบาย ใหพวกเราฟงบาง แตก็คงยาก ที่จะเขาใจ เพราะวา เหตุปจจัยอะไรก็ตามเมื่อเราไดสั่งสม เมื่อเราไดทําใหมันเกิดขึ้น สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น คอยๆสะสมขึ้นไป ตามลําดับๆ เมื่อเกิดขึ้นตามลําดับๆแลวมันก็จะเปนสภาพนั้น ลงตัวไดสัดสวน ที่พอเหมาะเชนนั้น ตองเปนอยางนั้น คํานี้ทางโลกเขาเรียกวา พรหมลิขิตเขาเรียกวาดวง หนังจีนนี่เขาจะพูดบอยเลย โอ ฟาประกาศิตอะไรบาง สํานวน ฟาลิขิต เหตุไปตามฟาลิขิตแลวความจริงไมมีอะไร ที่มีอํานาจ เหนือกรรม ฟาจะลิขิต จะเปนไปอยางนั้นจริงเลยนะวา มันจะตองตรงอยางนี้ ตองออกมารูปนี้มาเปนอื่น ไปไมได ก็เพราะเ
อ่านต่อ
หตุปจจัย มันสมบูรณ เหตุปจจัยนั้น จะตองเปนอยางนี้ เปนอื่นไปไมได เพราะกรรม ไดสั่งสมมาอยางนี้ เราจะระบุวานี้นะฟาลิขิต เปลี่ยนแปลงไมได นี่แหละคือดวง นี่แหละคือพรหมลิขิต นี่คือพระเจาสั่ง พระเจาประทานพระเจามีพระประสงค ใหเปนเชนนี้ คําพูดเหลานี้ไมผิด แตมันผิด ตรงที่วา ถามันไมมี เหตุปจจัย ครบสมบูรณแลวพระเจาก็สั่งอยางนี้ไมได มันผิดตรงนี้ พรหมจะลิขิต ใหเปนอยางนี้ ก็ไมได ฟาจะลิขิตใหเปนอยางนี้ก็ไมไดดวงก็ไมเปนอยางนี้ ถาเหตุปจจัยแหงกรรมนั้น ไมสมบูรณ ไมลงตัว ไมครบเพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธเราก็จึงไมไดอยูที่ฟาลิขิต ไมไดอยูที่พระเจาสั่ง ไมไดอยูที่ดวงอะไรที่ลอยๆ ลม เพอๆ พกๆแตอยูที่กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมปฏิสรโณ อยูที่กรรมของตนๆ ใครสั่งสม เหตุปจจัยอยางไรก็เปนวิบากอยางนั้นเพราะฉะนั้น แมแตพระอรหันตเจา ตั้งพันกวาองคนั้น จะมาเกิดอยางนั้น จะมาประชุม ในวันมาฆบูชา พรั่งพรอมกันก็ไมใชเหตุการณ ที่มันบังเอิญ ไมใชเหตุการณ ที่มันเกิดใครสั่ง พระเจาไหนมาสั่งไมใช เหตุการณ มันจะตองเปนเชนนั้นลงตัวอยางนั้น และไมใชครั้งเดียว พระพุทธเจากี่พระองคๆ ก็มีวัน มาฆบูชา ซึ่งเปนวันที่จะตองมีพระอรหันตเจาทั้งสิ้น ไมมีผูคนอื่นที่นอกเหนือ ความเปนอรหันตเลย ทุกพระองค เปนพระอรหันตหมด จะตางกันอยูบาง ตรงที่จํานวน พระอรหันตมากนอยกวากัน ตามแต บารมี ของพระพุทธเจา แตละพระองค บางองคมีมาฆบูชาถึงหลายครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้งหาครั้ง ในชั่วชีวิตของพระองค ของพระพุทธเจาบางพระองค ในประวัติศาสตร พระไตรปฎกเลาเอาไวหมด เรื่องเหลานี้ไมใชอาตมาพูดเอง ในพระไตรปฎก เลาเอาไวทั้งนั้นเพราะฉะนั้น บางพระองคนี่มีวันมาฆบูชา มีพระอรหันตเจามาประชุมกันลานองค เปนลานก็มี แลวแตพระพุทธเจาบางพระองค แตไมไดหมายความวา พระพุทธเจาองคที่มีพระอรหันตเจา มาประชุม ตั้งลานองคนี่จะเปนพระพุทธเจาที่เกงกวา พระพุทธเจาสมณโคดม ที่มีพระอรหันตมาแค ๑,๒๕๐ องค ก็ไมใช ที่ไมใชตรงไหนไมใชตรงที่วา ก็พระพุทธเจาองคที่ตรัสรู ในยุคที่มันงาย ในยุคที่มีแตคนดีๆ มีแตคน ปญญาดีๆ มีพระอริยเจามีพระอรหันตเยอะแยะ เทศนปบเดียว บรรลุกันเปนลาน เทศนปบเดียว บรรลุกัน เปนหลายลาน อยางนั้นละก็มีพระอรหันตเจาเยอะ เพราะในยุคคนดีสวนพระพุทธเจาสมณโคดม อยูในยุคคนชั่วตั้งมากตั้งมาย ปลายภัทรกัปแลวได๑,๒๕๐ รูป มานี่ก็เกง ยอดแลวเพราะฉะนั้น แหม หืดขึ้นพระศอ ยากแสนยาก อาตมาไมประหลาดใจ อาตมาสอนพวกคุณยาก ไมใชหืดขึ้นคอ มะเร็งขึ้นคอหนักกวาหืดขึ้นคอ ขนาดนั้นยังไมมีพระอรหันตเจาสักองคเลย แตก็มีไดจะพูดไปแลว พวกเราไมมีอริยคุณ ถึงวันนี้อาตมาประกาศอยางนี่แหละ พูดอยางนี่แหละ และก็ไมใช เพิ่งพูดอาตมายิ่งมั่นใจ เพราะอาตมาบอก พูดซ้ําซาก บอกพวกคุณ ไมรูกี่ที อาตมาไมเชื่อวา คุณจะมา หลอกอาตมา ไมเชื่อๆพวกคุณจะมาหลอก มาแกลงทําเปนเอาใจอาตมา อดได ทนได ลดได ลดลาภ ลดยศ ทิ้งลาภ ทิ้งยศออกมาได ทิ้งสรรเสริญทิ้งโลกียสุข มาๆ อดๆ สิ่งอรอย สิ่งหวานหอม สิ่งยั่วยวน ทางโลกียนี่ พยายามแกลง มาทําใหอาตมา หลงดีใจแกลงใหจนตายนะ แกลงใหไดจนตาย แกลงดูเถอะ อาตมาไมเชื่อจริงๆ ไมเชื่อพวกคุณมาแกลง ไมเชื่อวาพวกคุณมาจัดฉากใหอาตมา ใชสํานวน ใหมัน ทันสมัยหนอย สํานวนจัดฉาก เขาใชทันสมัย อาตมาไมเชื่อพวกคุณมาจัดฉากหลอกอาตมา อาตมาเชื่อวา พวกคุณจริงใจ และพยายาม ที่จะพากเพียร พยามที่จะอบรม ฝกฝนใหได ไดมาก ไดนอยอะไรพวกคุณก็ทํามาถึงวันนี้ ๒๐ ป ๒ ทศวรรษมาแลว อาตมาไดมาขนาดนี้ พวกคุณไดอริยคุณ อาตมาย้ําอีกวา พวกคุณ ไดอริยคุณไดแตละบุคคล สวนใครที่ยังไมได หรือไดกดไดขมอยู ยังไมแนไมนอนก็ทําเอา อาตมา ก็ไมได ไปบอกแตละบุคคลเพราะวาการไปพยากรณคนนี่ มันยากจริงๆ... ฯลฯ ...อาตมาก็ไมไดพยากรณพวกเราดวยซ้ํา แตพวกเราก็รูตามภูมิ เพราะพระพุทธเจาทานก็ไมสอน ใหผูนั้น ผูนี้พยากรณทานสอนใหรูดวยตน ปจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญูหิ ตนของตน รูไดดวยตน อาตมาก็แนะนําวา อยาใหทาน มาสอบญาณเราญาณเราก็ตองเปนญาณของเรา ไมใชคนอื่นมาสอบ และมาบอกวา นี่ญาณ ๓ ญาณ ๔ ญาณ ๕ ญาณ ๘ นี่ญาณ ๖ ญาณอะไรก็ไมใช เราตองรูวา เรามีญาณ ญาณที่รูวา กิเลส คืออะไร และเราก็ลดละกิเลส ไดหรือไม ลดกิเลสแลวเราจะเปนสุขอยางไร ซึ่งมันยอนแยง มันทวนกระแส สังคมมาก ความเขาใจของศาสนา ความเขาใจของพุทธศาสนา ทุกวันนี้มันเพี้ยนไป มันเปลี่ยนไปเยอะ เขาใจวา พระอริยะนี่ กลายเปนฤาษีชีไพร ที่มะงุมมะงาหลา ซื่อเซอไมรูเรื่องโลก หยุด เฉยหนักเขา ตาก็ไมลืม นั่นแหละทานสงบ ไปพูดกับทาน ทานก็ไมคอยพูด อุย ทาน ทานสงบ ไมพูดวาใคร ไมวิจารณใครแถมถามรูเรื่องอะไรไหม? ไมรูนั่นแหละอริยะและจะตองอยูหางผูคนดวย ตองอยูแตผูเดียว ผูอยูแตผูเดียว พาซื่อดวย ไปอยูผูเดียวจริงๆ ก็อาตมา เอาธรรมของพระพุทธเจา มายืนยันแลววาผิด ตองอยูกับหมู มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดลอมดี นี่แหละ เปนทั้งสิ้น ทั้งหมดของพรหมจรรยของศาสนา และก็มีสูตร ตองอยูเขาใกล ใกลบัณฑิต ตองอยูใกล ศาสดา ใกลผูรู ใกลมิตรสหายที่จะนําพาใหเราดี หรือแมแตบอกวาคําวา อยูแตผูเดียว ไมมีเพื่อนสองนั้น ตอใหอยูปา แตผูเดียวแตมีกิเลส ผูนี้มีเพื่อนสองหรือไมอยูแตผูเดียว ไมใชเอกะ แตถาผูใด ที่ตอใหอยูกับ หมูฝูง ตอใหอยูกับผูที่คลุกคลีเกี่ยวของ ทั้งหมดเยอะแยะแตจิตของเราสงบ จิตของเราวาง จิตของเรา สะอาด จากกิเลส ผูนี้คือ ผูที่อยูแตผูเดียว ไมมีเพื่อนสอง เดี๋ยวเถอะตั้งแตพรุงนี้เปนตนไป บรรยายไป ปลุกเสกนี่ จะถึงหรือเปลาก็ไมรูนะ บทนี้ อาตมาก็เอามาพิสูจนละ สูตรนี้อาตมาก็เอายืนยัน ความมีเพื่อนสอง กับความที่อยูปกติผูเดียว คืออะไร ทานก็เอามาบรรยายไวชัดเจน แตคนก็เขาใจไมได เขาใจวาอยูแตผูเดียว มีปกติอยูแตผูเดียว ไปเปนประเภทอยูแตผูเดียว เอารางกายไปอยู ซึ่งมันคานแยงนะ พระสูตรนี่ ยืนยันชัดนะตอใหอยูกับหมูฝูง ก็ไมไดหมายความวา ไมไดเอาจิต ไปอยูกับหมูฝูง ก็หมายถึง อยูกับหมูฝูงนี่แหละ อยูคลุกคลีกับแมแตทานบอกมหาอํามาตยราชอะไรตางๆ ทานบอกอยูกับเพื่อนสอง อยูกับเพื่อน มหาอํามาตย อยูกะอุบาสกอุบาสิกาเกลื่อนกลน แตจิตสะอาด นี่คือ ผูอยูแตผูเดียว ไมมีเพื่อนสอง อยางนี้เปนตน มันยาก คนเรานี่ มันพาซื่อมันก็ฟงแตประโยคที่ตัวเองชอบ ไมเอาอยางครบครันนะเพราะฉะนั้น ในหลายๆอยางที่เอามาบรรยายกันแลวนี่ ศาสนาพระพุทธเจานี่ มันเลยไมเปนประโยชน คุณคาตอมนุษยชาติอยางสูง เอาเถอะ เขาเขาใจไมได อาตมาก็รู แตอาตมาก็ตองพูด พวกคุณเขาใจไดก็ดี และอาตมาจะพาพวกเรานี่แหละ พิสูจนวา ธรรมะของพระพุทธเจานี่ มันมีประโยชนคุณตอมนุษยชาติ ตอบุคคลประโยชนตนตอมนุษยชาติ เปนสังคมมนุษยชาติหลากหลาย พหุชนะหิตายะ เปนประโยชนตอ มวลมนุษยสวนมากสวนใหญ อยางแทจริง ยิ่งทุกวันนี้ อาตมาเห็นวา ศาสนาของพระพุทธเจานี่ ทันสมัย ล้ําสมัย ยิ่งสังคมเปนอยางทุกวันนี้ โอโฮ! อาตมายิ่งเห็นวา ตองเอาธรรมะของพระพุทธเจา มาปลูกฝง ลงที่มนุษย แลวใหมนุษย ไดรับคุณธรรม อันคุณภาพอันนี้เมื่อไดคุณธรรมคุณภาพอันนี้ นี่ๆๆ แหละ มันจะยืนยันของเรา เริ่มไดเริ่มมีสภาพจริง มีบุคคลรับไดจริง และมีบุคคลเปนไปไดจริงยังไมมาก แตมีรูปราง มีแลวขณะนี้มี นี่กําลังเริ่มตนขึ้นไปเรื่อยๆ สองทศวรรษมานี่ มีรูปรางของสังกัปปะ วาจากัมมันตะ อาชีพขึ้นมาไดขนาดนี้ มันจะครบวงจร ขึ้นมาเรื่อยๆ มันจะมีรูปแบบ มันจะมีนามธรรม เปนสภาพ ที่ชัดเจนวา ออสังคมมนุษย ที่มีเนื้อหาของ ศาสนาพระพุทธเจา ในตนในคน เนื้อหาของใคร ก็แลวแต ที่มีนี่ เปนอยางนี้เองหนอ มีชีวิตเปนอยางนี้หนอ เปนอยางไรกถาวัตถุ ๑๐ มักนอย มักนอยไมไดแปลวา ทํางานนอยๆ ก็ฉันมักนอย ฉันทําแคนี้ก็พอแลว ไมใช ! ทําใหมากๆแลวเอาไวนอยๆ นั่นแหละมักนอย ไมเชนนั้น จะยืนยันวา คุณมักนอยไดอยางไร ก็คุณไมทํา คุณก็ไมมี คุณก็ไมเอาก็คุณก็ไมมีอะไรอยูแลว ขี้เกียจ มีมากๆเปนสิทธิของคุณ คุณสรางมากๆ มีฝมือ มีความสามารถ สรางไดมากๆแตคุณก็เอาไวแตนอย พออาศัยหรือไมเอาไวเลย นั่นแหละมักนอยแลว มักนอยเปนอยางไร ใจมันพอสันโดษ กถาวัตถุ ๑๐นี่มันเกี่ยวเนื่องกัน สมังคี มักนอย สันโดษ วิเวกปวิเวกะ สงบดี สงบไมไดแปลวาอยูนิ่งๆ สงบคือกิเลสมันไมขึ้น สงบนี่คือใจมันหยุด กิเลสไมเกิด ไมดีดดิ้น ในกิเลสแตจิตนิ่งไหม นิ่ง, จิตคิดไหม คิด, คิดไดเร็ว รับรูไดมาก ประสิทธิภาพของจิตเต็มที่เลย รูแจง รูรอบ รูจริง รูลึก รูกวางรูอยางรวดเร็ว วองไว มีปฏิภาณชาญฉลาดเร็วยิ่ง กิเลสก็ไมเกิด มันซอนเชิง อยูอยางนี้ จิตที่ทํางานเปนปกติมนุษยเลย ตื่นผูรูผูตื่น ผูรูโลกเปนพหูสูต ฉลาดเฉลียว แตจิตนิ่ง จิตสงบ จิตวิเวก จิตเปนอุปธิวิเวก คือไมมีกิเลสเกิด องคประชุมของจิตสงบราบรื่นดี กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก ครบวิเวก ๓ ไมไดหมายความวา วัตถุวิเวก เสนาสนวิเวก ไปอยูที่เงียบๆ ไปอยูที่สงบแลวก็หลับหูหลับตา อยูนิ่งๆ ไมใชจิตสงบ ใจพอ มักนอย อสังสัคคะ ไมคลุกคลีเกี่ยวของกับกิเลส ไมดูดไมซึมกับกิเลสเกี่ยวของกับ คนมีกิเลส แตไมเกี่ยวไมเกาะกับกิเลส ของบุคคลที่เขามีกิเลส หรือ กิเลสของบุคคลอื่นๆ หรือไมยั่วยุใหเกิดกิเลส ทานก็สะอาดบริสุทธิ์ อสังสัคคะไมเกี่ยว กิเลสไมเกี่ยว จิตของทานไมเกี่ยว แตทานเที่ยว สัมพันธสรางสรรชวยเหลือเกื้อกูลได ไดอยางเกงดวยอสังสัคคะเพราะฉะนั้น คําวาไมคลุกคลีเกี่ยวของนี่ มันลึกซึ้งมาก ไมใชไมคลุกคลีเกี่ยวของ หนีไมคลุกคลี เกี่ยวของ อะไรเลยอยางนี้งาย ธรรมะของพระพุทธเจา มันลึกซึ้ง เห็นตามไดยาก รูตามไดยาก ถาเรื่องงายๆ อยางนี้ ไมตองมีพระพุทธเจาตรัสรูหรอก ไมคลุกคลีเกี่ยวของนะ ใครไมเขาใจเหรอ อยางนี้ไมตองไปอาศัย พระพุทธเจาสอน อยางนี้ใครๆก็สอนได ฤาษีสอนมากอนพระพุทธเจา ไมตองคลุกคลี เกี่ยวของกับอะไรนัก ปลีกเดี่ยว ไปเลย อยูกับโนน ปาเขาถ้ําโดดเดี่ยว ไมตองคลุกคลีกับใคร ไมตองวุนวายอะไร โลกเขาก็อยูกับ โลกของเขา เราก็อยูของเรา ขุดรูอยูไดยิ่งดีใครก็เขาใจอยางนี้ ไมตองอาศัย พระพุทธเจาสอนหรอก และเขาก็สอน มากอนดวย ฤาษีทั้งหลายแหลหนีไปอยูภูเขาหิมพานต เยอะแยะ ตางคนตางมุดอยู ของใครของมัน มากมาย ไมตองอาศัยความรู ระดับซับซอน ลึกซึ้งยากไมใชงาย บอกแลว ทุรนุโพธา ทุททัสสา เห็นตามไดยาก รูตามไดยาก เดาไมออก ถาไมเปนจริง ไมมีจริงนี่ไมเชื่อ ไมเชื่อไมไดจริงเปนจริง ในสภาวะ ที่ลึกซึ้งอยางนี้ไมเชื่อ ไมใชของงายๆ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร เปนคนขยันหมั่นเพียรอยู เห็นไดเลย สอถึงความเพียร สอถึงความขยัน ไมใชเอาแตนั่งเฉย ดูดาย ใครจะเปนจะตาย ฉันวางแลวใครจะเปนจะตาย ฉันไมเกี่ยว เกี่ยวไปเดี๋ยวผิด ที่ทานสอนที่คลุกคลี ไปเกี่ยวของ ฉันก็ไมเกี่ยว งายๆ แบบนี่นะโอโฮมันไมใชของพระพุทธเจา ไดยินไหมวาไมใช มันไมใชทานเปนผูที่มีความเพียรเห็นไดชัด ขยันสรางสรรอยู ธรรมใดวินัยใด เปนไปเพื่อความไมขยัน ธรรมนั้น วินัยนั้น ไมใชของเราตถาคต มีศีล กถาวัตถุขอที่ ๖, มีสมาธิ ขอที่ ๗, มีปญญาขอที่ ๘, มีวิมุติ ขอที่ ๙, มีวิมุตติญาณทัสสนะ ขอที่ ๑๐กถาวัตถุทั้ง ๑๐ ขอนี้สมังคี เพราะเรามีศีล มีศีลอยางไร แปลศีลวาปกติ ปกติคนดื่มเหลา ไอหมอนี่มันดื่มเหลาเปนปกติมีศีลแลวหรือ ศีลทานก็บอกวา อยาดื่มเหลา คุณก็ตอง มาเลิกดื่มเหลา จนคุณเปนปกติ ปกติถึงกายวาจา ปกติถึงใจใจเปนปกติเลย ไมตองฝด ตองฝน ไมตองลําบากลําบน เปนเรื่องวางเปนงาย เปนเรื่องเลิกขาด จิตไมหลงใหลอาวรณไมติดไมยึด ไมเสพ ไมอยาก เหลาไมอยากจิตเปนปกติ กายวาจาก็ไมตองไปเอามาดื่ม ไมตองดื่มเหลา อยางนี้เปนตนนี่จึงจะเรียกวา เปนผูมีศีลที่ปฏิบัติประพฤติแลว ดวยกายวาจาใจ บริสุทธิ์สะอาด จนเปนปกติเพราะฉะนั้นไปแปลวาปกติดื้อๆ ซื่อบื้ออะไรอยางนี้ มันไมใชปกติที่เขาหมาย ความหมายแคปกติอยางนี้ อาตมาก็เห็นวาเขายังไมเขาใจกัน ตองปรับเปลี่ยน ใหมาเปนปกติ สอดคลองที่พระพุทธเจา ทานหมายวา ตองเปนผูที่บริสุทธิ์สะอาดอยางนี้มา เมื่อบริสุทธิ์สะอาด จนเปนธรรมดา จนเปนปกติ จนเปนสามัญแลว เปนเรื่องที่ ไมลําบากแลวแตเปนวิสามัญ จากปุถุชน วิสามัญจากคนสวนมาก สวนใหญ แตเปนสามัญ เปนธรรมดาแลว เปนของงายเปนอัตโนมัติดวย เปนตถตา เปนเชนนั้น จนกระทั่งเปนเองเลย เปนปกติ เปนเอง เปนในตัว เปนโดยไมตองไปบังคับไมตองไปศึกษาอีก ไมตองไปสํารวม ไมตองไปสังวร มันก็เปน อยางนั้น ของมันเอง เรียกวา ตถตา เพราะบริสุทธิ์แลวเปนปกติแลว สะอาดแลว จึงเรียกวา เปนผูมีศีล อันอเสขศีล ศีลอันไมตองศึกษาอีก อเสขะ ศีลอันไมตอง ประพฤติอีกศีลอันไมตองไปอบรม เรียนรูอีกแลว เพราะจบแลว เสร็จแลว สมบูรณแลว เปนอยางนั้นเองแลว ตถตาแลวกิเลสก็สูญญตาแลว ตัวตนของ กิเลส ก็หมดแลว อนัตตาแลว วิมุติแลว นิพพานแลวยกตัวอยางเรื่องเหลา ก็เรื่องเหลาเปนนิพพานแลว อนัตตาแลว เปนตถตาแลว สูญญตาแลว เรื่องอื่นใด ก็แลวแตถาเรายังอานจิตไมเปน อานอาการ อานอารมณเกี่ยวของ กับสิ่งอยางนี้ๆ แลวก็เกิดอารมณ เกิดอาการอยูจนมันไมเกิดจริงๆเลย ญาณของเรารูเองเลยวา มันไมมีกิเลสในเรื่องนี้ ที่เกี่ยวของเมื่อไหร สัมผัสเมื่อไหรจิตของเราก็ไมมีกิเลส เขาไปเกี่ยวของ ไมไดหมายความวา อสังสัคคะ คือไมตอง เกี่ยวของ แลว หรือเราไมตองเกี่ยวของดวยกายวาจา เกี่ยวของกัน สัมผัสสัมพันธอยางไร ไดมีอายตนะ ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสอยู มีอายตนะนอกอายตนะใน วิญญาณ ซึ่งเปนผัสสะ เมื่อเจอผัสสะแลว เกิดเวทนา อยางไร เมื่อเกิดเวทนาอยางไร แลวแยกวิเคราะหเวทนาที่เปนเคหสิตะ เปนเนกขัมมะออก ลดเคหสิตะ จนเปน เนกขัมมะ จนสูงเปนอุเบกขา เนกขัมมสิตอุเบกขา จนจิตวาง จิตเฉยจิตวาง จิตปราศจากกิเลสนั้น อานอาการ ของจิตออกเลย เหตุปจจัยอันนี้หมด เราหมดกิเลส เหตุปจจัยนี้ยังอยูตอใหเหตุปจจัยอันนี้แรง ยั่วยุ กระแทกคนบางคนสูแรงของเหตุที่เปนเหตุแหงกิเลสทําใหเกิดกิเลส เหตุนี่แรงนะ จัดจาน โอโฮ ถาคนมี อินทรีย พละออน สูไมไดแพแตผูที่หลุดพนแลวนี่ ไมมีแพ ที่อธิบายไปแลว เกี่ยวเนื่องกับสมาธิแลว ที่อธิบาย ไปแลว เกี่ยวเนื่อง กับปญญาไปแลวปญญาคือญาณ ปญญาหรือญาณ ตองเห็น ตองอานรู รูในตัวเรา รูวาเราเอง เราไดปฏิบัติประพฤติเขาหลักสัมมาอริยมรรคหรือไม ถึงปรมัตถหรือไม ปรมัตถคือ รูจักจิต เจตสิก ของเราเอง และก็มี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค รูวาเราวิจัยกิเลสออกหรือไม อาการของกิเลส เปนอยางไร ระงับกิเลส ลดกิเลส ทําใหกิเลสมันออนแรง จนกระทั่งมันตายกิเลสยิ่งตาย จิตยิ่งใสสะอาด จิตยิ่งมี ประสิทธิภาพ จิตยิ่งรูยิ่งรอบ ยิ่งเร็วยิ่งแรง จิตยิ่งเกง ไมใชจิตยิ่งฝอ จิตยิ่งไมรูเรื่องจิตยิ่งโง จิตยิ่งทึบ ยิ่งหยุด ไมใช !จิตยิ่งแคลวคลองๆ จิตเปนผูตื่นเต็ม ประสิทธิภาพของจิต ยิ่งวิเศษ แลวก็จะรูโลกกวางเพิ่มขึ้น เปนโลกวิทู เปนพหูสูตเปนผูที่มีความรูที่แทจริง ไมใชความรูแตแคปริยัติ แตแคทฤษฎี แตแคความรูความหมาย เปนเหตุ เปนผล เปนตรรกเปนตรรกศาสตร ไมใช ! เปนการรูความจริงตามความเปนจริง ของจริงที่ปรากฏ ของจริง ที่ทานรูของทาน ไดของตนเองนั่นแหละ รูของตนเอง ที่เกิดที่มี ไมใชไปยืมรูของคนอื่น ไมใชไปนั่ง หลับตา แลวก็เพงรูของคนอื่น ไมใช ! ตองรูของตนในตนเปนสันทิฏฐิโก ตนเองควรปฏิบัติเอง และไดเอง จนเกิด ปจจัตตัง เวทิตัพโพวิญูหิ ตนเองเปนบัณฑิต เวทิตัพโพ ก็คือผูรูหรือบัณฑิต วิญูชน วิญูหิ ปจจัตตัง ตนของตนรูในตนเพราะฉะนั้น ลักษณะ กถาวัตถุ ๕ อันหลังนี่ ศีล สมาธิ ปญญา วิมุติ วิมุตติญาณทัสสนะ นี่สัมพันธกัน รอยเรียงกันไปหมดปฏิบัติแลว ศีลขัดเกลา กายวาจาใจญาณ ตามรูๆๆ จิตกิเลส วิมุติๆๆๆ ญาณก็สูงขึ้นมาเปน วิมุตติญาณทัสสนะ คือญาณเขาใจถึงวิราคะ เขาใจถึงวิมุติเขาใจถึง การละจางคลาย วิราคะ เขาใจจนกระทั่งถึงจบ วิมุติหลุดพน มีญาณที่รูจักวิมุติ คืออยางนี้ หลุดพนแลวดับสนิทแลว กิเลสหมดแลว หมดอัตตา หมดอัตนียา ของกิเลสแลว ไมมีตัวตน ของกิเลสแลว และเปนอยางไร คนๆนี้ก็เปนผูที่มักนอยได ทําไมคนตองมักนอย เพราะคนคนนี้ ไมเปลือง คนๆ นี้ ไมตองอาศัยอะไร มาบําเรอตนมาก เพราะฉะนั้น คนเรานี่อะไรก็ตองมาก ที่อยูนี่ก็ตองใหญ สมบัติอะไร ก็ตองมีมาก ไมอยางนั้น ศักดิ์ศรีขายขี้หนาเขา มีนอยไมไดหรอก โลกเขาบอกนี่พวกที่ประสบ ผลสําเร็จนี่ ตองมีมากๆ มีบานชองเรือนชาน ทรัพยศฤงคารที่พระพุทธเจาทานตรัสไววา การตอบแทนบุญคุณพอแม โดยการหาแผนดิน เปนเจาแผนดิน ใหแกพอแม ทรัพยศฤงคารในระดับเปนเจาแผนดิน เจาแวนแควนเลย ก็ยังไมใชการตอบแทน บุณคุณพอแมเลย ในสูตรนี้ ที่ทานหมายหรือการอุมชูพอแม อันนั้น คือทรัพยศฤงคาร ในประเด็น ของแงใคร จะตอบแทน บุญคุณพอแม หาทรัพยศฤงคารหาบานหาเมือง บานชองเรือนชานแผนดินเลย ใหถึงขนาดหาแผนดินให ใหเหมือน ใหพอแมนั่น เปนพระเจาแผนดินเลยเปนแวนแควนหนึ่ง ลูกนี่สรางแวนแควน ใหพอแม ไปปกครองดูแล ไปเปนพระเจาแผนดิน ของแวนแควนนั้น เรียกวาใหญนะหาแวนแควนให ก็ยังไมชื่อวา ตอบแทน บุญคุณพอแม ไมใชเรื่องหาทรัพยศฤงคารเลี้ยงดูอุมชูพอแม เลยไปเอามาไวบนบา บาซาย บาขวา เลี้ยงขนาดไหน ทานสมมุติใหหนําใจเลย ทานสมมุติ ใหถึงขั้นเลยตอใหดูแล ไมใหคลาดสายตา ไมใชวา ไมคราดสายตาเทานั้น แบกไวบาขวา บาซายนี่ จะคราดสายตาอะไร ขี้รดเยี่ยวรดดูแลประคบประหงมกัน ขนาดนั้น นี่เปนประเด็น อีกประเด็นหนึ่ง ทรัพยศฤงคาร เอาใจใสดูแล กตัญูกตเวที แบกเลี้ยงดูเจ็บปวยไดไข จะไมคราดเลย จนกระทั่ง ขี้รด เยี่ยวรดอยูอยางนี้ แหมเปนคนที่บูชา สุดยอดสูงสง ก็ยอดที่จริงก็ไมไดหมายความวา ไมไดหาทรัพย ใหพอแม ไมใช ! ตองหาใหเหมือนกัน ดูแลอุมชู จะประคบประหงมทาน ควรจะเช็ดขี้ เช็ดเยี่ยว ควรจะชวยเหลือ เกื้อกูลอยางไร ก็ตองทําอยูดี นั่นแหละ แตขนาดอยางนั้นๆๆ ทานสมมุติ ถึงขนาดแบกเอาไวบาซายบาขวาเลย ก็ยังไมชื่อวา ทดแทนบุญคุณ ที่วิเศษๆนั้น จะตองใหพอแมนั่น ไดรับอริยทรัพย ศรัทธา ศีลจาคะ ปญญา ใหพอแมมีศรัทธาในพระพุทธพระธรรมพระสงฆอยางแทจริง ศรัทธา ไมใชเชื่องมงาย อยางทุกวันนี่ศรัทธาพระพุทธ ก็ไมรูพระพุทธคืออะไร เดี๋ยวนี้พระพุทธ ก็บานออกไป เปนพระเครื่อง กันเยอะ ลากันซื้อกันขายกันทําแจกทําอะไรกัน ไมแจกธรรมดาหรอก ขายตั้งราคา ถาแจาไหน ปมออกมา ราคาสูง นั่นแหละวิเศษ พระพุทธก็ไมพอแลวเดี๋ยวนี้ปมพระสงฆเลย อีกหนอยก็จะปมพระสงฆนั่นแหละ มากกวา พระพุทธอีก ทุกวันนี้ยังปม พระพุทธอยูบางพระสงฆอยูบาง ใหญกันเหลือเกิน วิเศษวิเสโส เหลือเกิน ไมไดเขาใจวา พระพุทธคืออะไร พระสงฆคืออะไรงมงายกันไปหมดเพราะฉะนั้น ถาใหพอแมไดศรัทธาไดมีปญญาเขาใจในพระพุทธในพระธรรมในพระสงฆ และศรัทธา ถูกพระพุทธถูกพระธรรม พระสงฆก็ถูกพระอริยสงฆ ศรัทธาจริงๆ ศรัทธาอยางมีปญญา เมื่อศรัทธาแลว ก็จะมามีศีล ศรัทธาแลวก็จะมาประพฤติศีล ก็เมื่อศรัทธาพระสงฆ ก็ถูกพระอริยสงฆ อริยสงฆก็จะสอน ใหประพฤติศีลถูกทางเมื่อประพฤติศีลไดก็จะตองเกิดอวิปปฏิสาร เมื่อประพฤติศีลแลวก็จะเกิดพหูสูต เมื่อประพฤติศีลแลว ก็จะเกิดปติจะเกิดปราโมทย อวิปปฏิสารเกิดปราโมทย ปติ ปสสัทธิ สุข วูปสโมสุข และเกิดสมาธิ เปน สัมมาสมาธิในพระสูตรตรัสไววา สัมมาสมาธิเกิด สัมมาสมาธิไมใชสมาธิธรรมดา ศีลจะเกิดนี่แหละ ก็คือปฏิบัติศีล จะเกิดจิต มาเรื่อยๆเกิดจิตมาจนกระทั่งถึงสมาธินี่ ปฏิบัติศีลนะ ศีลก็จะทําใหเกิดสมาธิ แลวสุดทาย มาเปนปญญานะ เกิดชัดเจนอยางนี้ถาพอแมเกิดศรัทธาในพระพุทธพระธรรมพระสงฆแลว ก็ไดคบ อริยสงฆ ไดมาฟงธรรมถูกทาง เปนสัมมาทิฐิประพฤติปฏิบัติไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปญญา ถูกทางก็จะเกิด จาคะ ศีลจะทําใหเกิดการจาคะนะ เกิดการลดความโลภความโกรธ ความหลงนี่แหละ เกิดจิต อวิปปฏิสาร เพราะวา ไมติดไมยึด ไมหลงไมใหล ไมหวงไมแหน ไมโลภไมโกรธเมื่อไมโลภ จิตใจก็ผองแผว จิตใจ ก็เบิกบาน ราเริงดี จิตใจก็เจริญนะ จะพนความวิปปฏิสาร พนการกังวล เดือดรอนวุนวายวิปปฏิสาร อวิปปฏิสาร ก็คือ ลดความกังวลวุนวายเดือดรอน พนความเดือดรอน มาเรื่อยๆ ศรัทธา ศีล จาคะ เกิดจริงๆปญญาตัวที่ ๔ ก็จะเกิดปญญาที่จริง ปญญานี่ลึกซึ้งมาก ไมใชความเฉลียวฉลาด แบบโลกเลย ขอยืนยัน ตั้งเทาไรเขาก็ไมเชื่ออาตมาก็ยกตัวอยางมาสองคํา ปญญาหนึ่ง เศรษฐีหนึ่ง สองคํานี้ เศรษฐีไมไดหมายถึงคนร่ํารวย เศรษฐีนี่ หมายถึง คนจนพูดอยางนี้ใครจะเชื่อ โลกไหนเขาจะเชื่ออาตมา เศรษฐีไมไดหมายถึงคนร่ํารวย แตเขาแปล ร่ํารวย พจนานุกรมบาลีแปลวาร่ํารวยเลย เศรษฐีทั้งๆที่มาจากรากศัพท เสฏฐะ เสฏโฐ อะไรพวกนี้ แปลวา ผูประเสริฐ เปนผูที่ละได จาคะไดก็จาคะเสียสละออกไป มันจะไปเหลืออะไรมาเปนคนร่ํารวย มาเปน กระฎมพี กระฎมพี แปลวา เปนผูร่ํารวยมันจะไปมั่งไปมีอะไรเพราะฉะนั้น ความจริงพวกนี้ แมเราไมมั่งมีร่ํารวย แตเราก็อวิปฏิสาร ไมกังวล ไมเดือดรอน เพราะเรามีศีล พึ่งศีลของเราได เชื่อไหม (เชือค่ะ) พิสูจนไดจริงๆ หลายเหลี่ยมหลายมุม อาตมาพยายามที่จะอธิบาย ใหรอบถวน ชอนไช ใหเห็นชัด ใหครบยิ่งปฏิบัติมันจะยิ่งสอดคลองกันไปหมด เมื่อจาคะแลว จะไปหา ความร่ํารวยอะไร แตร่ํารวย เราก็ไมมีปญหาเพราะจาคะมันก็ไมรวย เมื่อจาคะแลวศีลก็ยิ่งดีขึ้น เพราะ แสดงความไมโลภ ศีลก็คือความไมโลภ ถาปฏิบัติศีลไดบรรลุเปนผลสําเร็จในศีล ก็ไมโลภ ก็ไมตองสะสม ไมตองกอบโกย ไมตองหวงแหน แลวอยูไดไหม อยูได เบิกบานราเริงดวยอยูไดอยางมั่นใจดวยขนาดกลุมเรานี่อโศกเล็กๆนี่ อาตมาวายังเล็กๆนะ หรือใครวาใหญแลว อโศกเรานี่ใครวาใหญแลวมีไหม ยังเล็กๆอยูกระจิบเดียว เทียบกับคนทั้งโลก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive